โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตหะหรานประกาศ ‘มีความคืบหน้าสำคัญ’ ในการเจรจาสันติภาพที่สวิตเซอร์แลนด์ หลังการหารือนี้เกือบพังครืนแล้วเพราะทรัมป์ขู่จะรุกรานยึดครองอิหร่าน

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/iranian-foreign-minister-declares-major-progress-in-peace-talks/ และ https://asiatimes.com/2026/06/trump-threatens-to-invade-iran-torpedoing-swiss-peace-talks/)

Iranian foreign minister declares ‘major progress’ in peace talks

by Jake Johnson

22/06/2026

Trump threatens to invade Iran, torpedoing Swiss peace talks

by Stephen Prager

22/06/2026

ปากีสถานและกาตาร์แถลงว่า คณะผู้เจรจาของสหรัฐฯและของอิหร่านสามารถตกลงเห็นพ้องกันได้แล้ว เกี่ยวกับโรดแมปเพื่อมุ่งไปสู่ดีลขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลา 60 วัน ทั้งนี้หลังจากการพูดจาคราวนี้เกือบล้มครืนลงตั้งแต่ตอนเริ่มต้น

รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านแถลงเมื่อคืนวันอาทิตย์ (23 มิ.ย.) ว่า การเจรจาสันติภาพในสวิตเซอร์แลนด์ สามารถสร้าง “ความคืบหน้าสำคัญ” ถึงแม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ คอยข่มขู่จะใช้กำลังทหารไม่เลิกรา ส่วนอิสราเอลก็ยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด โดยที่ทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างมีความเสี่ยงที่จะทำให้การพูดจากันที่มีเดิมพันสูงลิ่วครั้งนี้มีอันต้องพังครืนลง

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยกย่องให้เครดิตกับ “การเป็นคนกลางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของทางปากีสถานและกาตาร์” ว่า กำลังสร้างความมั่นคงให้แก่บรรดาพันธกรณีในการจัดตั้ง “เซลล์แห่งการลดทอนความขัดแย้ง” (deconfliction cell) ขึ้นมา เพื่อรับประกันให้มี “การยุติการปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน” ตามที่กำหนดเอาไว้ภายใต้เอกสารบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding หรือ MOU) ซึ่งอิหร่านกับสหรัฐฯลงนามกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว [1]

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวต่อไปด้วยว่า ทางคณะผู้เจรจาตกลงเห็นพ้องกันได้แล้ว ในเรื่องให้สหรัฐฯยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน, การปล่อยทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ออกมาบางส่วน, และ “แผนการฟื้นฟูบูรณะและการพัฒนาอย่างสำคัญ” สำหรับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า คณะผู้แทนของฝ่ายอิหร่านได้เดินทางออกจากสถานที่การเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ทรัมป์พูดจาข่มขู่จะลอบสังหาร [2] พวกผู้เจรจาของฝ่ายอิหร่านเหล่านี้ ตลอดจนจะ “เข้ายึดครอง” ประเทศอิหร่านอีกด้วย การข่มขู่คุกคามเช่นนี้เป็นการละเมิดเนื้อหาต่างๆ ที่ระบุเอาไว้ใน MOU ซึ่งกำหนดให้ฝ่ายต่างๆ ต้อง “ละเว้นจากการข่มขู่คุกคามหรือการใช้กำลังประทุษร้ายต่อกัน”

อย่างไรก็ดี เมื่อถึงคืนวันอาทิตย์ รัฐบาลของปากีสถานและของกาตาร์ ได้ออกคำแถลงร่วมฉบับหนึ่งระบุว่า ทางคณะผู้เจรจาได้ตกลงเห็นพ้องกันแล้วเกี่ยวกับ “โรดแมปเพื่อมุ่งไปสู่ดีลขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลา 60 วัน เป็นการวางรากฐานสำหรับให้สามารถเปิดการพูดจากันทางเทคนิคต่อไปได้ในทันที

“นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งสายการติดต่อสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ ขึ้นมา … เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์และการสื่อสารกันอย่างผิดพลาดขึ้น ด้วยจุดมุ่งหมายให้เรือพาณิชย์ต่างๆ สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย” คำแถลงร่วมฉบับนี้กล่าวต่อไปอีกว่า “ทางฝ่ายซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็นคนกลาง จะใช้ความพยายามของพวกตนอย่างเต็มที่ต่อไป เพื่อรับประกันให้การเจรจายังคงสามารถกระทำกันในบรรยากาศที่สร้างสรรค์ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะบรรลุถึงดีลขั้นสุดท้าย”

