Undoing การทำดีเพื่อไถ่โทษต่อคนรัก ที่หลายครั้งอาจไม่ได้เฮลตี้ เมื่อมาพร้อมความคาดหวังว่าอีกฝ่ายต้องยกโทษให้ทันทีและไม่มีสิทธิรื้อฟื้นเรื่องนี้อีก
หลายคนคงคุ้นเคยกันอยู่บ้าง เมื่อต้องตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างคนรัก ซึ่งหลายครั้ง ฝ่ายที่ทำผิด (หรืออาจจะผิดมากกว่า หรือผิดชัดเจนกว่า) มักจะมาพร้อม ‘กลไกการป้องกันตัวเอง’ (Defense mechanism) หรือวิธีจัดการปัญหาและความไม่สบายใจซึ่งเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ และวิธีหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยในบริบทความสัมพันธ์แบบคู่รักก็คือ ‘การไถ่โทษ’ หรือ Undoing
Undoing คือคอนเซปต์โดย ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ และต่อยอดโดย อันนา ฟรอยด์ ลูกสาวผู้เป็นนักจิตวิเคราะห์เช่นกัน ใช้อธิบายการทำดีเพื่อลบล้าง กลบฝัง หรือชดเชยความผิดให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของการให้ของขวัญราคาแพง โอนเงินให้ เอาอกเอาใจ พาไปเที่ยว หรือทำทุกอย่างที่ขอ ฯลฯ พฤติกรรม Undoing ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ และถ้าเป็นเพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจถูกมองว่าเป็นการสำนึกผิดที่น่าเห็นใจ ควรค่าแก่การให้อภัย ขณะเดียวกันหลายครั้งพฤติกรรมนี้ก็ถูกฟอกขาว ทำให้ดูเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ โดยอธิบายว่าเป็นการกระทำที่แทนคำขอโทษหรือการปรับปรุงแก้ไขอย่างตรงจุด ซึ่งในบางกรณีก็ไม่อาจทดแทนกันได้
นั่นหมายถึงว่าความอันตรายของการใช้วิธีทำดีไถ่โทษก็มีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อจนติดนิสัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า บางคนทำดีชดเชย เพียงเพราะอยากหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดของตัวเอง ลบล้างความรู้สึกผิดในใจ หรือคลายกลัวที่จะยอมรับบทลงโทษหรือผลที่จะตามมา เช่น กลัวถูกต่อว่า ชวนทะเลาะ บอกเลิก ขอหย่า หรือกลัวว่าจะต้องอยู่คนเดียว
และหนักหนากว่านั้นคือ หลายครั้งการทำดีไถ่โทษอาจนำไปสู่การกึ่งๆ กดดันให้อีกฝ่ายให้อภัย และไม่กล้า หรือไม่มีสิทธิต่อว่าอีก เพราะ “ตนได้เปลี่ยนไปแล้ว” หรือ “ได้ชดเชยให้แล้ว” ดังนั้นจึง “ไม่สมเหตุสมผล” หากอีกฝ่ายยังคงรู้สึกโกรธ น้อยใจ หรือรื้อฟื้นเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาอีก ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาอีกเปลาะต่อไป หรือกลายเป็นความท็อกซิกตกค้างในความสัมพันธ์ เมื่อปัญหาแรกยังไม่ได้ถูกเคลียร์ให้จบจริงๆ แต่มีเพียงฝ่ายเดียวที่เข้าใจว่าปัญหาจบไปแล้วจากการทำดีไถ่โทษของตัวเอง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแฟร์นัก หากอีกฝ่ายนอกจากต้องเผชิญความเสียใจแล้วยังต้องแบกรับภาระทางอารมณ์ในการ ‘หายโกรธ’ ให้ได้เร็วๆ เสียอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการพยายามทำดีเพื่อไถ่โทษนั้นเป็นเรื่องแย่ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่มันอาจไม่ใช่เพียงหนทางเดียวที่จะเข้ามาอุดรูรั่วของปัญหา หรือใช้ประคองความสัมพันธ์ให้ไปต่อ มันอาจต้องประกอบไปกับการยอมรับว่าอะไรกันแน่ ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ท็อกซิก แสดงออกหรือยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเราทำให้อีกฝ่ายเสียใจ ขอคำยืนยันจากเขาเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน ไม่ได้มีใครคิดไปเอง และยอมรับอย่างจริงใจว่าเกิดความเสียหายจริง และตกลงว่าจะปรับปรุงแก้ไขร่วมกันอย่างไร และยอมรับบทลงโทษที่เป็นเหตุเป็นผล
การสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ได้ปรับความเข้าใจกัน แต่การเปิดเผยความเปราะบางของตัวเองก็อาจทำให้เจ็บปวดหรือเสียหน้า หากไม่เคยเผชิญหน้าความอ่อนแอของตัวเอง การรู้ตัวก็อาจเป็นเรื่องยาก และการเผยความเปราะบางกับคนรักหรือกระทั่งกับคนอื่นๆ ที่อาจเข้ามารู้เห็นด้วยก็คงยากยิ่งกว่า แต่การลบล้างความผิดและ ‘ทำเป็นลืมๆ มันไป’ เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น อาจทำให้ชินกับการไม่ต้องจดจำและเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ หากยังอยากเดินไปด้วยกันในฐานะคนรัก
* ปัจจุบันคนในโซเชียลมีเดียมักจะเรียกพฤติกรรมนี้รวมๆ ว่า ‘Overcompensation’ แต่ในทางจิตวิทยา ความหมายที่แท้จริงของ ‘Compensation’ คือการชดเชยบาดแผลทางจิตใจหรือปมด้อยของตนเองด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้ามเพื่อปกปิดความรู้สึกด้อยค่านั้นไม่ให้คนอื่นรับรู้ ทำให้หลายครั้งอาจเผลอปฏิเสธตัวตนและละเลยความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ดังนั้นแล้วพฤติกรรมนี้จึงใกล้เคียงกับ Undoing ตามคอนเซปต์ของฟรอยด์มากกว่า
อ้างอิง
https://psychologyfanatic.com/undoing/
https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/defense-mechanisms/