โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวอเมริกัน เตรียมใช้บริการ VPN หาก TikTok ต้องปิดตัวในสหรัฐฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ม.ค. 2568 เวลา 12.47 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 05.47 น.

ผู้ใช้ TikTok ชาวอเมริกันอาจใช้บริการ VPN เพื่อให้สามารถใช้บริการแอปพลิเคชั่น TikTok ได้ต่อ หาก TikTok ต้องปิดการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2025 นี้

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า *แอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง TikTok กำลังวางแผนจะปิดการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2025 นี้ เนื่องจากกฎหมายที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามในเดือนเมษายน 2024 กำหนดให้ TikTok ต้องขายกิจการให้กับผู้ซื้อที่ได้รับการรับรองก่อนถึงกำหนดเวลา หากไม่มีการขาย หรือมีคำสั่งเลื่อนกำหนดจากศาลสูงสุด แอปฯ TikTok จะต้องถูกลบออกจากแอปพลิเคชั่นสโตร์ พร้อมหยุดให้บริการในสหรัฐฯ*

ตามรายงานของ Reuters และ The Information ระบุว่าในสัปดาห์นี้ทั้ง Apple และ Google ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการลบแอปฯออกจากสโตร์ในวันอาทิตย์ ซึ่งหาก TikTokหยุดให้บริการในสหรัฐฯในวันอาทิตย์นี้จริง คาดว่าผู้ใช้ชาวอเมริกันโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์บนTikTok อาจต้องใช้เครื่องมืออย่าง VPN (Virtual Private Network) เพื่อให้สามารถเข้าถึงTikTok ได้ต่อไป

VPN และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องที่เรียกว่า พร็อกซี (proxies) ทำงานโดยส่งข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ผ่านเซิร์ฟเวอร์ในประเทศอื่น ทำให้ดูเหมือนว่าผู้ใช้กำลังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากตำแหน่งที่ต่างไปจากตำแหน่งที่ตั้งจริง

ระบบนี้ทำงานได้เพราะทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยจะถูกระบุผ่านหมายเลข IP (Internet Protocol) ซึ่งเป็นตัวเลข 12 หลักที่แตกต่างกันสำหรับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง โดยตัวเลข 6 หลักแรกของ IP จะระบุเครือข่าย ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคที่คำขอมาจากในประเทศจีน ที่จริงแล้วผู้คนใช้ VPN มานานหลายปีเพื่อหลีกเลี่ยง Great Firewall ซึ่งบล็อกเว็บไซต์ของสหรัฐฯ เช่น Google และ Facebook

บริการ VPN มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2020 จากกรณีที่อินเดียสั่งแบนTikTok รวมถึงการที่ผู้คนใช้ VPN เพื่อดูการแข่งขันกีฬาจากประเทศที่ไม่มีการถ่ายทอดสด โดยข้อมูลจาก VPN Trust Initiative ระบุว่าตลาด VPN มีมูลค่ามากกว่า 38,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022

ด้าน Lauren Hendry Parsons ผู้สนับสนุนด้านความเป็นส่วนตัวจาก ExpressVPN ซึ่งมีค่าบริการ 5 ดอลลาร์ต่อเดือนกล่าวว่า"เรามักเห็นความต้องการ VPN เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกจำกัด และสถานการณ์นี้ก็ไม่ต่างกัน"

ขณะที่บริษัท ProtonVPN ซึ่งให้บริการ VPN ในราคา 10 ดอลลาร์ต่อเดือน ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า "เราไม่ได้สนับสนุนTikTok แต่การแบนTikTok ในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ VPN ผู้คนนับล้านต้องพึ่งพา VPN เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว และไม่ถูกจำกัด"

บริการ VPN ส่วนใหญ่มีค่าบริการรายเดือนเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์และการรับส่งข้อมูล แต่บางบริการเลือกใช้โมเดลธุรกิจที่รวบรวมข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ เช่น การที่ Meta เสนอ VPN ฟรีเพื่อสังเกตว่าแอปพลิเคชั่นของคู่แข่งตัวใดกำลังเติบโตอย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่สำคัญของ VPN คือความเร็วที่ลดลง เนื่องจากข้อมูลต้องผ่านคอมพิวเตอร์ตัวกลางเพื่อปิดบังตำแหน่งที่ตั้งจริงของผู้ใช้

Lauren Hendry Parsons กล่าวกับ CNBC อีกว่า แม้บริการ VPN จะเคยได้ผลในอดีต แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่า VPN จะยังใช้ได้หาก TikTokถูกแบนในครั้งนี้ โดยยังไม่แน่ชัดว่า ExpressVPN จะสามารถเข้าถึงTikTok ได้หรือไม่จนกว่าจะเกิดการแบนขึ้น นอกจากนี้ TikTokอาจสามารถตรวจสอบและบล็อกผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ที่พยายามใช้ VPN เพื่อเข้าถึงแอปฯได้เช่นกัน

ทั้งนี้การใช้ VPN และพร็อกซีเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานอินเทอร์เน็ตมานานหลาย 10 ปี แต่การใช้งานเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลพยายามห้ามบริการหรือแอปฯ บางประเภท ซึ่งการลบแอปฯ ตามคำขอของรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติ โดยในปี 2023 Apple รายงานว่ามีการลบแอปฯ ออกจากพื้นที่ต่าง ๆ เกือบ 1,500 แอปพลิเคชั่น โดยกว่า 1,000 แอปฯ อยู่ในประเทศจีน แอปฯเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแอปฯ ที่ละเมิดกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ เริ่มแบนแอปฯด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ

โดยขณะนี้ สหรัฐฯ กำลังเตรียมที่จะห้าม 1 ในแอปฯ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ TikTokซึ่งมีผู้ใช้งาน 115 ล้านคน และเป็นแอปฯที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดเป็นอันดับสองในปี 2024 ตามข้อมูลจาก Sensor Tower

ที่มา : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...