การแสดงความคิดเห็นอย่างมองการณ์แง่ดีทั้งจากรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านและจากคณะผู้ทำหน้าที่คนกลางเหล่านี้ ออกมาหลังจากที่รอบแรกของการพูดจาอย่างเป็นทางการในสวิตเซอร์แลนด์เริ่มต้นขึ้นในลักษณะโซเซง่อนแง่น ด้วยการที่คณะผู้แทนของอิหร่านประกาศเลื่อนเวลาเดินทางมาถึง สืบเนื่องจากอิสราเอลถล่มโจมตีทางอากาศต่อเนื่องเป็นชุดในภาคใต้เลบานอนซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเมื่อตอนปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา [3]

คณะผู้นำของอิสราเอล ซึ่งไม่ได้เป็นฝ่ายหนึ่งของการเจรจาสันติภาพคราวนี้ [4] ได้ปฏิเสธไม่ยอมยุติการเข้ายึดครองเลบานอน จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในเส้นทางของการทำดีลขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามที่ทำกับอิหร่านซึ่งสหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากขึ้นตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ อิหร่านระบุว่าคณะบริหารทรัมป์ต้องบังคับรัฐบาลอิสราเอลให้ยุติการโจมตีเลบานอน

ทางด้าน อิสราเอล แคตซ์ (Israel Katz) รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอล ได้โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ขณะที่กำลังมีการเจรจากันอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศ [5] ว่า “อิสราเอลไม่มีเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวออกจากบิวฟอร์ต (Beaufort) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ของเขตความมั่นคงในเลบานอน และมีความสำคัญมากสำหรับการป้องกันทั้งของพวกนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานที่กาลิลี (Galilee) และของกองทหารอิสราเอล”

“อย่างที่นายกรัฐมนตรี (เบนจามิน) เนทันยาฮู และตัวผมได้อธิบายอย่างชัดเจนเอาไว้แล้ว –อิสราเอลจะไม่ยอมถอนตัวออกจากเขตความมั่นคงในเลบานอน” แคตซ์ กล่าวต่อ

ทรัมป์ขู่บุกยึดครองอิหร่าน ทำให้การเจรจาที่สวิสแทบพังครืนตั้งแต่เริ่มต้น

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาข่มขู่เมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ที่ผ่านมาว่าจะทำลายล้างอิหร่าน และส่งกองทหารสหรัฐฯเข้ายึดครองประเทศนั้นเสียเลย ดูเหมือนทำให้แผนการเจรจาเพื่อสันติภาพที่กำหนดจัดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์มีอันต้องล้มครืน โดยที่มีรายงานว่าคณะผู้แทนอิหร่านเดินออกจากการประชุมไปเพื่อเป็นการประท้วงพร้อมกับเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯต้องขอโทษ

ทั้งนี้หลังจากที่อิหร่านประกาศว่าตนเองกำลังปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง [6] ภายหลังอิสราเอลเพิ่มการโจมตีใส่เลบานอนอย่างดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทรัมป์ก็ออกมาต่อว่าต่อขานด้วยความโกรธเกรี้ยว โดยเขาทั้งข่มขู่ [7] ว่าจะลอบสังหารพวกผู้เจรจาของอิหร่าน และทั้งพูดด้วยว่าอิหร่าน “จะไม่มีประเทศอีกต่อไป” ถ้าหากการเข้าออกเส้นทางขนส่งทางทะเลสำคัญยิ่งยวดแห่งนั้นถูกสกัดขัดขวาง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังกำลังคุกคามที่จะ “ยึด” อิหร่านเสียเลย ด้วยการสั่งให้กองทัพสหรัฐฯดำเนินการรุกรานอิหร่านอย่างเต็มพิกัด

ตามรายงานของ เทรย์ ยิงสต์ (Trey Yingst) ผู้สื่อข่าวของทีวีช่องฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ทรัมป์บอกกับทางคณะผู้เจรจาของฝ่ายอิหร่านว่า ถ้าพวกเขาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านอ้างว่าได้ทำเช่นนั้นอีกครั้งหนึ่งแล้วตั้งแต่วันเสาร์ (20 มิ.ย.) พวกเขาก็ “จะไม่ได้แม้กระทั่งกลับไปยังประเทศเห้..ๆ ของพวกเขา” ซึ่งนี่ดูเหมือนเป็นการข่มขู่ที่จะลอบสังหารพวกผู้เจรจาเหล่านี้เสียเลย อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับคณะผู้เจรจาของฝ่ายอิหร่านชุดก่อนในระยะเริ่มต้นของสงครามครั้งนี้ [8]

