ความเป็นการเมืองของเพลง ‘เติ้ง ลี่จวิน’: ประวัติศาสตร์อารมณ์ของขบวนการเสรีนิยม ถึงพลังชาตินิยมจีนแผ่นดินใหญ่
“ฉันเคยเจอเธอที่ใดหนอ รอยยิ้มที่ช่างคุ้นเคยนี้ … อ๋อ ในฝันของฉันนั่นเอง”
เพลงเถียนมี่มี่ หรือหวานปานน้ำผึ้ง
ก่อนเข้าสู่บทความ ลองจินตนาการถึงช่วงเวลาที่ฟังเพลงสักเพลงเป็นครั้งแรกแล้วรู้สึกตกหลุมรักในทันทีที่แรกฟัง หรือเวลาที่ไม่ได้ฟังเพลงเก่าๆ ที่เคยชอบมาเป็นเวลานานแสนนาน แล้วอยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสได้ฟังเพลงนั้นอีกครั้ง
สำหรับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วงเวลาแบบที่กล่าวไปข้างต้นคือวินาทีที่ได้รู้จักกับ ‘เติ้ง ลี่จวิน’ นักร้องชาวไต้หวัน ผู้ปลุกวงการเพลงในจีนแผ่นดินใหญ่ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หลับใหลไปในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (cultural revolution) ในระหว่างปี 1966-1976 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สื่อบันเทิงต่างๆ ถูกพรรคคอมมิวนิสต์เซ็นเซอร์และควบคุมอย่างเข้มงวดจนแทบไม่เหลือสื่อบันเทิงใด นอกจากประเภทที่สามารถตอบสนองต่ออุดมการณ์ของรัฐ
พอการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง เพลงป็อปลูกครึ่งจีน-ตะวันตกของเติ้ง ลี่จวินจึงเริ่มถูกลักลอบนำเข้ามายังแผ่นดินใหญ่ และกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในหมู่คนจีนผู้ต้องการปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดทับโดยรัฐคอมมิวนิสต์ จนมีประโยคเปรียบเปรยว่า “จีนมีผู้นำชื่อเติ้ง 2 คน คนแรกคือ ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ ผู้ปกครองจีนในเวลากลางวัน ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ‘เติ้ง ลี่จวิน’ ผู้ยึดกุมหัวใจคนจีนในเวลากลางคืน”[1]
ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่ประโยคล้อเล่นธรรมดาๆ เท่านั้น เพราะการฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมนันทนาการหลังเลิกงาน แต่เป็นภาพที่สะท้อนถึงการเติบโตของพื้นที่ส่วนตัวในชีวิตประจำวันของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้ามในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นแต่เพียงคุณค่าความเป็นหมู่คณะ (collectivism) ตามแบบฉบับของแนวคิดคอมมิวนิสม์เหมาอิสม์ (Maoism)
บทเพลงของเติ้ง ลี่จวินทั้งทำนอง เนื้อร้อง และน้ำเสียงล้วนมีนัยของอารมณ์ความรักหรือความเศร้าโศก ซึ่งเป็นแนวเพลงที่หายสาบสูญไปจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จึงทำให้หลายคนฟังแล้วถวิลหาอดีตอันรุ่งโรจน์ของจีนก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะปกครองประเทศ อีกทั้งเพลงของเติ้ง ลี่จวินที่ถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันของผู้คนยังส่งเสริมคุณค่าความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งเป็นคุณค่าที่ท้าทายระบอบสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน (socialism with Chinese characteristics) จนทำให้เกิดการปะทะกันเป็นระยะๆ อาทิ การห้ามไม่ให้ฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวิน และการลักลอบนำเข้าเทปบันทึกเสียงเพลงเติ้ง ลี่จวิน[2]
การห้ามดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ระดับความนิยมของเติ้ง ลี่จวินลดลงแต่อย่างใด เติ้ง ลี่จวินยังคงมีกระแสตอบรับที่ดีมากทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และทั่วโลก ตลอดระยะเวลาที่เติ้ง ลี่จวินอยู่ในวงการเพลงกว่า 26 ปี (ปี 1969-1995) เทปบันทึกเสียงของเติ้ง ลี่จวินถูกจำหน่ายกว่า 22 ล้านตลับและยังมีเทปบันทึกเสียงผิดกฎหมายหมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดอีกกว่า 50-75 ล้านตลับ[3] จนมีคำกล่าวว่า “มีคนจีนอยู่ที่ใด มีเติ้ง ลี่จวินอยู่ที่นั่น”[4]
แม้ว่าเติ้ง ลี่จวินจะเคยถูกต่อต้านอย่างหนักจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ต่อมาเพลงของเติ้ง ลี่จวินกลับถูกหยิบฉวยไปใช้เป็นเครื่องมือส่งออกอุดมการณ์จีนแผ่นดินใหญ่ไปยังไต้หวัน เนื่องจากบทเพลงของเติ้ง ลี่จวินสามารถสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวและแฝงกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ซึ่งนำไปสู่การตอกย้ำความเป็นจีนเดียวระหว่างดินแดนสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
บทความนี้จะพาสำรวจพัฒนาการของการตอบสนองทางอารมณ์ต่อเสียงหวานๆ ที่ขับร้องโดยเติ้ง ลี่จวิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเมืองเสรีนิยมที่ (เกือบจะ) เบ่งบานในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ด้วยการสร้างจินตภาพของสังคมจีนที่โอบรับความเป็นตะวันตก และการเป็นเครื่องสะท้อนอารมณ์ความเป็นปัจเจกบุคคลที่ท้าทายอุดมการณ์สังคมนิยมทั้งแนวเหมาอิสม์และสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีนที่ล้วนอ้างถึงความสำคัญของ ‘หมู่คณะ’ เหนือ ‘เจตจำนงส่วนบุคคล’ แต่ด้วยความนิยมที่คนจีนมีต่อเติ้ง ลี่จวินทำให้ต่อมาเพลงของเธอถูกหยิบไปใช้สนับสนุนเรื่องเล่า (narrative) ความเป็นจีนเดียว
การปฏิวัติวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชนชั้นกรรมาชีพ: ศตวรรษแห่งความหมองหม่น
การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นปรากฏการณ์ในระหว่างปี 1966-1976 โดยมีเหมา เจ๋อตุง (Mao Zedong) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกระดมมวลชนที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ยุวชนแดง’ (red guard) ให้ล้มล้างศัตรูทางการเมือง อาทิ หลิว เส้าฉี (Liu Shaoqi) และเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกกระฎุมพีและคนทรยศที่คอยชักใยรัฐบาลปักกิ่ง[5]
เหมา เจ๋อตุงและกลุ่มผู้สนับสนุนอ้างว่า แม้การปฏิวัติล้มล้างชนชั้นกระฎุมพีจะสำเร็จผลตั้งแต่ปี 1949 แต่สังคมจีนก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘4 เก่า’ ได้แก่ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และสันดานเก่าตกค้างอยู่และอาจนำพาประเทศหวนคืนสู่เส้นทางทุนนิยม เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องร่วมกันออกมาถอนรากถอนโคนเศษซากของทุนนิยมที่ฝังลึกด้วยวิถีทางแห่งการปฏิวัติ[6]
วิถีทางแห่งการปฏิวัตินำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงต่อคนที่เหล่ายุวชนแดงมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ การทำลายวัตถุทางวัฒนธรรม และการปิดกั้นการสื่อสารจากโลกทุนนิยม ยิ่งไปกว่านั้น วิถีทางดังกล่าวยังเข้าไปควบคุมผู้คนในทุกมิติของชีวิต รวมถึงการเสพสื่อบันเทิง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์เข้าไปควบคุมอุตสาหกรรมความบันเทิงให้การผลิตสื่อเป็นไปเพื่อการรับใช้สังคม
การควบคุมดังกล่าวเข้มข้นมากขึ้นในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม บทเพลงต้องมีเนื้อหาสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของการปฏิวัติและมวลชน การประพันธ์เพลงที่มีกลิ่นอายของประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกบุคคลจะถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกระฎุมพีและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน[7]
ตัวอย่างบทเพลงที่สะท้อนบรรยากาศแห่งยุคสมัยได้ชัดเจนคือ บูรพาแดง (The East is Red) ซึ่งมีเนื้อหาสรรเสริญเยินยอเหมา เจ๋อตุงว่าเป็นพระผู้มาโปรดคนจีน โดยเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมถึงขั้นมีการกล่าวขานว่าเป็นเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม
“ประธานเหมารักปวงชน ท่านเป็นคนชี้ทางให้
เพื่อสร้างชาติจีนใหม่ นำเราไปข้างหน้า”[8]
เพลงบูรพาแดง
อีกหนึ่งตัวอย่างของแนวเพลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมคือ อุปรากรปฏิวัติ (revolutionary opera) ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาโดยเจียง ชิง (Jiang Qing) ภริยาของเหมา เจ๋อตุงและหนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้นำการปฏิวัติวัฒนธรรม 4 คน (gang of four) เจียงชิงนำดนตรีออร์เคสตรา บัลเลต์ และงิ้วปักกิ่งมาประยุกต์เป็นลีลาท้วงท่าประกอบของการแสดงเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของนักปฏิวัติผู้พร้อมพลีกายถวายชีวิตแด่ประธานเหมา[9]
อุปรากรปฏิวัติ
ความมีชีวิตชีวาที่กลับมา (อีกครั้ง) ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘ชาติศัตรู’
การปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลงด้วยโศกนาฏกรรมในปี 1976 หลังจากที่เหมา เจ๋อตุงจากโลกไป ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติวัฒนธรรมถูกจับกุมและลงโทษ วัฒนธรรมอันเหี้ยมโหดในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ทิ้งบาดแผลทางกายและจิตใจไว้กับปุถุชนคนจีนและกลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับใครหลายคน แต่กระนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ได้ประณามเหมา เจ๋อตุงอย่างเด็ดขาด เพียงแค่กล่าวโทษคนบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มผู้นำ 4 คน เพื่อให้เหมา เจ๋อตุงในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ยังคงเป็นที่เคารพสักการะและพรรคคอมมิวนิสต์ยังคงมีความชอบธรรมในการปกครองประเทศต่อไป[10]
ในช่วงหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม สังคมจีนจึงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับมรดกของเหมาอิสม์ที่ถูกจัดการไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ และเริ่มสับสนว่าควรจะทำอย่างไรต่อไประหว่างยึดถือแนวทางสังคมนิยมตามที่ถูกพร่ำสอนมา หรือจะถอยห่างออกจากเหมาอิสม์ที่นำมาซึ่งความเจ็บปวด
แต่เมื่อลองหันไปมองทั่วแผ่นดินใหญ่จะพบว่าพื้นที่ทางวัฒนธรรมได้ถูกขบวนการยุวชนแดงทำลายล้างไปเกือบหมดสิ้นแล้ว จึงไม่ค่อยมีวัฒนธรรมที่น่าพิสมัยหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินใหญ่ แม้ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่บรรดาบทเพลงปฏิวัติยังคงถูกเปิดวนซ้ำไปมา เนื่องจากสังคมจีนมีบทเพลงแนวดังกล่าวเหลืออยู่เพียงแค่ประเภทเดียว[11]
ทว่าด้วยบริบทความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สองช่องแคบไต้หวัน ฝ่ายไต้หวันและชาติตะวันตกจึงออกอากาศโฆษณาชวนเชื่อผ่านวิทยุไปยังแผ่นดินใหญ่ อาทิ สถานีวิทยุแห่งชาติไต้หวัน (Radio Taiwan International) และสถานีวิทยุแห่งชาติออสเตรเลีย (Radio Australia) ภาคภาษาจีน ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่ได้มีเฉพาะแค่ข่าวสารบ้านเมืองหรือสุนทรพจน์ที่ยืดยาว แต่สถานีเหล่านี้จัดรายการเพลง ‘เติ้ง ลี่จวิน’ ผ่านคลื่นวิทยุที่ส่งสัญญาณไกลถึงแผ่นดินใหญ่[12]
