โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สว.หวั่น ‘ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา’ ตึกมูลค่า 999 ล้านเยน ถูกสั่งปิดตาย อาจลามสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 1.02 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

12 ก.ค.2569-คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ และ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ และคณะฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดตามโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่

ในการประชุมหารือร่วมกัน รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี มรภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยระบุชัดเจนว่า เกิดความซ้ำซ้อนด้านหน่วยงานและข้อกฎหมายในพื้นที่ระหว่างกรมศิลปากรที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครฯ) ที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งผลให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลจัดกิจกรรมและควบคุมสิ่งก่อสร้างเกิดการทับซ้อนกัน ขาดความเป็นเอกภาพ และเกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน

ทั้งนี้ ปัญหาความซ้ำซ้อนเชิงบริหารจัดการและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่กับกรมศิลปากรนี้ ยังส่งผลกระทบยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี ต่อโครงการจัดสร้างอาคารของคณะศิลปกรรมและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะชนะคดีและมีข้อยุติทางกฎหมายแล้ว ทว่ากลับต้องเผชิญอุปสรรคใหม่ เนื่องจากมูลค่าการก่อสร้างในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงเท่าตัวจากระยะเวลาที่ล่าช้าสะสมมานาน

มหาวิทยาลัยฯได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านกรอบองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยด้วย แบบจำลองทางกฎหมายในการฟื้นฟูศูนย์ฯ 4 ด้าน คือ การวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ด้วยการหาหน่วยงานเจ้าภาพที่มีศักยภาพวิชาการในพื้นที่ เช่น มรภ.พระนครศรีอยุธยา, โครงสร้างการบริหารและธรรมาภิบาลที่มีผู้บริหารสูงสุดและระบบกรรมการ และระบบงบประมาณพึ่งพาตนเองร่วมกับชุมชนเพื่อลดการพึ่งพารัฐเพียงแหล่งเดียว เพื่อผลลัพธ์ในการชุบชีวิตศูนย์ฯให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ นายชิบได้เสนอแนะให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตรทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตามจากฐานข้อมูลวิจัยดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งตรงกับผลการวิจัยเรื่องรูปแบบทางกฎหมายในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยพบสถานการณ์จริงว่า ศูนย์แห่งนี้ได้ปิดทำการอย่างถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 จนถึงปัจจุบัน โดยปัญหาหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายหลังก่อสร้างเสร็จที่ไม่สามารถหาหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้ จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 ให้ศูนย์ฯอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการฝากภารกิจด้านการบริหารและวิชาการไว้กับฝ่ายปกครอง ส่งผลให้ขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ตรงกับสายงาน ขาดบุคลากรประจำที่มีความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือขาดแคลนงบประมาณอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีฐานะทางกฎหมายเป็นส่วนราชการที่จะของบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง และในอดีตที่ผ่านมาต้องใช้วิธีปันงบเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน การชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าดำเนินการอื่นๆ

นายชิบ จิตนิยม กล่าวถึงประเด็นสำคัญจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในระดับสากล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ในวาระฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 999 ล้านเยน (ประมาณ 170 ล้านบาท) เพื่อเฉลิมฉลองวาระความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น

"หากเราปล่อยให้ศูนย์ฯแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว ซึ่งนอกเหนือจากความล้มเหลวในการบริหารร่วมระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาครัฐแล้ว มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการบริหารจัดการในระดับสากล รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย งบประมาณบริหารจัดการเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาทที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ จะต้องเร่งบูรณาการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ศูนย์ฯ กลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งในฐานะมรดกของชาติ"

ด้าน รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ ในฐานะหนึ่งในอดีตอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ฯเมื่อ 40 ปีก่อน ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกที่เชื่อมโยงระหว่างเสน่ห์ของพื้นที่และปัญหาเชิงโครงสร้างว่า อยุธยาเป็นเมืองที่มีความขลังในตัวเอง แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียงไม่กี่อึดใจด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายผ่านทางด่วน แต่เมื่อเข้าสู่อยุธยาเราจะเกิดความรู้สึกว่ากำลังเดินทางย้อนอดีตไปได้ไกลหลายร้อยปี

"สำหรับตัวผมเอง นอกจากมีความผูกพันกับอยุธยาในแง่ของจินตนาการย้อนอดีตมาโดยตลอดแล้ว ที่สำคัญก็คือได้มีส่วนร่วมเป็นอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เรามีความฝันกันว่าศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมขององค์ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาทั้งหมด และเป็นที่เดียวในโลกที่จะเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้นี้ แต่น่าเสียดายว่าในกระบวนการบริหารมันไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ แต่ติดค้างเติ่งอยูอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและตั้งใจจะขับเคลื่อนส่งเสริมงานวิจัยเราให้มีโอกาสเดินหน้าเข้าหาประชาชน ให้เป็นประโยชน์ในทางที่จะจับต้องได้ของประชาชนโดยทั่วไป เราจึงให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ นั่นคืออุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยไปไม่ถึงตลาด แต่ติดค้างอยู่ที่ห้องสมุดหรือสถาบันที่ทำวิจัยอยู่เท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นด้านประวัติศาสตร์และโบราณสถานแล้ว คณะอนุกรรมการฯยังได้รับฟังการนำเสนองานวิจัยด้านสังคมเรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย ซึ่งชี้ปมปัญหาสำคัญว่า สัญญาจ้างแรงงานภาคเอกชนส่วนใหญ่จะสิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 55 ปี พร้อมการสิ้นสุดสิทธิผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ทั้งที่แรงงานเหล่านั้นยังมีความต้องการและจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องจากภาระทางเศรษฐกิจ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางให้รัฐบาลขยายอายุเกษียณภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และผลักดันให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองและกำหนดรูปแบบลักษณะงานที่เหมาะสมแก่แรงงานสูงอายุ

ประเด็นนี้สอดคล้องและเชื่อมโยงโดยตรงกับภาพความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ที่คณะอนุกรรมการฯได้เดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งเป็นโมเดลเชิงบวกที่มหาวิทยาลัยฯ นำองค์ความรู้วิจัยลงไปช่วยขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนในการฟื้นฟูและจรรโลงศิลปะการทอผ้าโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จริงปีละนับล้านบาท ช่วยรองรับสังคมสูงวัยด้วยการทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

นายชิบ ระบุตอนท้ายว่า การลงพื้นที่และผนึกงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบรายละเอียดของปัญหาการวิจัยและอุปสรรคทางกฎหมายในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการฯจะนำปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบายทั้งหมดไปสื่อสารและเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง พร้อมทั้งประสานงานผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการร่วมไม้ร่วมมือในการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...