โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อความผิดพลาดไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นต้นทุนของผู้นำ บทเรียนจากปรัชญา Kintsugi

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 17 มิ.ย. เวลา 17.00 น. • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Kintsugi คือศิลปะการซ่อมเครื่องปั้นดินเผาด้วยทองคำ โดยไม่ปกปิดรอยแตก แต่ทำให้รอยร้าวนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่า เช่นเดียวกับผู้นำที่น่าเชื่อถือที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่กล้ายอมรับ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

Text : Ratchanee P.

ในโลกธุรกิจ เรามักถูกสอนให้เชื่อว่าผู้นำต้องดูพร้อมอยู่เสมอ ต้องไม่มีจุดอ่อน ไม่มีความผิดพลาด และต้องมีคำตอบให้กับทุกคำถาม แต่แนวคิดเช่นนี้กำลังถูกท้าทายด้วยปรัชญาเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Kintsugi (คินสึงิ - 金継ぎ) หรือศิลปะการซ่อมแซมเครื่องปั้นดินเผาที่แตกร้าวด้วยทองคำ โดยช่างฝีมือจะไม่ปกปิดรอยแตก แต่กลับทำให้รอยร้าวนั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน จนกลายเป็นส่วนสำคัญของชิ้นงาน

คำถามที่น่าสนใจคือ หากนำหลักคิดนี้มาปรับใช้กับภาวะผู้นำจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ Kintsugi กำลังบอกเราว่า รอยแตกไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ต้องซ่อนเสมอไป

ปรัชญาKintsugi เมื่อรอยแตกไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน

Kintsugi คือศาสตร์และศิลปะในการซ่อมแซมเซรามิกที่แตกหักของชาวญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี แทนที่ช่างฝีมือจะปกปิดตำหนิหรือทำให้กลับมาเหมือนเดิม พวกเขาเลือกที่จะรอยแตกเหล่านั้นกลับถูกทำให้มองเห็นอย่างชัดเจนด้วยการใช้ยางรักผสมผงทอง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ถ้วยชาใบเดิมที่เคยแตกสลาย กลับมาทำหน้าที่ของมันได้อีกครั้ง ทว่าพ่วงมาด้วยเส้นสายสีทองอร่ามที่ตัดผ่านเนื้อดินเผา มันกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมักจะมีมูลค่าสูงกว่าตอนที่ยังไม่แตกหักเสียด้วยซ้ำ

แนวคิดเบื้องหลังคือ การยอมรับว่าสิ่งของทุกชิ้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และร่องรอยที่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องลบออก

ยอมรับความเปราะบาง (The Power of Vulnerability)

ผู้นำจำนวนมากเติบโตมาในวัฒนธรรมองค์กรที่หล่อหลอมให้เชื่อว่า ความผิดพลาดคือความล้มเหลว และความล้มเหลวคือสิ่งที่ต้องปกปิด การแสดงความไม่มั่นใจ การยอมรับว่า "ไม่รู้" หรือการพูดถึงความผิดพลาดในอดีต มักถูกมองว่าเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเอง

แต่ในปัจจุบันที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์กลายเป็นเรื่องปกติ ความผิดพลาดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ผู้นำจำนวนมากเรียนรู้บทเรียนสำคัญจากช่วงเวลาที่ล้มเหลวมากกว่าช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ เพราะความผิดพลาดช่วยให้มองเห็นจุดอ่อนของตนเอง เห็นข้อจำกัดของระบบงาน และเข้าใจความสำคัญของการเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย

ในมุมนี้ ความผิดพลาดจึงไม่ใช่อุปสรรคของการเติบโต แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

ก้าวแรกของผู้นำแบบ Kintsugi คือการยอมรับความจริง ผู้นำที่กล้าเปิดเผยความผิดพลาดของตนเองไม่ได้เป็นผู้นำที่อ่อนแอ ตรงกันข้าม การยอมรับว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดกลับสะท้อนถึงความรับผิดชอบและความจริงใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความไว้วางใจภายในทีม

เมื่อผู้นำกล้ายอมรับข้อผิดพลาด สมาชิกในทีมก็จะกล้าพูดถึงปัญหา กล้าเสนอความคิดเห็น และกล้าเรียนรู้จากความล้มเหลวเช่นเดียวกัน วัฒนธรรมการทำงานจึงเปลี่ยนจากการมุ่งหาคนผิด ไปสู่การมองหาแนวทางแก้ไขและบทเรียนที่สามารถนำไปพัฒนางานต่อได้

