โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไม่ใช่สาหร่าย! “น้ำตกเลือด” แห่งแอนตาร์กติกา ทำไมถึงแดงฉาน? ปริศนา 100 ปี ที่นักวิทย์เพิ่งรู้คำตอบ

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ไขปริศนา “น้ำตกเลือด” แอนตาร์กติกา สีแดงฉานไม่ได้มาจากเลือด แต่ซ่อนความลับโลกใต้ธารน้ำแข็งนับล้านปี

ไขปริศนา “น้ำตกเลือด” แอนตาร์กติกา สีแดงฉานไม่ได้มาจากเลือด แต่ซ่อนความลับโลกใต้ธารน้ำแข็งนับล้านปี

กลางดินแดนน้ำแข็งสีขาวของทวีปแอนตาร์กติกา มีปรากฏการณ์ธรรมชาติหนึ่งที่ชวนให้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนทั่วโลกสงสัยมานานกว่า 100 ปี นั่นคือ “น้ำตกเลือด” หรือ Blood Falls ธารน้ำสีแดงเข้มที่ไหลออกมาจากธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ ราวกับมีเลือดไหลออกมาจากภูเขาน้ำแข็ง

ชื่ออาจฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วน้ำสีแดงนี้ไม่ใช่เลือด และไม่ได้เกิดจากสาหร่ายสีแดงอย่างที่เคยสันนิษฐานกันในอดีต งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มต่อภาพปริศนานี้ได้ชัดขึ้นว่า สีแดงเกิดจากน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เมื่อไหลขึ้นมาสัมผัสอากาศ ธาตุเหล็กเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน คล้ายกระบวนการเกิดสนิม จึงทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ใต้น้ำแข็งแห่งนี้ยังมีแหล่งน้ำเค็มโบราณที่ถูกกักอยู่มานานนับล้านปี พร้อมระบบจุลินทรีย์ที่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ทั้งมืด เย็น เค็ม และแทบไม่มีออกซิเจน ทำให้ Blood Falls ไม่ได้เป็นแค่ปรากฏการณ์สวยแปลก แต่ยังเป็นหน้าต่างสำคัญสู่การศึกษาชีวิตในโลกใต้ธารน้ำแข็ง และอาจเชื่อมโยงถึงการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกด้วย

น้ำตกเลือดอยู่ที่ไหน?

Blood Falls ตั้งอยู่บริเวณธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ ในหุบเขาแห้งแม็กเมอร์โด หรือ McMurdo Dry Valleys ของทวีปแอนตาร์กติกา พื้นที่นี้เป็นหนึ่งในบริเวณที่แห้งแล้งและหนาวจัดที่สุดบนโลก แต่กลับมีธารน้ำสีแดงไหลออกมาจากรอยแยกของธารน้ำแข็งเป็นครั้งคราว

ปรากฏการณ์นี้ถูกพบครั้งแรกในปี 1911 โดยนักธรณีวิทยา โทมัส กริฟฟิธ เทย์เลอร์ ระหว่างการสำรวจแอนตาร์กติกา ช่วงแรกนักวิทยาศาสตร์เคยคาดว่าสีแดงอาจมาจากสาหร่ายหรือจุลินทรีย์สีแดง แต่ต่อมางานวิจัยทางธรณีเคมีพบว่า คำตอบอยู่ที่น้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งและธาตุเหล็ก

สีแดงไม่ได้มาจากเลือด แต่มาจาก “เหล็ก” ในน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็ง

หัวใจสำคัญของปริศนานี้คือ น้ำที่ไหลออกมาเป็น น้ำเค็มจัด หรือ brine ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงมาก เมื่อน้ำเค็มนี้อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง มันถูกแยกจากอากาศและแสงเป็นเวลานาน แต่เมื่อถูกดันขึ้นมาสู่ผิวธารน้ำแข็งและสัมผัสออกซิเจน ธาตุเหล็กในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้เกิดสีแดงคล้ายสนิม

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใหม่ทำให้เรื่องนี้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม เพราะสีแดงไม่ได้เกิดจาก “สนิมธรรมดา” เพียงอย่างเดียว นักวิจัยจาก Johns Hopkins University ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนกำลังขยายสูงตรวจตัวอย่างจาก Blood Falls และพบอนุภาคนาโนขนาดเล็กมากที่อุดมด้วยเหล็ก รวมถึงมีธาตุอื่น ๆ เช่น ซิลิคอน แคลเซียม อะลูมิเนียม และโซเดียมปะปนอยู่

อนุภาคนาโนเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมสีแดงของ Blood Falls จึงมีลักษณะโดดเด่นและอธิบายได้ยากในอดีต เพราะมันไม่ใช่แค่คราบเหล็กออกไซด์แบบที่เราคุ้นจากสนิมทั่วไป แต่เป็นกระบวนการทางเคมีที่ซับซ้อนกว่านั้น

ทะเลสาบน้ำเค็มโบราณ ถูกขังอยู่ใต้น้ำแข็งนานนับล้านปี

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า แหล่งน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์มีต้นกำเนิดจากน้ำทะเลโบราณที่เคยเชื่อมต่อกับพื้นที่บริเวณนี้ ก่อนถูกธารน้ำแข็งปิดทับและแยกออกจากโลกภายนอกเป็นเวลายาวนาน หลายแหล่งข้อมูลระบุว่า น้ำเค็มนี้อาจถูกกักอยู่ใต้น้ำแข็งมาอย่างน้อยราว 1.5 ล้านปี

แม้อุณหภูมิของแอนตาร์กติกาจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก แต่น้ำเค็มนี้ยังคงเป็นของเหลวได้ เพราะมีความเข้มข้นของเกลือสูงกว่าน้ำทะเลทั่วไปมาก เกลือทำให้น้ำแข็งตัวได้ยากขึ้น จึงเกิดเป็นระบบน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งที่ยังไหลได้ แม้อยู่ในสภาพเย็นจัด

นี่คือเหตุผลว่าทำไมในพื้นที่ที่ดูเหมือนถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์ จึงยังมีน้ำเค็มไหลออกมาสู่ผิวธารน้ำแข็งได้เป็นครั้งคราว

แล้วน้ำเค็มไหลออกมาได้อย่างไร?

อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ หากน้ำเค็มถูกกักอยู่ใต้ธารน้ำแข็งหนาหลายร้อยเมตร มันสามารถไหลออกมาจากรอยแยกได้อย่างไร งานวิจัยในช่วงหลังช่วยให้ภาพนี้ชัดขึ้น โดยชี้ว่าใต้ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์มีระบบช่องทางน้ำเค็มที่ซับซ้อน และแรงดันจากน้ำแข็งด้านบนมีบทบาทสำคัญ

เมื่อน้ำแข็งของธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ มวลน้ำแข็งจะกดทับแหล่งน้ำเค็มด้านล่าง ทำให้แรงดันเพิ่มขึ้น เมื่อแรงดันมากพอ น้ำเค็มจะถูกดันผ่านรอยแตกหรือช่องทางในธารน้ำแข็ง และไหลออกมาที่ผิว เกิดเป็นคราบสีแดงที่เราเห็นใน Blood Falls

รายงานเกี่ยวกับงานวิจัยที่ติดตามเหตุการณ์การไหลของน้ำเค็มในปี 2018 ระบุว่า นักวิจัยใช้ข้อมูลจาก GPS กล้องไทม์แลปส์ และเซ็นเซอร์อุณหภูมิร่วมกัน จนพบว่าช่วงที่น้ำเค็มไหลออกมา พื้นผิวธารน้ำแข็งลดระดับลงเล็กน้อย และการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งช้าลงชั่วคราว สะท้อนว่าการไหลของน้ำใต้ธารน้ำแข็งมีผลต่อการเคลื่อนไหวของธารน้ำแข็งจริง

ใต้ธารน้ำแข็งยังมีจุลินทรีย์ที่อยู่ได้โดยไม่มีแสง

สิ่งที่ทำให้ Blood Falls สำคัญยิ่งกว่าความแปลกตาคือ การค้นพบระบบนิเวศจุลินทรีย์ในน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็ง สภาพแวดล้อมบริเวณนี้แทบไม่มีแสงและมีออกซิเจนน้อยมาก จุลินทรีย์จึงไม่สามารถพึ่งพาการสังเคราะห์แสงเหมือนพืชหรือสาหร่ายทั่วไป

