โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

สงคราม ที่มีแต่การสูญเสีย สื่อออกมาสุดชัดกับ Saving Private Ryan

Inzpy

อัพเดต 03 มี.ค. 2565 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 10.57 น. • INZPY.COM

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ กับ “สงคราม” ที่หลายคนกลัวเหลือเกินว่ามันจะเกิน ระหว่าง “รัสเซีย” และ ยูเครน” เพราะทางฝั่งของปูตินเองก็เริ่มบอมส์ และส่งคนเข้าไปบ้างแล้ว แต่วันนี้ Inzpy ไม่อยากจะให้ตึงเครียดเกินไป แต่ก็อยากให้หลายคนได้ดูหนังดี ๆ ที่ทำให้รู้จักกับสงครามไปพร้อม ๆ กันด้วย

หนังเรื่องที่ผมจะแนะนำวันนี้เป็นหนังเก่าครับ ออกฉายในปี 1998 และคว้ารางวัลออสการ์ในปี 1999 ชนิดที่เรียกว่าหลายรางวัลเกินนน ซึ่งตัวของผู้เขียนเองได้ดูมาหลายรอบมาก ๆ เป็นหนังสงครามที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยครับ สำหรับ Saving Private Ryan

สงคราม

Saving Private Ryan หนัง "สงคราม" ระดับออสการ์

Saving Private Ryan : ฝ่าสมรภูมิรบ เป็นเรื่องราวในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อตอนบุกในวัน D-Day ที่หาดนอร์มังดี ซึ่งก็คือฉากเปิดของเรื่องครับ ผมบอกเลยว่า หนังหลาย ๆ เรื่อง มักจะเอาฉากมันส์ ๆ เร้า ๆ หรือไคลแม็กซ์ไปไว้ท้ายเรื่อง หรือก่อนบทสรุปต่าง ๆ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ ">ฉากยกพลขึ้นบกหาดนอร์มังดี เป็นฉากเปิดเรื่องที่โคตรสนุก โคตรมันส์ โคตรดี และบ่งบอกทุกอย่างของความเลวร้ายแห่งสงคราม

ความตาย ความสูญเสีย ความทุกข์ทรมาน ความรักชีวิต ความรักเพื่อนพ้อง ทุกอย่างมันรวมอยู่ในฉากนี้ เป็นฉากรบที่ดีไซส์ออกมาได้ดีมากครับ เสียงกระสุนปืนดังสนั่นหวั่นไหว กลยุทธ์ต่าง ๆ ในการบุกขึ้นหาด มุมกล้องต่าง ๆ โคตรดี

ซึ่งหลังจากสู้รบกันเสร็จก็เข้าสู่แก่นหลักของหนังครับ นั่นคือ ร้อยเอกจอห์น มิลเลอร์ (ทอม แฮงค์) ได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปช่วย พลทหารไรอัน (แมตต์ เดนมอน) พี่น้องคนสุดท้ายของครอบครัวไรอัน เพื่อที่เขาจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างปลอดภัย โดยจอห์น ได้เอาทหารไปด้วยรวมเขาเป็น 8 นาย เพื่อช่วยชีวิตคน ๆ เดียว

โดยพลอตเรื่องหลักคือการเดินทาง และค้นหาคน แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันสื่อสารออกมา มันมีอะไรที่มากกว่านั้นเอยะเหลือเกินครับ โดยเฉพาะ ภาพของความเละเทะของบ้านเมือง ความลำบากของประชาชน ความหวาดระแวง และหวาดกลัว ซึ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากสงครามล้วน ๆ เป็นหนังที่บอกเล่าถึงความโหดร้ายของสงครามได้ดีที่สุดแล้ว

คือหากให้เปรียบเทียบ เวลาเราเด็ก ๆ เราดูหนังทหาร หนังสู้รบกัน เราแบบอยากเท่แบบนี้ อยากเป็นหน่วยรบ อยากจับปืนออกไปลุย อยากขับเครื่องบินไปยิงเขา (ตามความคิดแบบเด็ก ๆ) แต่สำหรับเรื่องนี้ ทุกอย่างมันตรงกันข้ามครับ มันฉายให้เห็นถึงความโหดร้าย ข้อเสีย และทุกอย่างที่มันไม่ได้ออกมาเท่เลยในความเป็นจริง

Saving Private Ryan มีประเด็นที่พูดถึง “การมองเห็นมนุษย์ด้วยกัน” อยู่ตลอดเรื่อง ผ่านเรื่องของการสูญเสีย เสียสละ และการชั่งน้ำหนักชีวิต ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันต้องใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ท้ายที่สุดชีวิตของมนุษย์อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ และพิสูจน์ได้ในเวลาเดียวกัน แล้วแต่ว่าเรามองเห็นชีวิตในแบบไหน มองคนโดยใช้อะไรวัด

สงคราม

ฉากหนึ่งที่ชอบมากๆ คือซีนที่ มิลเลอร์ พูดถึงทหารในหน่วยของตัวเองที่เสียชีวิตตลอดการรบ มิลเลอร์ บอกว่าเขาเสียคนในหน่วยไป 90 กว่าคน แต่ที่ได้กลับมาคือการช่วยชีวิตคนอีกมหาศาล การมองแบบนั้นทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับตัวเขา

ประเด็นนี้พูดถึงมุมมองการเป็นผู้นำอย่างน่าสนใจ และถูกขยี้อย่างรุนแรงในช่วงต่อมาเมื่อเชาสั่งให้คนในหน่วยบุกโจมตีป้อมปราการที่แม้จะไม่ใช่ภารกิจตัวเอง แต่ก็เพื่อรักษาชีวิตของหน่วยคนอื่น ๆ ที่อาจผ่านมาทางนี้ แน่นอนว่าพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ แต่ก็ต้องสูญเสียคนไป และนั่นคือราคาที่เขาต้องได้รับ เป็นสมการชีวิตที่เขาก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง

จากทั้งบทภาพยนตร์ และการกำกับ ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันถึงใจมาก ๆ ชอบตั้งแต่เซ็ทซากเมืองที่ดูใหญ่โตมโหฬารมากๆ ไปจนถึงองค์ประกอบยิบย่อย ที่ทำให้หนังออกมาจริงได้ คือทั้งฉากเปิด และฉากปิดอยู่ในระดับท็อปฟอร์มเท่าๆ กัน จนแอบคิดไปด้วยซ้ำว่าภาพสงครามโลกครั้งที่ 2 ของใครหลายคนถูกภาพของ Saving Private Ryan เป็นตัวแทนไปแล้วเรียบร้อย

ซึ่งอย่างที่บอกว่า หนังเรื่องนี้กวาดออสการ์ไปหลายรางวัล ได้แก่ “ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม”, “บันทึกเสียงยอดเยี่ยม”, “ถ่ายภาพยอดเยี่ยม”, “ตัดต่อยอดเยี่ยม” และ “ลำกดับเสียงยอดเยี่ยม”

เป็นหนังที่ควรค่าแก่การดู และอยากจะไปเปิดให้ปูตินดูอีกซักรอบเพี่อจะใจเย็นลง และเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น (ฮา) หาดูได้ใน Netflix ครับหนังเรื่องนี้ สุดท้ายสงครามีแต่ความสูญเสียครับ ทุกฝ่ายล้วนมือเหตุผลของตัวเอง แต่การรบราฆ่าฟันกัน ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องแน่นอน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...