โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตามไปดู 1 ปี “BDI” เปลี่ยนประเทศด้วย “บิ๊กดาต้า”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2567 เวลา 06.59 น.
รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่เสมือน “เส้นเลือดฝอย” เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีการนำมาใช้เพื่อวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลังจัดตั้งหน่วยงานมาได้ 1 ปี BDI มีการทำงานในโครงการใดบ้าง และก้าวต่อไปของหน่วยงานนี้จะเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI ดังนี้

อัพเดต Travel Link

รศ.ดร.ธีรณีกล่าวว่า โครงการที่ BDI ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์ และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) คือ แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านท่องเที่ยวแห่งชาติ (Travel Link) ที่รวบรวมข้อมูลของการเดินทาง การพักแรม การใช้จ่าย และกระแสโซเชียลมีเดีย มาวิเคราะห์ให้ทราบถึงการแสดงความคิดเห็นของนักท่องเที่ยว จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือน สถิติผู้โดยสารผ่านสนามบินโดยแสดงผลสถิติผ่านอินโฟกราฟิก ที่อัพเดตรายวันและรายเดือน

“Travel Link เริ่มนำร่องใน จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่แซนด์บอกซ์ที่มีการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เป็นอย่างดี ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยภายในปี 2570 ข้อมูลบน Travel Link จะต้องมีครบทั้ง 22 จังหวัดท่องเที่ยว”

ข้อมูลจาก Travel Link ช่วยให้หน่วยงาน หรือภาคธุรกิจต่าง ๆ ทราบว่านักท่องเที่ยวจากประเทศใดที่เข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีส่วนช่วยในการออกแบบนโยบายหรือแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น ฟรีวีซ่าที่ครอบคลุมนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถาน เพราะมีข้อมูลที่ระบุว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยเป็นจำนวนมากจริง ๆ

City Data Platform

นอกจาก Travel Link ยังมีโครงการแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองอัจฉริยะ หรือ City Data Platform (CDP) ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน และภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดระบบข้อมูลกลาง และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนงานที่ตอบรับกับนโยบายของจังหวัด

โดยรวบรวม เชื่อมโยง จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล เช่น ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของเมืองในด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งออกแบบเป็นแดชบอร์ดให้สะดวกกับการใช้งาน

“ความแตกต่างระหว่าง Travel Link และ CDP คือ กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่ของ Travel Link เป็นผู้ประกอบการที่นำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนธุรกิจให้เหมาะสมกับจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละช่วงเวลา ส่วน CDP เป็นแพลตฟอร์มที่หน่วยงานรัฐใช้ในการทำความเข้าใจแต่ละพื้นที่ และออกแบบนโยบายที่มีความเหมาะสม เช่น การตามหากลุ่มเปราะบางเพื่อแจกเงิน 10,000 บาท เป็นต้น”

Envi Link-Health Link

รศ.ดร.ธีรณีกล่าวต่อว่า ยังมีแพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (Health Link) ที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลของสถานพยาบาล และร้านขายยาในระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในกรุงเทพฯกว่า 1,500 แห่ง รองรับการใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ โดยแพทย์สามารถเข้าดูข้อมูลสุขภาพของคนไข้จากโรงพยาบาลอื่นได้ตามสิทธิที่คนไข้กำหนด รวมถึงแพลตฟอร์มบริการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Envi Link)

Envi Link จะทำงานพร้อมกันใน 2 พื้นที่ คือ 1.จ.ภูเก็ต ทำเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน พัฒนาภูเก็ตเป็นต้นแบบเมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมตั้งเป้าลดคาร์บอน 30% ภายใน 3 ปี และ 2.จ.เชียงใหม่ ทำเรื่องการลดปริมาณฝุ่น PM 2.5

และภายใต้โครงการที่ทำร่วมกับภูเก็ต BDI ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ พร้อมจัดทำเป็นรายงานสถานการณ์สภาพแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศของพื้นที่ และใช้ภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) มาพัฒนาโมเดลจำแนกประเภทยานพาหนะ แล้วนับจำนวนรถแต่ละประเภทที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ก่อนจะประมาณการให้กลายเป็นปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วคำนวณให้เป็นคาร์บอนฟุตพรินต์ และนำเสนอผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้หน่วยงานและคนในพื้นที่เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลง และวางแผนการบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสมต่อไป

“ภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่ประสบความเร็จในการทำงานมาก เพราะมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เหนียวแน่น รวมถึงมีหน่วยงานหรือภาคเอกชนพร้อมรับช่วงต่อจากสิ่งที่เราทำ ซึ่งการพัฒนาโครงการใหม่ ไม่ยากเท่ารักษาสิ่งที่ทำแล้วให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน”

Big Data Platform

รศ.ดร.ธีรณีกล่าวว่า อีกสิ่งที่จะทำให้แพลตฟอร์มหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่รวบรวมมาอยู่ได้อย่างยั่งยืน คือ การพัฒนา National Big Data Platform หรือแพลตฟอร์มกลางที่หน่วยงานต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูล และแดชบอร์ดแต่ละโครงการได้ ซัพพอร์ตจังหวัดที่ไม่มีหน่วยงานจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ

แผนการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เริ่มจากในปี 2568 ใช้เงินทุนสะสมในการเชื่อมแพลตฟอร์มที่มีอยู่เข้าด้วยกัน จากนั้นในปีงบประมาณ 2569 จะเริ่มเอาระบบทั้งหมดขึ้นแพลตฟอร์มใหม่ มีการปลั๊กอิน AI เข้าไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูล และพัฒนาบริการที่ BDI เข้าไปช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้ ส่วนในปี 2570 ตั้งเป้าเปิดบริการที่หน่วยงานต่าง ๆ จะดึงข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ในหน่วยงานได้

“การมี National Big Data Platform ช่วยให้ข้อมูลของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใช้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Agenda Based และต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ ๆ ได้ เช่น การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) เป็นต้น”

ขยายโครงสร้าง-กำลังคน

ผู้อำนวยการ BDI กล่าวด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2568 ได้รับงบฯ 303 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการพัฒนาคน ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 150 คน 80% เป็นทีมเทคโนโลยี เช่น โปรแกรมเมอร์ และ Data Scientist ซึ่งในปี 2568-2569 จะขยายทีมให้ได้ 200 คน โดยจะเริ่มรับพนักงานในส่วนของ Data Engineer และ DevOps มากขึ้น

“ส่วนแผนการขยายโครงสร้างทางดิจิทัล ตั้งใจที่จะใช้บริการคลาวด์ของผู้ให้บริการทุกราย เชื่อมระบบเป็นมัลติคลาวด์ เพราะระบบของผู้ให้บริการแต่ละรายมีจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบต่างกัน ทั้งมีแผนที่จะย้ายระบบบางส่วนไปไว้บนคลาวด์ของผู้ให้บริการต่างชาติด้วย”

ความคืบหน้า Thai LLM

BDI ยังมีอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่ต้องดำเนินการ นั่นคือ การพัฒนา Thai Large Language Model (Thai LLM) เป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้งานภาษาไทย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักเชื่อมกับหน่วยงานอื่น ๆ 
เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

รศ.ดร.ธีรณีอธิบายว่า เหตุผลที่ไทยต้องพัฒนา LLM เป็นโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ขณะที่กลุ่มบิ๊กเทคมี LLM พร้อมให้บริการ เพราะ 1.เพื่อสร้างความหลากหลายของข้อมูลที่ตอบโจทย์การใช้งานในประเทศโดยเฉพาะ 2.รักษาอธิปไตยของข้อมูล ควบคุมการเข้าถึงในประเทศ ป้องกันความเสี่ยงจากเหตุที่คาดไม่ถึง และ 3.จะควบคุม “ราคา” การเข้าถึงบริการต่าง ๆ ช่วยให้ SMEs ต่อยอดโซลูชั่นจากโครงสร้างที่มีได้ง่ายขึ้น

“คาดว่างบฯก้อนแรกในการพัฒนา LLM น่าจะมาต้นปีหน้า ขณะนี้อยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มาเชื่อมระบบกัน จากนั้นจะจ้าง Expertise แต่ละสายมาจัดการข้อมูล เพื่อใช้เทรนโมเดล AI โครงการนี้เป็น Open Source เปิดรับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาเริ่มพูดคุยเรื่องการต่อยอดเป็น AI เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่การเผยแผ่พระไตรปิฎก นิกายเถรวาทด้วย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามไปดู 1 ปี “BDI” เปลี่ยนประเทศด้วย “บิ๊กดาต้า”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...