คนจีนเมื่อได้ลองฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินผ่านวิทยุของ ‘ชาติศัตรู’ ก็เกิดความสนใจที่จะติดตามทันที เพลงของเติ้ง ลี่จวินจึงได้เข้ามาท้าทายความเชื่อที่ขัดแย้งกันอยู่ภายในใจคนจีนในช่วงการเปลี่ยนผ่าน หลี่ ซุน (Li Hsun) อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่งแบ่งรูปแบบความสนใจที่มีต่อเติ้งลี่จวินตามช่วงอายุของคน 3 รุ่น[13] ดังนี้
1. คนที่เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
คนกลุ่มนี้ยังสามารถจดจำความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมบันเทิงแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ได้ ซึ่งเติ้ง ลี่จวินนำบทเพลงในยุคนั้นที่มีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกผสมผสานกับวัฒนธรรมจีนมาขับร้องใหม่ อาทิ เพลงวันใดคุณจะกลับมา (When Will You Return?) ของโจว เสวียน (Zhou Xuan) หรือเพลงดอกราตรี (Fragrance of the Night) ของหลี่ เซียงหลาน (Li Xianglan) คนรุ่นนี้พอได้ฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินแล้วก็รู้สึกถวิลหาอดีต (nostalgia) เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี ก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมอันขมขื่น
เพลงวันใดคุณจะกลับมา ขับร้องโดยโจว เสวียน
เพลงวันใดคุณจะกลับมา ขับร้องโดยเติ้ง ลี่จวิน
2. คนที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนไปถึงหลังการปฏิวัติสังคมนิยมปี 1949
คนกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับบรรยากาศแห่งการปฏิวัติและก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาวในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมจึงไม่เคยมีประสบการณ์กับความบันเทิงในยุคก่อนหน้านี้ พอมีโอกาสได้ฟังของเติ้ง ลี่จวินที่มีความอ่อนหวานจึงรู้สึกถึงความแปลกใหม่และรับรู้ได้ถึงความแตกต่างกับบทเพลงในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เน้นความฮึกเหิมเพื่อปลุกใจชนชั้นกรรมาชีพให้ลุกขึ้นมาร่วมขบวนการปฏิวัติ ซึ่งมีความเป็นหยิน (หรือความเป็นชาย หากจะพูดอย่างสังคมศาสตร์สมัยใหม่) ที่ล้นเกินจนขาดสมดุล คนรุ่นนี้จึงรู้สึกโหยหาความเป็นหยางหรือความเป็นหญิง[14] มาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิต อีกทั้งยังนำพามาซึ่งความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสกับวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่ได้เป็นตะวันตกจนเกินไป แต่ผสมผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน[15] อาทิ เพลงพระจันทร์แทนใจ อุปมาหัวใจดุจดวงจันทร์ อันเป็นสัญญะของอารมณ์หยางในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม[16]
เพลงพระจันทร์แทนใจ
อย่างไรก็ดี แม้คนจะชอบฟังเพลงเติ้ง ลี่จวินมากเพียงใด แต่บางคนยังกระอักกระอ่วนใจ ไม่ประสงค์จะทำการอันใดที่ขัดต่อสิ่งที่ตนเองได้รับการสั่งสอนมา ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจากบาดแผลที่เกิดขึ้นจากสังคมนิยมเหมาอิสม์ที่ล้นเกิน แต่ก็ยังคิดว่าตนเองกำลังกระทำความผิดที่ไปฟังสิ่งเย้ายวนจากศัตรูผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ ซึ่งรัฐบาลจีนพยายามวาดภาพให้เติ้ง ลี่จวินเป็นภัยคุกคามต่อระบอบสังคมนิยม อาทิ การเปรียบเทียบว่าเพลงพระจันทร์แทนใจเป็นสื่อลามกหรือการตีความถึงขั้นว่าเพลงวันใดคุณจะกลับมา เป็นการส่งสัญญาณว่าทหารคณะชาติของไต้หวันจะกลับเข้ามายึดแผ่นดินใหญ่คืน[17]
การปะทะกันของความเชื่อขั้วตรงข้ามที่อยู่ภายในใจเป็นประสบการณ์ที่คนจีนโดยทั่วไปต้องประสบ อย่างเช่นกรณีของเจี้ยน กัว (Jian Guo) อดีตทหารกองประจำการสังกัดกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (อายุ 17 ปี ในปี 1979)[18] ได้บอกเล่าประสบการณ์หลังจากที่ได้ฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินเป็นครั้งแรกว่าเขาประหลาดใจมากเมื่อได้รับรู้ว่ามีบทเพลงแนวนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วยและเขาก็ตกหลุมรักเติ้ง ลี่จวินในทันทีที่ได้ฟัง
จนอยู่มาวันหนึ่ง เจี้ยนได้รับมอบหมายให้เตรียมกิจกรรมสันทนาการมาปลุกใจทหารที่เหน็ดเหนื่อยจากการสู้รบในสมรภูมิ โดยอาจจะลองหาบทเพลงปฏิวัติสักเพลงมาร้องด้วยกัน แต่เจี้ยนกลับเสนอให้เปิดเพลงของเติ้ง ลี่จวิน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลแทน ทีแรกผู้บังคับบัญชาของเจี้ยนปฏิเสธคำขอดังกล่าว แต่เจี้ยนยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขาจะขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ในท้ายที่สุด เจี้ยนก็ได้รับอนุญาตให้เปิดเพลงพระจันทร์แทนใจ พอเพลงเริ่มบรรเลง เหล่าชายฉกรรจ์ก็เริ่มเปล่งเสียงร้องออกมาพร้อมกัน จนบางนายถึงขั้นหลั่งน้ำตาออกมา
หลายปีต่อมา เจี้ยนเล่าว่าทุกๆ ครั้งที่เขาได้พูดคุยรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนี้กับเพื่อนๆ ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสมัยก่อนความเป็นมนุษย์ของคนจีนถูกกดทับเอาไว้ แต่พอมีอะไรสักอย่างมาช่วยปลดปล่อย อารมณ์ความรู้สึกจึงพรั่งพรูออกมา
