ผู้นำอินโดนีเซียประกาศให้การ"เผยแพร่วัฒนธรรม LGBTQ” ถือเป็น “ภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางการทหาร
สำนักข่าว TEMPO ของอินโดนีเซีนรายงานว่า ประธานาธิบดีประโบโว สุเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ประกาศว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ถือเป็นรูปแบบหนึ่งภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางการทหาร ภายใต้ระเบียบประธานาธิบดีฉบับที่ 111 ปี 2025 ว่าด้วยนโยบายทั่วไปด้านการป้องกันประเทศ ปี 2025-2029
ทั้งนี้ การจัดประเภทการเผยแพร่วัฒนธรรม LGBTQ ว่าเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางการทหารนั้น ได้ระบุไว้ในภาคผนวกของระเบียบข้อบังคับ ภายใต้หัวข้อ "2. ปัจจัยที่มีผลต่อแนวนโยบายทั่วไปด้านการป้องกันประเทศ" โดยเฉพาะในส่วน "การวิเคราะห์ภัยคุกคาม" แล ระเบียบดังกล่าวระบุว่า "ภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางการทหารในรูปแบบของการกระทำหรือกิจกรรมที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นอันตรายและคุกคามอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของชาติโดยรวม"
ระเบียบดังกล่าวระบุไว้ว่าภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางการทหารที่ ได้แก่ การเผยแพร่อุดมการณ์ต้องห้าม การบั่นทอนคุณค่าของชาตินิยม การแพร่กระจายของลัทธิอเทวนิยม การแบ่งแยกดินแดน การก่อการร้าย ลัทธิหัวรุนแรง สงครามข้อมูล วิกฤตเศรษฐกิจ การพนันออนไลน์ การให้กู้ยืมออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ที่ผิดกฎหมาย การละเมิดลิขสิทธิ์ การขโมยทรัพยากรธรรมชาติ และการจำหน่ายและการใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย "และการเผยแพร่วัฒนธรรมของกลุ่มเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ และเควียร์ (LGBTQ)"
ต่อมาสำนักข่าว Inquirer ของฟิลิปปินส์รายงานว่า กลุ่ม Asean SOGIE Caucus ซึ่งเป็นเครือข่ายนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะทางเพศ (SOGIESC) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมต่อการที่รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ในการจัดประเภทการ "เผยแพร่วัฒนธรรม LGBTQ" ว่าเป็นภัยคุกคามต่อ "อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และความมั่นคงของชาติ"
Asean SOGIE Caucus ระบุว่า สถานการณ์กดขี่ LGBTQ ในอินโดนีเซียนั้นรุนแรงขึ้นเร่ื่อยๆ โดยกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐบาล รวมถึงสถาบันการศึกษาและสมาคมทางศาสนา สนับสนุนวาทกรรมสาธารณะที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง การปฏิเสธการแสดงออกของกลุ่ม LGBTQ และการเรียกร้องให้ "เปลี่ยนสถานะ (ทางเพศ)" ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีและการบุกค้นพื้นที่ของกลุ่ม LGBTQ อย่างเป็นระบบ ทั้งโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและกลุ่มศาลเตี้ย ได้กระทำภายใต้หน้ากากของการคุ้มครองทางสังคม ระบบความเกลียดชังที่กระจัดกระจายและแตกแยกนี้เป็นอันตราย เพราะมันกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามระลอกใหม่ภายในสถาบันทางสังคมและชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ
"สิ่งที่ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกคือ ระเบียบประธานาธิบดีฉบับที่ 111 ปี 2025 ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีประโบโว สุเบียนโต ซึ่งจัดประเภทการ "เผยแพร่วัฒนธรรม LGBTQ" ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่ทางทหาร โดยจัดให้อยู่ในกรอบความมั่นคงแห่งชาติเดียวกันกับการค้ามนุษย์ การก่อการร้าย ลัทธิหัวรุนแรง และภัยคุกคามด้านความมั่นคงอื่นๆ ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่แสดงว่ารสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ หรือลักษณะทางเพศ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของอินโดนีเซีย ตรงกันข้าม การจัดกรอบที่อันตรายเช่นนี้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติกลับเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของบุคคล LGBTQ เสียมากกว่า เว้นแต่ว่าอินโดนีเซียจะเลือกเดินตามรอยมรดกเผด็จการของนาซีฮิตเลอร์ ซึ่งมองว่าการรักร่วมเพศเป็นภัยคุกคามทางชีววิทยาและการเมืองต่อเผ่าพันธุ์ "อารยัน" และประชาคมแห่งชาติ (Volksgemeinschaft) ภายใต้มาตรา 175 ของเกสตาโป"
Asean SOGIE Caucus ชี้ว่าการทวีความรุนแรงในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าอัตลักษณ์ LGBTQ ถูกทำให้เป็นอาชญากรรมอย่างทั่วถึงภายใต้กฎหมายระดับชาติฉบับเดียวในอินโดนีเซีย และกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศกำลังตกเป็นเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการผสมผสานของวาทกรรมด้านความมั่นคงแห่งชาติ บทบัญญัติทางศีลธรรมและสื่อลามกที่เขียนไว้อย่างกว้างๆ กฎระเบียบท้องถิ่น นโยบายของมหาวิทยาลัย มาตรการทางปกครอง การเปิดเผยต่อสาธารณะ และการกระทำของกลุ่มผู้เฝ้าระวัง ระบบที่กระจัดกระจายเช่นนี้เป็นอันตรายเพราะมันทำให้การเลือกปฏิบัติขยายวงกว้างไปในหลายสถาบันพร้อมกัน ในขณะที่ร่างกฎหมายระดับชาติอาจทำให้การปราบปรามดังกล่าวขยายวงกว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีประโบโวกล่าวคำปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 ภาพจาก Ministry of State Secretariat of the Republic of Indonesia (Public Domain)