โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมซูชิสายพานกำไร แม้วัตถุดิบแพงหูฉี่!!

เดลินิวส์

อัพเดต 24 สิงหาคม 2569 เวลา 22.18 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เฉลยความลับ 'ซูชิสายพาน' ญี่ปุ่น! วัตถุดิบแพงหูฉี่ แต่ทำไมยักษ์ใหญ่อยู่รอด แถมกำไรพุ่ง โดยเฉพาะในต่างแดน

เปิดโมเดลธุรกิจเครือร้านซูชิสายพานชั้นนำในญี่ปุ่น แม้ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 43% แต่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมั่นคง ด้วยการปฏิวัติระบบทำมาหารตามคำสั่งซื้อ การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ลดขยะอาหาร และการรุกตลาดต่างประเทศที่สร้างกำไรสูงกว่าในบ้านถึง 2 เท่า!

ผลวิเคราะห์โมเดลธุรกิจของเครือ ร้านซูชิสายพาน (Kaitenzushi) ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของวงการร้านอาหารทั่วโลก เนื่องจากสามารถบริหารจัดการให้มีกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบแพงกว่าร้านอาหารทั่วไป

จากข้อมูลการสำรวจโดย Japan Policy Finance Corporation พบว่า ร้านอาหารทั่วไปมีอัตราส่วนต้นทุนวัตถุดิบอยู่ที่ราว 35% แต่ในอุตสาหกรรมซูชิสายพาน ต้นทุนกลับสูงเฉลี่ยถึง 41.1% โดยแบรนด์ดังอย่าง Sushiro มีต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 43% และ Kura Sushi สูงถึง 43.9%

เนื่องจากภาพจำของผู้บริโภคที่มองว่าซูชิสายพานต้อง "ราคาถูกและคุ้มค่า" ทำให้การปรับขึ้นราคาทำได้ยาก เครือร้านอาหารเหล่านี้จึงเลือกที่จะไม่ลดคุณภาพวัตถุดิบ แต่หันไปมุ่งเน้น "การตัดขยะอาหาร (Food Waste)" และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นแทน

ในอดีตซูชิที่ไม่ถูกเลือกซื้อ จะถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก เพราะวัตถุดิบปลาสดไม่สามารถเก็บไว้ข้ามวันได้ แบรนด์ต่างๆ จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่

Kappa Sushi (299 สาขา) และ Hama-sushi (657 สาขา) ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน หันมาทำซูชิเมื่อมีคำสั่งซื้อและส่งตรงถึงโต๊ะผ่านเลนพิเศษ ซึ่ง Hama-sushi คาดว่าจะช่วยลดขยะอาหารได้มากถึง 1,100 ตันต่อปี

Kura Sushi เป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงสายพานหมุนไว้ทุกสาขา แต่ใช้เทคโนโลยีติดรหัสบนจานเพื่อติดตามเวลาที่ซูชิอยู่บนสายพาน พร้อมนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมการสั่งของลูกค้าตามช่วงเวลา ส่งผลให้อัตราอาหารเหลือทิ้งลดลงจาก มากกว่า 12% เหลือเพียงประมาณ 3% เท่านั้น

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการนำโมเดลการบริหารที่แม่นยำ ไปขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา Kura Sushi ขายซูชิเฉลี่ยจานละ 3.80 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 บาท) ขณะที่ในญี่ปุ่นขายเพียงจานละ 120-150 เยน (ราว 28-35 บาท) ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานในต่างประเทศของ Kura Sushi สูงถึง 12% ซึ่งมากกว่าสาขาในประเทศญี่ปุ่น (6.8%) เกือบสองเท่าตัว

ความสำเร็จนี้สะท้อนว่า การนำเทคโนโลยีมาลดการสูญเสีย ร่วมกับการบริหารจัดการที่รัดกุม คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจซูชิสายพานของญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งในตลาดโลก.

ที่มาและภาพ : insight korea

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...