3. คนที่เกิดในช่วงสงครามเย็นผ่อนคลายความตึงเครียดจนถึงหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม
คนกลุ่มนี้เติบโตในช่วงเปลี่ยนผ่านที่พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบตลาดนับตั้งแต่ปี 1978 ซึ่งสร้างผลกระทบกับคนตัวเล็กตัวน้อย อาทิ นโยบายทุบชามข้าวเหล็กที่ยกเลิกกฎหมายบังคับการจ้างแรงงานจนถึงเกษียณอายุ โดยอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาต่อหรือเลิกสัญญาจ้างได้[19] ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตของคนจีน รวมถึงการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายฝั่งทะเลส่งผลให้จีนที่เคยมีคนกว่าร้อยละ 60 ยากจนอย่างถ้วนหน้าในสมัยเหมา เจ๋อตุง กลายเป็นจีนที่รวยกระจุกในมหานครและจนกระจายในชนบท[20] นอกจากนี้ยังมีปัญหาการคอร์รัปชันจากผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ที่เข้ามาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศ[21]
คนจีนที่เผชิญกับความยากลำบากจึงเริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อ้างว่าทำเพื่อชนชั้นกรรมาชีพ แต่กลับทอดทิ้งแรงงานให้จมปลักอยู่กับความเหลื่อมล้ำ[22] อีกทั้งคนรุ่นนี้ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรงกับการปฏิวัติวัฒนธรรม จึงไม่ได้หลงใหลไปกับอารมณ์นักปฏิวัติเหมาอิสม์ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณเติ้ง เสี่ยวผิงที่ได้ยุติการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่คนรุ่นนี้เสาะหาไอเดียจากตะวันตก โดยหวังว่าเสรีภาพและนิติรัฐจะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้[23] อย่างกรณีของฟาง ลี่จือ (Fang Lizhi) นักวิชาการด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวจีนที่กล่าวปาฐกถากับนักศึกษามหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในปี 1985 วิจารณ์ปัญหาความยากจนภายในจีน พร้อมทั้งบรรยายถึงเสรีภาพและโอกาสที่โลกตะวันตกมอบให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยต่อมาฟางกลายเป็นนักวิชาการไอดอลที่นักศึกษาทุกคนรู้จักในช่วงทศวรรษที่ 1980[24] จนเติ้ง เสี่ยวผิงถึงขั้นออกมาตอบโต้เองว่า ฟางถูกทุนนิยมตะวันตกล้างสมองให้มาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน[25]
ในช่วงนั้นจึงมีหนังสือปรัชญาและนิตยสารจากโลกตะวันตกวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามร้านค้าริมถนน ซึ่งไม่เพียงแต่แนวคิดสกุลตะวันตกเท่านั้นที่แพร่หลาย แต่นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมกลิ่นอายของตะวันตกอย่างเพลงของเติ้ง ลี่จวินเปิดอยู่ทุกหนทุกแห่ง[26] เพลงของเติ้ง ลี่จวินมีส่วนช่วยกล่อมเกลาความคิดของคนจีน จากที่เคยมองว่าตะวันตกเป็นพื้นที่ของทุนนิยมสามานย์ กลายมาเป็นความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่มาจากโลกตะวันตกแทน
จิน เจ้าจุน (Jin Zhaojun) นักวิจารณ์เพลงและบุคคลร่วมสมัยให้ความเห็นว่า เพลงของเติ้ง ลี่จวินแพร่หลายในหมู่นักศึกษาและปัญญาชน เพราะเพลงช่วยสร้างจินตภาพของสังคมจีนในช่วงทศวรรษที่ 1930-1940 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของจีนที่แตกต่างจากยุคสมัยแห่งความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ส่วนหวัง หลินหลาน (Wang Lin-Lan) นักวิชาการชาวจีนอธิบายว่าเนื่องจากคนจีนรุ่นนี้ไม่เคยสัมผัสกับบรรยากาศแห่งยุคดังกล่าวจริง มันจึงเป็นเพียงอารมณ์ถวิลหาอดีตอันรุ่งโรจน์และสังคมในอุดมคติเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการฝ่าฟันกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากความผันผวนในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศ[27]
เพลงดอกราตรี
‘ฉัน’ และอุบัติการณ์เทียนอันเหมินปี 1989
เพลงของเติ้ง ลี่จวินมีส่วนในการส่งเสริมความคิดแบบปัจเจกนิยม โดยการบรรยายอารมณ์และความรู้สึกพื้นฐานของ ‘ฉัน’[28] ทั้งความรัก ความสนุก ความเศร้า ความคิดถึง รวมถึงวิถีชีวิตผู้คนในชีวิตประจำวันและความงดงามของธรรมชาติที่เคยเป็นสิ่งที่เคยถูกกดทับเอาไว้ในช่วงที่เหมาอิสม์มีอิทธิพล
การที่ปัจเจกบุคคลแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดส่วนบุคคลออกมาเป็นสิ่งที่ท้าทายสังคมนิยมแบบจีนที่กำหนดให้ความต้องการของ ‘หมู่คณะ’ อยู่เหนือกว่าความต้องการส่วน ‘บุคคล’ ซึ่งความเป็นหมู่คณะในระบอบคอมมิวนิสต์จีนถูกอธิบายผ่านวาทกรรม ‘ประชาธิปไตยรวมศูนย์’ (democratic centralism) ที่รวบอำนาจการกำหนดนโยบายอยู่ที่ส่วนกลางและอ้างความชอบธรรมที่จะกำหนดให้พลเมืองต้องคิดและทำตามพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม
เมื่อเสียงหวานๆ ของเติ้ง ลี่จวินดังก้องกังวานในแผ่นดินใหญ่ ปัจเจกบุคคลที่โหยหาเพลงของเธอ (ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวไปในส่วนที่แล้ว) จึงเริ่มท้าทายอำนาจรัฐรวมศูนย์ในชีวิตประจำวัน อาทิ การแอบฟังวิทยุและลักลอบซื้อขายเทป ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐสั่งห้าม เพราะความต้องการของ ‘ฉัน’ เริ่มปรากฏอยู่ในสมการของสังคม จากที่ก่อนหน้านี้ อะไรๆ ก็ถูกมัดรวมเข้าเป็น ‘พวกเรา’ ไปเสียทั้งหมด แต่จากนี้ไป ‘ฉัน’ ควรมีสิทธิที่จะคิดและทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งความคิดเช่นนี้ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมสนับสนุนความคิดเสรีนิยมในพื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มคนที่ต้องการเสรีภาพและสิทธิพลเมืองที่คุ้มครอง ‘ฉัน’