แต่หลังจากการข่มขู่คุกคามเหล่านี้ของทรัมป์ –ซึ่งเป็นการละเมิด [9] ข้อแรกของบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯกับอิหร่านเพิ่งลงนามกันในสัปดาห์ที่แล้ว— ทางคณะผู้เจรจาของอิหร่านก็ได้ยื่นคำร้องต่อทางคณะผู้ทำหน้าที่คนกลางของปากีสถานและของกาตาร์ และพากันถอนตัวออกมาจากรีสอร์ตบนภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์แห่งที่กำลังจัดให้มีการพูดจากัน ทั้งนี้ตามการเปิดเผยของสื่อหลายๆ แหล่ง [10] [11]

ขณะที่เห็นได้ชัดเจนว่า ทรัมป์นั้นพยายามหาทางเพื่อทำให้ใครๆ เข้าใจไปว่าตัวเขาเองเข้มแข็ง แต่ทางหัวหน้าคณะผู้เจรจาของฝ่ายอิหร่าน ซึ่งคือ ประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) แถลง [12] ว่า คณะของเขา “ไม่ได้ถือการข่มขู่คุกคามของอเมริกันเป็นเรื่องจริงจังอะไร”

ในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ทรัมป์ กำลังพยายามหาทางบีบคั้นเพื่อให้ฝ่ายอิหร่านยอมอ่อนข้อ เขาก็เคยออกมาข่มขู่ด้วยวาจาที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย เป็นต้นว่า จะกำจัด “อารยธรรมทั้งหมด” [13] ของพวกเขา และ “ถล่มแหลก” [14] ทั่วทั้งประเทศของพวกเขา อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้กระทำตามคำขู่เหล่านี้แต่อย่างใด ถึงแม้อิหร่านยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมถอยไม่ยอมขยับจากท่าทีในการเจรจาต่อรองของพวกเขา

“พวกเขาไม่คิดมั่งเลยหรือว่า ถ้าคำขู่ของพวกเขาได้ผลแล้ว พวกเขาคงไม่ลงเอยด้วยการตกอยู่ในสถานการณ์อันสิ้นหวังของทุกวันนี้หรอก” กาลิบาฟ กล่าว

กาลิบาฟยังบอกว่า สหรัฐฯ “ควรระมัดระวังให้มากขึ้นกับการพูดจาการแถลงอะไรต่างๆ ของพวกเขาจะดีกว่า” และพูดด้วยว่า “กองทัพของเรานั้นเตรียมพร้อมไว้แล้วที่จะตอบโต้ด้วยหนทางที่แตกต่างไปจากเดิม” เขาบอก “ไม่ว่าพวกเขาจะพูดยังไง แต่พวกเรานี่แหละคือฝ่ายที่ลงมือทำจริงๆ”

ขณะที่คณะผู้แทนฝ่ายอิหร่านผละจากไปจากสถานที่จัดประชุม แต่มีรายงานว่าการพูดจายังคงดำเนินต่อไปโดยผ่านทางคณะผู้ทำหน้าที่คนกลางของปากีสถานและของกาตาร์ อย่างไรก็ดี ตามรายงานของ อัล มายาดีน (Al Mayadeen) สื่อเลบานอน คณะผู้แทนนี้แถลง [15] ว่าจะไม่กลับมาเจรจาด้วย ถ้าทรัมป์ยังไม่ยอมขอโทษในเรื่องที่ออกมาข่มขู่ และอิสราเอลยังไม่ยอมถอนตัวออกไปจากเลบานอนทั้งหมด

ตามรายงานของทีวี “แชนเนล 12” ของอิสราเอล พวกเจ้าหน้าที่อาวุโสชาวอิสราเอลหลายรายกำลังพิจารณาที่จะ “ถอนตัวในระดับจำกัด” จากเลบานอน โดยรวมถึงพื้นที่หลายแห่งซึ่งอยู่ภายในสิ่งที่ทางการอิสราเอลเรียกว่า “เขตกันชน” เจ้าหน้าที่เหล่านี้ยังระบุ [16] ว่า สหรัฐฯไม่เคยขอให้อิสราเอลถอนตัวออกไปจากเลบานอนเลย ถึงแม้ฝ่ายอิหร่านจะกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่น

การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านครั้งก่อนๆ ได้เคยล้มครืนลง [17] สืบเนื่องจากการที่ทรัมป์ข่มขู่จะก่ออาชญากรรมสงครามเล่นงานอิหร่านแบบเหมารวมโดยไม่สนใจจำแนกแยกแยะ กระนั้นก็ตามที สิ่งที่เราได้พบเห็นในสัปดาห์ที่ผ่านมา บางทีอาจจะเป็นการที่ทรัมป์ปฏิบัติกับอิหร่านชนิดเหวี่ยงไปทางหนึ่งแล้วเหวี่ยงกลับมาอีกทางหนึ่งอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ

ทั้งนี้ ขณะที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงความตระหนักรับรู้ [18] ถึงสิทธิของอิหร่านที่จะเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม และรักษาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เอาไว้ต่อไปเฉกเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ แต่แล้วในวันอาทิตย์ เขากลับแสดงอาการอารมณ์ปะทุโดยดูเหมือนมีชนวนจากคำแถลง [19] ของประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ที่บอกว่าสหรัฐฯจะถูก “บังคับให้ต้องยอมรับ” สิทธิในการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน

เพื่อตอบโต้คำพูดของ เปเซชเรียน ที่บอกว่าอิหร่านจะไม่ยอมสละ “สิทธิในการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม” ของตน รายงานระบุว่าทรัมป์ได้พูดบอกให้ เปเซชเคียน “หัดระวังปากไว้บ้าง” และ “ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น” จะดีกว่า ไม่เช่นนี้สหรัฐฯก็ “จะเข้ายึดครองส่วนที่ยังเหลืออยู่ของประเทศนั้น”

การคุกคามที่จะเข้ายึดครองอิหร่านให้หมดทั้งประเทศเช่นนี้ ซึ่ง ทรัมป์ พูดในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งเป็นตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของเขาที่เพิ่งพูดไว้ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นว่า ถ้าปล่อยให้สงครามคราวนี้ดำเนินต่อไปนานกว่านี้แล้ว มันก็จะก่อให้เกิด “ความหายนะทางเศรษฐกิจ” รวมทั้งที่พูดเอาไว้ว่า แม้กระทั่งการปฏิบัติการภาคพื้นดินในขอบเขตจำกัด อย่างเช่นแบบที่เขาได้เคยเสนอเอาไว้ให้บุกเข้าไปยึดยูเรเนียมของอิหร่าน มันก็จะเป็นความพยายามที่ใหญ่โตเกินกว่าจะมีความคุ้มค่า [20]

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า สงครามกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งซึ่งไม่เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างล้ำลึกในหมู่สาธารณชนชาวอเมริกัน [21] ไปเรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่งยังไม่ได้มีการส่งทหารภาคพื้นดินสหรัฐฯเข้าไปปฏิบัติการทางภาคพื้นดินเลยก็ตาม ผลโพลสำนักต่างๆ แสดงให้เห็นแล้วว่ากระทั่งชาวพรรครีพับลิกันส่วนข้างมากก็ยังจะคัดค้าน [22] หากทรัมป์ทำให้สงครามนี้บานปลายขยายตัวด้วยการจัดส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไป รวมทั้งกระแสคัดค้านเช่นนี้ ยังได้เคยทำให้พวกนายทหารต้องเก็บพับแผนปฏิบัติการเข้ายึดครองบรรดาที่มั่นทางยุทธศาสตร์ในอิหร่าน เป็นต้นว่า เกาะคาร์ก (Kharg Island) ด้วยความหวั่นกลัวว่าจะทำให้มีคนอเมริกันบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

กระนั้นก็ตาม ทรัมป์ ยังคงบอกกับ ยิงสต์ เมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐฯอาจจะกลายเป็น “นักบุญผู้พิทักษ์” ของช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นได้ โดยทำหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าออก และลำเลียงเอาน้ำมันจากประเทศต่างๆ ซึ่งกำลังใช้เส้นทางน้ำแห่งนี้เพื่อการส่งออก อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้พูดให้กระจ่างว่าสหรัฐฯจะสามารถควบคุมช่องแคบแห่งนี้ได้อย่างไรภายใต้ฉากทัศน์ในปัจจุบัน