ภาวะผู้นำที่ใส่ใจและรอบคอบ

Kintsugi ไม่ได้สะท้อนเพียงศิลปะแห่งการซ่อมแซม แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความตั้งใจ ความใส่ใจ และความรอบคอบในทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมประสานเศษภาชนะที่แตกหัก หรือการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว

เช่นเดียวกับการเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการคิดอย่างรอบด้าน มีเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกันภายในทีม

แม้ว่าความสัมพันธ์บางส่วนอาจก่อตัวขึ้นได้เองจากการทำงานร่วมกันในแต่ละวัน แต่ความไว้วางใจที่แข็งแรงและยั่งยืนมักเกิดจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของผู้นำในการรับฟัง สนับสนุน และดูแลผู้คนอย่างจริงจังในระยะยาว

สมาชิกในทีมอาจไม่ได้เห็นด้วยกับทุกการตัดสินใจของผู้นำเสมอไป แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือการได้เห็นว่าผู้นำตัดสินใจอย่างรอบคอบ ผ่านการพิจารณาข้อมูลและผลกระทบอย่างถี่ถ้วน ทั้งในสิ่งที่คาดการณ์ได้และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ รวมถึงเปิดรับมุมมองที่หลากหลายจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว ภาวะผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องของการมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเสมอไป แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความรับผิดชอบ และความใส่ใจต่อผู้คนและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากทุกการตัดสินใจ

หลักการ Kintsugi กับบทเรียนภาวะผู้นำ

แก่นของ Kintsugi ไม่ใช่การปกปิดความเสียหาย แต่คือการทำให้ความเสียหายนั้นมองเห็นได้ และเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่า เมื่อนำมาปรับใช้กับภาวะผู้นำ สามารถสะท้อนเป็น 4 แนวทางสำคัญได้ดังนี้

1. Kintsugi ไม่ซ่อนรอยแตก ผู้นำไม่ซ่อนความผิดพลาด ศิลปะ Kintsugi ไม่ได้พยายามทำให้ภาชนะที่แตกหักกลับมาดูเหมือนไม่เคยเสียหาย แต่ยอมรับว่ารอยร้าวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เช่นเดียวกับผู้นำที่กล้ายอมรับความผิดพลาดของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมักสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการพยายามรักษาภาพลักษณ์ว่าตนเองไม่เคยพลาด

2. รอยร้าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่า ประสบการณ์ผิดพลาดกลายเป็นบทเรียน แม้จะได้รับการซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่รอยแตกยังคงมองเห็นได้เสมอ เช่นเดียวกับประสบการณ์ความผิดพลาดที่ควรถูกนำมาทบทวนและเรียนรู้ ผู้นำที่เติบโตจากความล้มเหลวมักตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร

3. ภาชนะที่ผ่านการซ่อมมีเรื่องราวมากขึ้น ผู้นำที่ผ่านวิกฤตมีความเข้าใจผู้คนมากขึ้น คนที่ไม่เคยเผชิญความล้มเหลวอาจเข้าใจความสำเร็จ แต่คนที่เคยผ่านความผิดหวังและอุปสรรคมักเข้าใจผู้คนได้ลึกซึ้งกว่า ผู้นำที่ผ่านวิกฤตมักมีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจแรงกดดันของทีม และพร้อมสนับสนุนให้ผู้อื่นเรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาดของตนเอง

4. มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ผู้นำสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับการเรียนรู้ Kintsugi สะท้อนให้เห็นว่าความไม่สมบูรณ์แบบไม่จำเป็นต้องเป็นจุดอ่อนเสมอไป ในบริบทขององค์กร ผู้นำที่ยอมรับว่าทุกคนสามารถผิดพลาดได้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ทำให้คนในทีมกล้าคิด กล้าลอง และกล้าเรียนรู้ เมื่อความกังวลเรื่องการถูกตำหนิลดลง โอกาสในการพัฒนางานและสร้างนวัตกรรมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ที่มา : https://www.forbes.com, https://lumenkollektiv.medium.com

www.smethailandclub.comศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...