เพลงของเติ้ง ลี่จวินจึงมีบทบาทเป็นเครื่องสะท้อนอารมณ์ของยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงและเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาและปัญญาชน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 1989 เติ้ง ลี่จวินได้รับเชิญให้ขึ้นแสดงคอนเสิร์ตที่ฮ่องกงเพื่อส่งกำลังใจให้แก่ขบวนการนักศึกษาที่ประท้วงอยู่ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยเธอได้สวมเสื้อและแขวนป้ายที่มีข้อความต่อต้านเผด็จการ[29]
ตงเฟิง เต๋า (Dongfeng Tao) เสนอว่า เพลงของเติ้ง ลี่จวินมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ทางสังคมระหว่างปัจเจกบุคคลใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนหัวอกเดียวกันที่ใช้เพลงของเติ้ง ลี่จวินแบ่งปันความรู้สึกที่มีร่วมกันเพื่อเยียวยาหัวใจกันและกัน จนทำให้ปัจเจกบุคคลรู้สึกเชื่อมโยงกัน[30] ดังเช่นกรณีของขบวนการนักศึกษาในปี 1989 ที่ออกมาชุมนุมกันบริเวณด้านหน้าของจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง วันหนึ่งนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงและรู้สึกหวั่นเกรงถึงภยันตรายที่ย่างกรายเข้ามา กระทั่งมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งเริ่มครวญเพลงพระจันทร์แทนใจออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อผู้ชุมนุมคนอื่นได้ยินก็เริ่มส่งเสียงร้องตาม จนกลายเป็นคลื่นเสียงที่ดังกึกก้อง ซึ่งเจี้ยน กัว ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเพลงของเติ้ง ลี่จวินมีพลังวิเศษในการปลอบประโลมผู้คนที่อยู่ภายใต้สถานการณ์อันตึงเครียด[31]
เช่นเดียวกันกับสตีฟ หลิว (Steve Liu) ผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ในระหว่างเหตุการณ์กำลังชุลมุน เขาได้ยินเสียงเพลงคนถิ่นชนบท (My Native Land) ดังออกมาจากลำโพง ซึ่งทำให้ผู้คนที่กำลังวิ่งหนีกันอย่างอลหม่านร้องไห้ออกมาเพราะรู้สึกเหมือนมีเติ้ง ลี่จวินมาคอยปลอบโยนอยู่ข้างๆ[32]
เพลงคนถิ่นชนบท
ชาตินิยมที่เพิ่งสร้าง
แม้ว่าคนจีนแผ่นดินใหญ่ฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินเพื่อสร้างฝันวันใหม่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ผันแปรดังที่กล่าวไป แต่ก็ใช่ว่าคนจีนทุกคนจะเลือกฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินเพื่อความทันสมัย คนจีนบางกลุ่มเลือกที่จะใช้เพลงของเติ้ง ลี่จวินเพื่อรำลึกถึงรากเหง้าจีนโบราณ อย่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ลี้ภัยสงครามไปพำนักอยู่ ณ ไต้หวันเลือกฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินเพื่อที่จะรักษาความทรงจำที่มีต่อความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมของจีน
หากพิจารณาถึงบริบทในช่วงทศวรรษที่ 1980 ไต้หวันเริ่มถูกนานาประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เนื่องจากประเทศเหล่านั้นต้องประกาศยอมรับหลักการจีนเดียวเพื่อที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันจึงต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นจีนจากแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลคณะชาติของไต้หวันสนับสนุนให้รื้อฟื้นความเฟื่องฟูของศิลปวัฒนธรรมสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง โดยเติ้ง ลี่จวินมีบทบาทในการนำบทกลอนยุคราชวงศ์มาดัดแปลงเป็นบทเพลงในอัลบั้มตันตันโหย่วฉิง (Dandan youqing) ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1983[33] อาทิ เพลงขอให้มีชีวิตยืนยาว ที่ได้นำบทกลอนของตู้ ฝู่ กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถังมาขับร้องเป็นบทเพลง
การเผยแพร่วัฒนธรรมเช่นนี้ส่งผลให้จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันแชร์วัฒนธรรมร่วมสมัยกระแสเดียวกันเป็นครั้งแรกนับแต่หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่จีนแผ่นดินใหญ่ควบคุมเส้นทางสัญจรทางวัฒนธรรม[34] แต่หากย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันมีพัฒนาการทางสังคมที่เดินกันคนละเส้นทาง ตั้งแต่พื้นฐานทางสังคมเกษตรกรรมของแผ่นดินใหญ่กับสังคมพ่อค้าทางทะเลของเกาะไต้หวันที่แตกต่างกันไปจนถึงค่านิยมสมัยใหม่ที่ไต้หวันซึมซับในขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น (ปี 1895-1945) ความแตกต่างนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและความไม่ลงรอยระหว่างทหารคณะชาติจากแผ่นดินใหญ่กับคนไต้หวันท้องถิ่น ซึ่งความขัดแย้งได้ยกระดับไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อคือ ‘อุบัติการณ์ 228’[35]
กระนั้น เติ้ง ลี่จวินมีส่วนช่วยสร้างจุดเกาะเกี่ยวทางวัฒนธรรมระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในเวลาต่อมา จุดเกาะเกี่ยวดังกล่าวจึงถูกหยิบยกไปสนับสนุนเรื่องเล่า (narrative) ที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่
ฐานแฟนคลับของเติ้ง ลี่จวินเปลี่ยนไป?