อิหร่านนั้นได้ประกาศว่าจะปิดช่องแคบแห่งนี้อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ (20 มิ.ย.) หลังจากอิสราเอลดำเนินการยึดครองภาคใต้เลบานอนอย่างแน่นหนายิ่งขึ้น รวมทั้งยกระดับขยายการทิ้งระเบิดถล่มดินแดนดังกล่าว ทั้งๆ ที่เนื้อหาของบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ในหัวข้อซึ่งพูดถึงการตกลงหยุดยิงระบุเอาไว้ว่ามันจะครอบคลมทุกๆ แนวรบ [23]

คณะผู้เจรจาฝ่ายอิหร่าน ก็ได้พูดเอาไว้แล้วว่า เรื่องที่อิสราเอลต้องยุติการยึดครองเลบานอน หลังจากที่ได้สังหารประชาชนที่นั่นเสียชีวิตไปในสงครามคราวนี้มากกว่า 4,000 คน [24] รวมทั้งได้บังคับให้พลเรือนชาวเลบานอนมากกว่า 1.2 ล้านต้องอพยพออกไปจากบ้านเรือนของพวกเขาเอง [25] ในภาคใต้ของประเทศ คือเส้นสีแดงห้ามล่วงละเมิดประการหนึ่งในการเจรจาตกลงทำสันติภาพกัน

รายงานหลังฉากหลายกระแสที่ถูกเผยแพร่ออกมาระบุว่า ทรัมป์มีความตระหนักรับรู้เป็นอย่างดีว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กำลังใช้เลบานอนเป็นตัวบ่อนทำลายให้การหยุดยิงพังครืน และดึงลากสหรัฐฯกลับเข้าไปในสงครามอย่างเต็มพิกัดอีกครั้งหนึ่ง

กระนั้น ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับยิงสต์ ทรัมป์กล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า เขารู้สึก “ผิดหวังที่อิสราเอลไม่สามารถกำจัดกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ให้สิ้นซาก” และกล่าวต่อไปว่า อิสราเอล “ไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าหากไม่ถล่มอาคารต่างๆ ให้พังราบลงมา” เขากล่าวด้วยว่าเขาใกล้ที่จะอนุญาตให้ประธานาธิบดีซีเรีย อาเหม็ด อัล-ชารา –อดีตหัวหน้าของกลุ่มอัลกออิดะห์สาขาซีเรีย— เข้ารับช่วงการปฏิบัติการต่อต้านปราบปรามฮิซบอลเลาะห์

และในขณะที่ ทรัมป์ แสดงความโกรธกริ้ว [26] การปฏิบัติการต่างๆ ของอิสราเอลในเลบานอน พร้อมๆ กับที่กำลังกล่าวอ้างเมื่อพูดจาเป็นการส่วนตัว [27] ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กำลังพยายามที่จะบ่อนทำลายสันติภาพ ทว่าเขาไม่เคยเลยที่จะดำเนินการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบังคับอิสราเอลให้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งระบุเอาไว้ในบันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ-อิหร่าน

จีต ฮีเออร์ (Jeet Heer) นักเขียนของนิตยสารรายเดือน “เดอะ เนชั่น” (The Nation) ในสหรัฐฯ ชี้ [28] ว่า “ข้อความที่กำลังออกมาจากทำเนียบขาวอยู่ในสภาพสับสนปนเป” และสภาพเช่นนี้ “กำลังทำให้พวกเขาต้องประสบกับความยากลำบากมากขึ้นในการยุติสงคราม และจริงๆ แล้วอาจจะเป็นการจุดประกายทำให้การสู้รบขัดแย้งดำเนินต่อไปอีกด้วยซ้ำ”

ขณะที่ ตริตา ปาร์ซี (Trita Parsi) รองประธานกรรมการบริหารของ สถาบันควินซีเพื่อการบริหารรัฐกิจอย่างรับผิดชอบ (Quincy Institute for Responsible Statecraft) พูดถึงเรื่องที่อิสราเอลกำลังพยายามทำให้สถานการณ์ขยายตัวบานปลายต่อไปเรื่อยๆ [29] ว่า เป็น “การคุกคามต่อการดำรงคงอยู่” ของกระบวนการมุ่งสู่สันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านทีเดียว