งานวิจัยด้านจุลชีววิทยาระบุว่า จุลินทรีย์ในระบบน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งอาจดำรงชีวิตโดยอาศัยพลังงานจากปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับเหล็กและกำมะถัน ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

การค้นพบนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจ Blood Falls ในฐานะ “ห้องปฏิบัติการธรรมชาติ” เพราะมันช่วยให้เข้าใจว่า ชีวิตบนโลกสามารถอยู่รอดได้ไกลแค่ไหน แม้ปราศจากแสงแดด อุณหภูมิต่ำจัด และมีน้ำที่เค็มมาก

เกี่ยวข้องกับการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกอย่างไร?

Blood Falls มีความสำคัญต่อสาขา astrobiology หรือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาโอกาสของสิ่งมีชีวิตนอกโลก เพราะสภาพแวดล้อมใต้น้ำแข็งของแอนตาร์กติกามีบางส่วนคล้ายกับโลกน้ำแข็งในระบบสุริยะ เช่น ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์ ซึ่งเชื่อกันว่าอาจมีมหาสมุทรน้ำเหลวอยู่ใต้เปลือกน้ำแข็งหนา

หากจุลินทรีย์บนโลกสามารถอยู่รอดได้ในน้ำเค็มเย็นจัดใต้ธารน้ำแข็ง โดยไม่ต้องพึ่งแสงแดด ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีเหตุผลมากขึ้นในการตั้งคำถามว่า ใต้เปลือกน้ำแข็งของดวงจันทร์เหล่านั้นอาจมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อชีวิตขนาดเล็กหรือไม่

แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริง แต่ Blood Falls ช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจว่า “ชีวิต” อาจทนทานและปรับตัวได้มากกว่าที่เคยคิด

ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าทึ่ง?

Blood Falls ไม่ได้เป็นเพียงน้ำตกสีแดงที่ดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ลึกลับ แต่เป็นหลักฐานว่าภายใต้ธารน้ำแข็งที่ดูนิ่งและไร้ชีวิต อาจมีระบบน้ำ ระบบเคมี และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ซับซ้อนซ่อนอยู่

จากปริศนาที่เคยถูกอธิบายว่าอาจเป็นสาหร่ายสีแดง นักวิทยาศาสตร์ค่อย ๆ พบคำตอบว่า น้ำสีเลือดนี้มาจากน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งที่อุดมด้วยเหล็ก มีอนุภาคนาโนเฉพาะตัว และถูกดันขึ้นมาด้วยแรงดันจากการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง

ปรากฏการณ์นี้จึงช่วยให้เราเห็นว่า แอนตาร์กติกาไม่ได้เป็นเพียงทวีปน้ำแข็งสุดขั้ว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการศึกษาธารน้ำแข็ง โลกใต้ผืนน้ำแข็ง ระบบนิเวศจุลินทรีย์ และความเป็นไปได้ของชีวิตในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุด

บทสรุปต้นตอการเกิด "น้ำตกเลือด"

น้ำตกเลือดแห่งแอนตาร์กติกาไม่ได้เกิดจากเลือด และไม่ได้เกิดจากสาหร่ายสีแดง แต่เกิดจากน้ำเค็มใต้ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ที่มีธาตุเหล็กสูง เมื่อไหลออกมาสัมผัสอากาศ ธาตุเหล็กเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนกลายเป็นสีแดงเข้ม ขณะเดียวกัน งานวิจัยใหม่ยังพบอนุภาคนาโนที่มีเหล็กและธาตุอื่น ๆ ซึ่งช่วยอธิบายสีแดงเฉพาะตัวของปรากฏการณ์นี้ได้ละเอียดขึ้น

เบื้องหลังสีแดงอันลึกลับยังซ่อนแหล่งน้ำเค็มโบราณใต้น้ำแข็ง ระบบช่องทางน้ำใต้ธารน้ำแข็ง และจุลินทรีย์ที่อยู่รอดได้ในโลกมืด เย็น เค็ม และแทบไร้ออกซิเจน Blood Falls จึงไม่ใช่แค่ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ แต่เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจชีวิตบนโลก และอาจช่วยนำทางการค้นหาชีวิตในโลกน้ำแข็งนอกโลกในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...