ในช่วงสงครามเย็นพรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยโจมตีเติ้ง ลี่จวินอย่างหนัก ทั้งประณามว่าเธอเป็นผลไม้พิษ สุนัขรับใช้รัฐบาลคณะชาติของไต้หวันและกระฎุมพีผู้กัดกินจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ หรือแม้กระทั่งกล่าวหาว่าเพลงของเธอเป็นสื่อลามกที่มีเนื้อหาวาบหวิว ยั่วยวน และทำให้สังคมเสื่อมทราม[36] แต่ทว่าในช่วงหลังสงครามเย็น จีนแผ่นดินใหญ่กลับอ้างอัตลักษณ์ความเป็นจีนเหนือเติ้ง ลี่จวิน อย่างสำนักข่าวซินหัวซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาเชิดชูรากเหง้าจีนแผ่นดินใหญ่ของเธอ อีกทั้ง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเมืองต้าหมิง มณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นบ้านเกิดบิดาของเติ้ง ลี่จวินยังเปิดอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเติ้ง ลี่จวิน[37]
การที่เพลงของเติ้ง ลี่จวินมีความหมายที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นจีน ภาพลักษณ์ของเติ้ง ลี่จวินที่มักสวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่นจีนกลางบ่อยครั้งกว่าที่สวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่นจีนฮกเกี้ยน (ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในไต้หวัน)[38] รวมถึงความนิยมที่เติ้ง ลี่จวินได้รับจากคนจากทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โดยทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกันทั้งในความรู้สึกและวัฒนธรรม ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการหยิบไปใช้เพื่อตอบสนองต่อวาระทางการเมืองในปัจจุบันที่มีความพยายามเล่าเรื่องว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่
ความเป็นหนึ่งเดียวของชาติจีนกลายเป็นวาระทางการเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ปรับนโยบายเข้าหาทุนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน พรรคคอมมิวนิสต์สูญเสียความชอบธรรมที่จะอ้างอุดมการณ์เรื่องการรับใช้ชนชั้นกรรมาชีพและถูกนักศึกษาร่วมกันชุมนุมท้าทายในปี 1989 ดังนั้น เพื่อให้พรรคกลับมามีความชอบธรรมในการปกครอง พรรคคอมมิวนิสต์จึงหันไปสร้างสิทธิธรรมทางการเมืองและเหตุผลแห่งการดำรงอยู่ (raison d’état) กับการสร้างชาติจีนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวแทน
อย่างเช่นเพลงดอกเหมย เป็นเพลงที่มีความหมายเชิดชูความพากเพียรของชนชาติจีนอันยิ่งใหญ่ดั่งดอกเหมย ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของไต้หวันที่ผลิบานในฤดูหนาว เพลงดังกล่าวถูกแบนในจีนแผ่นดินใหญ่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เนื่องจากเพลงมีนัยของชาติไต้หวันอย่างเด่นชัด แต่เมื่อจีนได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ในปี 1990 เพลงดังกล่าวถูกเล่นในขณะที่ขบวนพาเหรดของนักกีฬาทีมชาติไต้หวันกำลังเดินเข้าสู่พิธีเปิด ซึ่งคนจีนแผ่นดินใหญ่แปลความหมายว่าเป็นการสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างดินแดนสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน[39]
เพลงดอกเหมย
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) และการจำลองภาพเสมือนจริง (virtual reality: VR) มาพัฒนาในจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อสร้างเติ้ง ลี่จวินเสมือนจริง โดยในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2021 สถานีโทรทัศน์ช่องเจียงซูของรัฐบาลมณฑลเจียงซูเผยแพร่รายการคอนเสิร์ตส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ซึ่งมีการแสดงของเติ้ง ลี่จวินเสมือนจริงที่ทำให้ผู้ชมทางบ้านตกตะลึงกับความสมจริง จนทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นนักแสดงที่เป็นคนจริงๆ กำลังเล่นบทเป็นเติ้ง ลี่จวิน[40] การนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาช่วยให้เติ้ง ลี่จวินเสมือนจริงได้ขึ้นแสดงในช่วงเวลาข้ามปีสะท้อนนัยว่า เติ้ง ลี่จวินจะยังคงร่วมเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาไปกับสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ต่อไป
เติ้ง ลี่จวินเสมือนจริง
ในขณะที่บนเกาะไต้หวัน เพลงของเติ้ง ลี่จวินที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงในสังคมไต้หวัน ผิงหลู่ เหวิน (Pinglu Wen) เขียนบทความ ยังมีคนสนใจเติ้ง ลี่จวินอยู่ด้วยหรือ? วิจารณ์ภาพลักษณ์ความเป็นกุลสตรีจารีตของเติ้ง ลี่จวินที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของผู้หญิงสมัยใหม่ อย่างเพลงอย่าเก็บดอกไม้ริมทาง ที่ดูถูกและลดทอนผู้หญิงว่าเป็นแค่ตัวเลือกของผู้ชาย นอกจากนี้ เธอยังมีชีวิตที่น่าสงสารจากการถูกสังคมคาดหวังให้ต้องดำรงความเป็นดรุณีแรกรุ่นไปตลอด ซึ่งเป็นการกดทับชีวิตรักส่วนตัวของเธอไม่ให้ถูกเปิดเผยออกมา[41]
