โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” กับที่มาของชื่อวัดแห่งรัตนโกสินทร์และ 5 เจ้านายในชื่อ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ม.ค. 2568 เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2568 เวลา 17.01 น.
วัดเบญจมบพิตรขณะกำลังปฏิสังขรณ์ (ภาพจาก : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

“วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม”หรือคนมักเรียกว่าวัดเบญจมบพิตรฯ เป็นวัดที่มีความสำคัญมากในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา และเป็นหนึ่งในวัดประจำรัชกาลที่ 5

วัดเบญจมบพิตรฯ เต็มไปด้วยความสวยงามและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงชื่อวัดเองก็บอกเล่าความเป็นมาของวัดแห่งนี้ได้เช่นกัน

วัดนี้ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่เริ่มมีบทบาทตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมชื่อว่า“วัดแหลม” หรือ“วัดไทรทอง”

สมัยรัชกาลที่ 3 เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า“ศึกเจ้าอนุวงศ์” โดยเจ้าอนุวงศ์ ผู้ครองนครเวียงจันทน์ต้องการปลดแอกตนเองจากการปกครองของสยาม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้สยามต้องรับมือกับความขัดแย้งตรงหน้า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองว่าต้องปกป้องพระนครให้ได้ก่อน จึงโปรดฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รับหน้าที่เป็นแม่ทัพป้องกันพระนคร

รวมถึงโปรดเกล้าฯ ให้ระดมกองกำลัง กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นแม่ทัพเดินทางตรงไปนครเวียงจันทน์ ส่วนอีกทัพให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพเข้าตีกองทัพเจ้าอนุวงศ์ และติดตามไปถึงจำปาศักดิ์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ ทรงตั้งค่ายแนวแรกที่ชายทุ่งสามเสนจวบจนย่านหัวลำโพง โค้งออกทุ่งบางกะปิ จรดแม่น้ำเจ้าพระยา และแนวที่ 2 บริเวณแนวกำแพงพระนคร เฉพาะบริเวณทุ่งสามเสน

ส่วนกองทัพบัญชาการตั้งอยู่ในบริเวณวัดแหลมหรือวัดไทรทอง

ทว่ากองทัพเจ้าอนุวงศ์พ่ายแพ้เสียก่อนจะเข้ามาถึงพระนคร และเจ้าอนุวงศ์ก็ถูกส่งตัวมาที่กรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา

เมื่อจบเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ จึงทรงปฏิสังขรณ์วัดแหลมนี้กับ 4 พระน้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ได้แก่…

กรมพระพิทักษ์เทเวศร

กรมหลวงภูวเนตรนรินฤทธิ์

พระองค์เจ้าหญิงอินทนิล

พระองค์เจ้าหญิงวงศ์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ให้ว่า “วัดเบญจบพิตร” ซึ่งหมายถึงวัดของเจ้านาย 5 พระองค์

เป็นที่มาของคำว่า “เบญจ-” ที่แปลว่า 5 ในชื่อวัดนี้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม วัดแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ยังคงเป็นวัดเล็ก ๆ ที่ได้รับการบูรณะบางส่วนเท่านั้น

กระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นว่าพระบรมมหาราชวัง เมื่อเข้าฤดูร้อนมักอบอ้าว ทำให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ประชวรอยู่เสมอ จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างพระราชอุทยานขึ้นบริเวณคลองสามเสนและคลองผดุงกรุงเกษม คือ “วังสวนดุสิต” (ต่อมาคือพระราชวังสวนดุสิต) เนื่องจากอากาศดี

ขณะเดียวกันในพื้นที่ที่จะสร้างวังสวนดุสิต มีวัดอยู่ 2 แห่งอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ วัดดุสิตและวัดร้าง ด้วยประเพณีที่ว่าวัดใดที่ประกาศเป็นวิสุงคามสีมา (เขตพื้นที่ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่สงฆ์เพื่อกระทำสังฆกรรมได้ตามพระธรรมวินัย) แล้ว จะไม่สามารถยึดได้ แม้จะเป็นวัดร้าง หากจำเป็นต้องใช้พื้นที่ต้องทำการทดแทน

รัชกาลที่ 5 จึงทรงสถาปนาวัดเบญจมบพิตรขึ้นแทน เพื่อเป็นการทดแทน 2 วัดดังกล่าว

เมื่อสถาปนาแล้ว วัดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดเบญจมบพิตร” แทนชื่อเดิมว่า “วัดเบญจบพิตร” หมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ทั้งยังมีสร้อยนามต่อท้ายว่า“ดุสิตวนาราม” เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชวังสวนดุสิตอีกด้วย

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ก็บรรจุไว้ภายใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ที่วัดเบญจมบพิตรฯ ตามพระราชประสงค์

ทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อ “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มกราคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” กับที่มาของชื่อวัดแห่งรัตนโกสินทร์และ 5 เจ้านายในชื่อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...