เขาบอกกับสื่อเครือข่ายทีวีสหรัฐฯ เอบีซีนิวส์ เมื่อวันเสาร์ (20 มิ.ย.) ว่า การที่อิหร่านข่มขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาซึ่งกำลังจะมีการประชุมเจรจากันที่เจนีวาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่แล้วนั้น เตหะรานมุ่งหมายให้กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของภูมิหลังซึ่งเน้นย้ำว่าพวกเขามีความรู้สึกจริงจังสาหัสแค่ไหน” ในเรื่องการทำให้สหรัฐฯเกิดความเข้าใจถึงเดิมพันที่จะต้องสูญเสีย ถ้าหากอิสนราเอลยังคงปฏิเสธไม่ยอมถอนทัพจากเลบานอน

“อิสราเอลมีความปรารถนาให้สงครามนี้ดำเนินต่อไปจนกว่าคุณจะได้เห็นการพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ของฝ่ายอิหร่าน ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า มันไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้” ปาร์ซี กล่าว “อิสราเอลขายไอเดียเกี่ยวกับสงครามนี้ให้ทรัมป์ โดยบอกว่ามันจะเป็นวิธีการที่ง่ายๆ และรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของภูมิภาคแถบนี้ โดยที่จะใช้เวลาไม่เกิน 4 วัน แล้วปรากฏว่าพวกเขาผิดพลาดอย่างมหันต์”

“มาถึงตอนนี้ ทรัมป์กำลังตระหนักรับรู้ว่า ผลประโยชน์ต่างๆ ของสหรัฐฯทำให้เขาจำเป็นต้องถอนตัวออกมาจากสงครามนี้และทำให้เกิดดีลนี้ขึ้นมาโดยเร็ว ทว่าฝ่ายอิสราเอลยังคงกำลังพยายามบ่อนทำลายมัน เพราะพวกเขาหวาดกลัวว่าพวกเขาจะถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคแถบนี้กำลังจะเกิดาการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางคัดค้านผลประโยชน์ของพวกเขา” เขากล่าวต่อ

“แต่จากการที่พวกเขากระทำเรื่องเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าพวกเขากำลังมีความตั้งใจที่จะสร้างอันตรายอย่างมีสาระสำคัญให้เกิดขึ้นแก่ความสัมพันธ์ที่พวกเขามีอยูกับสหรัฐฯทีเดียว”

ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/us-iran-talks-progress และ

https://www.commondreams.org/news/us-iran-talks-progress

เชิงอรรถ

[1] https://www.commondreams.org/news/trumps-iran-deal

[2] https://www.commondreams.org/news/trump-iran-threats-hormuz

[3] http://www.commondreams.org/news/us-iran-talks-delayed-as-renewed-israeli-aggression-in-lebanon-kills-at-least-18

[4] https://x.com/Israel_katz/status/2068774231391735817

[5] https://x.com/Israel_katz/status/2068774231391735817

[6] https://www.commondreams.org/news/iran-mou-hormuz

[7] https://www.commondreams.org/news/trump-iran-threats-hormuz

[8] https://www.reuters.com/world/middle-east/which-key-iranian-figures-have-been-killed-us-israeli-strikes-2026-04-06/

[9]https://x.com/DropSiteNews/status/2068731495137567120

[10] https://www.theguardian.com/world/2026/jun/21/us-iran-talks-jd-vance-switzerland-strait-of-hormuz-lebanon

[11] https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/06/21/ceasefire-under-strain-vance-arrives-for-iran-negotiations/

[12]https://x.com/DropSiteNews/status/2068739451048890600

[13] https://www.commondreams.org/news/trump-genocidal-threat-iran

[14] https://www.commondreams.org/news/trump-blow-up-iran

[15]https://x.com/MayadeenEnglish/status/2068758811847135258

[16]https://x.com/MayadeenEnglish/status/2068758811847135258

[17] https://www.commondreams.org/news/iran-no-talks-trump-threats

[18]https://x.com/DropSiteNews/status/2067319347433832500

[19] https://x.com/Reuters/status/2068708015360835767

[20] https://www.commondreams.org/news/trump-uranium

[21] https://www.commondreams.org/news/polling-on-iran-war

[22] https://www.commondreams.org/news/trump-invade-kharg-island

[23] https://www.commondreams.org/opinion/us-lost-iran-war

[24] https://www.aljazeera.com/news/2026/6/20/us-envoy-headed-for-switzerland-israeli-strikes-on-lebanon-threaten-talks

[25] https://www.commondreams.org/news/lebanon

[26] https://www.commondreams.org/news/iran-lebanon-occupation-ceasefire

[27] https://www.commondreams.org/news/iran-mou-hormuz

[28] https://x.com/HeerJeet/status/2068758302939586633

[29] https://abcnews.com/video/134062831/

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...