อีกทั้งภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดกับทหารคณะชาติของเธอที่ทำให้เธอได้รับฉายาว่า ‘รักแท้ของทหาร’ เนื่องจากเธอมักตระเวนร้องเพลงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจตามค่ายทหารของไต้หวัน[42] ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นภาพของผู้สนับสนุนเผด็จการทหารคณะชาติ ในวันที่ไต้หวันกำลังก้าวไปสู่กระบวนการกลายเป็นไต้หวัน (Taiwanization) และกำลังลบล้างมรดกของแผ่นดินใหญ่ อาทิ การรื้อถอนรูปปั้นจอมพลเจียง ไคเชก เผด็จการผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่และลิดรอนเสรีภาพของประชาชนในช่วงระหว่างปี 1949-1975[43] และการส่งเสริมการใช้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ ภาษาฮกเกี้ยนและภาษาฮากกา[44] เพื่อชดเชยกับนโยบายของทหารคณะชาติที่เคยบังคับกลืนกลายวัฒนธรรมจีนกลางต่อคนไต้หวัน เช่นการบังคับให้นักเรียนต้องเรียนแต่ภาษาและวัฒนธรรมจีนกลางเท่านั้น รวมถึงการจำกัดเวลาออกอากาศของสื่อภาษาท้องถิ่นของไต้หวัน[45]
บทสรุป
เพลงของเติ้ง ลี่จวินสร้างอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายให้กับผู้ฟังทุกเพศทุกวัย ซึ่งคนแต่ละกลุ่มก็ใช้อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อกันในพื้นที่สาธารณะจนเกิดเป็นพลวัตทางการเมือง อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและถูกส่งต่อไปยังพื้นที่การเมืองสามารถสรุปได้ดังนี้
1. คิดถึงวันวาน เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่คนที่เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เคยฟังเพลงที่โด่งดังในนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงทศวรรษที่ 1930-1940 เมื่อเติ้ง ลี่จวินนำเพลงเหล่านั้นมาร้องใหม่จึงสร้างความคิดถึงภายในใจ
2. ประทับใจ การได้ฟังเพลงหวานๆ ของเติ้ง ลี่จวินเป็นครั้งแรกสร้างความประทับใจ หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เซ็นเซอร์วงการเพลง และบังคับให้คนฟังแต่เพลงปฏิวัติที่มีท้วงทำนองดุดันและเนื้อหาที่บรรยายแต่อุดมการณ์สังคมนิยมของคนชนชั้นกรรมาชีพอย่างเดียว เพลงของเติ้ง ลี่จวินมีเนื้อหาที่บรรยายถึงอารมณ์ของปัจเจกบุคคลทั้งความรักและความเศร้าโศก ซึ่งทำให้คนที่ผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมมาได้ฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกประหลาดใจและเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ว่าเพลงสามารถเป็นอย่างอื่นได้นอกเหนือจากการเป็นสื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐ
3. กระอักกระอ่วนใจ แม้จะชอบฟังเพลงของเติ้ง ลี่จวินมากแค่ไหน แต่เนื่องจากสังคมจีนอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคมนิยมเหมาอิสม์มานาน บางคนจึงรู้สึกสับสนและรู้สึกผิดที่แอบฟังเพลงจากโลกทุนนิยมสามานย์
4. ปลอบประโลม จากฝันร้ายทั้งที่เกิดจากความโหดร้ายในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมและความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศ เพลงของเติ้ง ลี่จวินที่บรรยายความรู้สึกของคนได้สถาปนาพื้นที่ทางสังคมใหม่ให้คนเข้ามาแชร์ความรู้สึกของ ‘ฉัน’ ที่มีร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อเยียวยากันและกัน จากที่ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม พื้นที่ทางสังคมมีแต่กิจกรรมเพื่อ ‘พวกเรา’ และคนที่พูดแต่เรื่องของตัวเองจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
5. สร้างความหวัง ถึงวันที่ดีกว่าวันนี้ เพลงของเติ้ง ลี่จวินที่แฝงด้วยกลิ่นอายของตะวันตกทำให้คนจีนมองตะวันตกอย่างเป็นมิตรขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความคิดทางการเมืองของคนที่ต้องการนำแนวคิดตะวันตกมาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้ดีขึ้น อีกทั้ง เพลงในช่วงทศวรรษที่ 1930-1940 ที่เติ้ง ลี่จวินนำมาร้องใหม่ยังสร้างจินตภาพถึงวันคืนแสนสุขในอดีตที่หาได้ยากในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศในช่วงทศวรรษที่ 1980
6. ภาคภูมิใจ กับอัตลักษณ์จีนดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านเพลงของเติ้ง ลี่จวินได้อย่างลงตัว ในตอนแรกไต้หวันใช้เพลงของเติ้ง ลี่จวินในการช่วงชิงความเป็นจีนจากแผ่นดินใหญ่ หลังจากที่ไต้หวันถูกจีนแผ่นดินใหญ่แย่งที่นั่งในสหประชาชาติไปและนานาชาติก็เริ่มทยอยประกาศยอมรับหลักการจีนเดียวเรื่อยๆ แต่ต่อมาความเป็นจีนที่ถูกถ่ายทอดในช่วงดังกล่าวถูกจีนแผ่นดินใหญ่หยิบยกไปสนับสนุนความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจีนกับไต้หวัน
7. เฉยๆ ไปจนถึงไม่พอใจ ที่เติ้ง ลี่จวินเป็นนักร้องของชาติศัตรู จนทางการจีนออกมาประกาศแบนเพลงของเติ้ง ลี่จวินในช่วงทศวรรษที่ 1980 และในปัจจุบัน คนไต้หวันบางส่วนก็รู้สึกเฉยๆ กับเติ้ง ลี่จวินที่ภาพลักษณ์ไม่สอดคล้องกับค่านิยมสมัยใหม่และเป็นภาพของจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไต้หวันกำลังพยายามลดอิทธิพล
[+]
