โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วุฒิสภา 135 ต่อ 11 เสียง อนุมัติ 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดยหลังจากที่ สว. ได้อภิปรายและรับฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลแล้วเสร็จ ได้ลงมติ โดยมติเสียงข้างมาก 135 เสียงอนุมัติ พ.ร.ก.ดังกล่าว ต่อเสียงไม่เห็นด้วย 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะลงมติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมตอนหนึ่งถึงข้อกังวลของวุฒิสภาว่าพ.ร.ก.กู้เงิน ตีเช็คเปล่า ไม่ตอบโจทย์ โดยยอมรับว่า ยังไม่มีรายละเอียด เพราะไม่มีโครงการใดเสนอให้พิจารณา โดยหลังจากที่สว. อนุมัติ พ.ร.ก. เชื่อว่าจะมีโครงการถูกนำเสนอ พร้อมรายละเอียด เช่น ทำโครงการอะไร เพื่ออะไร ใช้เงินเท่าใด ใครได้ประโยชน์ ตอบโจทย์หรือไม่

“ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีรายละเอียดจริงๆ และอีกประเด็นที่สว. กังวล และอาจไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้นโครงการนี้ คณะกรรมการ ยืนยันว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะได้รับการพิจารณาหรือผ่านการพิจารณา ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์รายละเอียด เช่น จำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้เลยทันทีที่ได้รับอนุมัติ และโครงการนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.70 รวมถึงคุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” นายลวรณ ชี้แจง

นายลวรณ ชี้แจงต่อว่า ส่วนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกลั่นกรองไว้อีกชั้น โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ก่อนส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ตามกฎหมาย เมื่อโครงการที่ผ่านการพิจารณาจะต้องมีการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน โดยคณะกรรมการประเมินผลจะเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ตนขอให้ความมั่นใจกับวุฒิสภาว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ จะทำงานด้วยความโปร่งใส เป็นมืออาชีพ และทุกโครงการที่ออกมาขอให้มีความคุ้มค่าตอบโจทย์ข้อสงสัยของสังคมได้อย่างชัดเจน สมมติหากเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในอนาคต หนึ่งปีที่เราเปลี่ยนผ่านพลังงานจะต้องเห็นว่าวิกฤติครั้งหน้า ประเทศไทยจะสามารถรับมือได้ดีกว่าเดิม ประชาชนคนไทยจะต้องได้รับผลกระทบน้อยลงกว่าเดิม” นายลวรณ ชี้แจง

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า ขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อสังเกตของสมาชิกที่มีทั้งความเห็นที่แตกต่าง และสอดคล้องกัน แต่ยืนยันว่าพ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มีพ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤติจะหนัก เพราะวิกฤติรอบนี้มาเป็นระลอกๆ เป็นวิกฤติพลังงาน ไม่รู้จะจบเมื่อไร ระลอกแรก วิกฤติน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น 60-70% ระลอกสอง วิกฤติของแพง จากค่าขนส่งแพงขึ้น เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3% ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนติดลบ ทำให้คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว

"เริ่มเห็นสัญญาณกันแล้ว วิกฤติระลอกนี้จะหนักมาก จะเป็นแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลบไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1.เยียวยาประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพ จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงมากเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย จนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสสองขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว เป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน" นายเอกนิติ ชี้แจง

นายเอกนิติ ชี้แจงต่อว่าวันนี้ บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราซ่อมหลังคา เปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนการกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา หรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไม่รู้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบเมื่อไร ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอก ต้องซื้อถังมารอง ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่า ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ ทักท้วงได้

"ทั้งหมดเป็นความตั้งใจให้เกิดความโปร่งใส ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้มรสุมเศรษฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม" นายเอกนิติ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...