References ↑1 David Frazier, “What the butler saw: Teresa Teng’s death in Chiang Mai in Thailand, and how she found love there,” South China Morning Post, May 5, 2024. ↑2 Dongfeng Tao, “Teresa Teng and the spread of pop songs in Mainland China in the early reform era,” Inter-Asia Cultural Studies 23, 2 (2022): 281. ↑3 Mike Levin, “Death Of Teresa Teng Saddens All Of Asia: Singer’s Popularity Spanned National Borders,” Billboard 107, no. 20, (May 20, 1995): 3. ↑4 Laramie Mok, “5 of Teresa Teng’s songs, each in a different language,” South China Morning Post, May 6, 2020. ↑5 Roderick Macfarquhar and Michael Schoenhals, Mao’s Last Revolution (Cambridge: Harvard University Press, 2006), 89-91. ↑6 Ibid., 92-93. ↑7 ChenChing Cheng and George Athanasopoulos, “Music as Protest in Cold-War Asia: Teresa Teng (Deng Lijun), the Enlightenment for Democracy in the 1980s and a Case of Collective Nostalgia for an Era that Never Existed,” Lied Und Populäre Kultur / Song and Popular Culture 60/61 (2015): 42-43. ↑8 เมชณ สอดส่องกฤษ, ร้อยเพลงรักชาติจีน (อุบลราชธานี: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2554), 96. ↑9 Mao Yu Run, “Music under Mao, Its Background and Aftermath,” Asian Music 22, no. 2 (1991): 116-123. ↑10 Julia Lovell, “The Cultural Revolution on Trial by Alexander Cook review – a sensational moment in Chinese history,” The Guardian, 4 March 2017. ↑11 Tao, “Teresa,” 272. ↑12 Ibid. ↑13 Cheng and Athanasopoulos, “Music as Protest,” 47. ↑14 Nimrod Baranovitch, China’s New Voices: Popular Music, Ethnicity, Gender, and Politics, 1978-1997 (Berkeley: University of California Press, 2003), 12. ↑15 Hong-Chi Shiau, “Migration, nostalgia and identity negotiation: Teresa Teng in the Chinese diaspora,” International Journal of Chinese Culture and Management 2, No. 3 (2009): 265. ↑16 David B. Gordon, “Prodigy of Taiwan, Diva of Asia: Teresa Teng,” Education About Asia 17, 1 (2012): 27. ↑17 Tao, “Teresa,” 279-280. ↑18 Kai Feng, “A former Chinese soldier turned artist explains how a song on Radio Australia changed his life,” ABC News, December 4, 2021. ↑19 Neil C. Hughes, “Smashing the Iron Rice Bowl,” Foreign Affairs, July 1, 1998. ↑20 David Dollar, “Poverty, inequality and social disparities during China’s economic reform,” World Bank. ↑21 Hui Wang, China’s New Order: Solidarity, Politics, and Economy in Transition (Cambridge: Harvard University Press, 2003), 52-53. ↑22 Ibid., 57-58. ↑23 Ibid., 56-57. ↑24 Dingxin Zhao, The Power of Tiananmen: State-Society Relations and the 1989 Beijing Student Movement (Chicago: The University of Chicago Press, 2001), 63-64. ↑25 Eddie Cheng, Standoff at Tiananmen (Sensys Corp, 2009), 33. ↑26 Feng, “A former.” ↑27 Cheng and Athanasopoulos, “Music as Protest,” 49-50. ↑28 Tao, “Teresa,” 278. ↑29 Gordon, “Prodigy of Taiwan,” 28. ↑30 Tao, “Teresa,” 278-279. ↑31 Feng, “A former.” ↑32 Cheng and Athanasopoulos, “Music as Protest,”46. ↑33 Shiau, “Migration,” 269-270. ↑34 Ibid., 264. ↑35 Lee Shiao-Feng, “The 228 Incident,” Taipei Times, February 28, 2004. ↑36 Tao, “Teresa,” 280-281. ↑37 Javier C. Hernández, “In the Heart of Beijing, a Taiwanese Pop Idol Makes Fans Swoon,” The New York Times, January 21, 2019. ↑38 Shiau, “Migration,” 271. ↑39 Alishan Library, “Deng Lijun’s song has been banned for more than 40 years,” July 23, 2023. และวีดิทัศน์บันทึกพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 11 ณ กรุงปักกิ่ง นาทีที่ 53.54 ซึ่งมีการเล่นเพลงดอกเหมย ในขณะที่ขบวนพาเหรดของนักกีฬาทีมชาติไต้หวันกำลังเดินเข้าสู่พิธีเปิด Ika- Rus, “XI Asian Games Beijing 1990 – Opening Ceremony 1/2” YouTube, September 27, 2013. ↑40 Cheng Yu, “Rising technologies help bring back fallen stars,” China daily, February 8, 2022. ↑41 Wen Pinglu, “Who still cares about Deng Lijun?,” January 29, 2013. ↑42 Zuzana Shejbalová, “Teresa Teng: Mandopop Icon, Soldier’s Sweetheart and Asian Diva,” University of Nottingham Taiwan Research Hub, August 26, 2019. ↑43 Helen Davidson, “Taiwan debates removing 760 statues of Chinese dictator Chiang Kai-shek,” The Guardian, April 23, 2024. ↑44 Hsin-I Sydney Yueh, “What is Taiwanese identity,” SOAS, October 26, 2020. ↑45 Zhuoran Li, “The Evolution of Identity in Taiwan,” The Diplomat, December 25, 2023.