โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนวิธีเลี้ยงลูกยุค AI จาก CK Fastwork ปั้นเด็กให้เก่งรอบด้าน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถอดบทเรียนวิธีเลี้ยงลูกยุค AI จาก CK Fastwork ปั้นเด็กให้เก่งรอบด้าน

CK Cheong ผู้ก่อตั้ง Fastwork ได้แชร์ 2 วิธีหลัก ในการเลี้ยงลูกยุค AI ให้มีทักษะรอบด้านแบบ Full Stack ผ่านรายการ THE FUTURE GEN ของ THE SECRET SAUCE และ Hi-Q โดยเน้นการปั้นเด็กให้เข้าใจกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ และสนับสนุนให้ลงมือทำจริงมากกว่าการท่องจำตำราเรียน เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นในตลาดงานอนาคต

🟡 วัยเด็กและการเติบโตของ CK Cheong

CK เล่าในรายการว่าในช่วงวัยเด็ก เขาเติบโตมากับการเลี้ยงดูที่เต็มไปด้วยความกดดันและความเข้มงวดจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นคนไม่ค่อยชมเมื่อเรียนได้ดี สอบได้คะแนนสวย ซ้ำยังไม่ค่อยปลอบเมื่อเห็นลูกเครียด

แต่ CK ในวัยผู้ใหญ่ก็ตีความว่านั่นคือ ‘ภาษารัก’ ของคนเป็นพ่อ เพราะในบริบทช่วงชีวิตของคุณพ่อที่อยากหลุดจากความยากจนด้วยการว่ายน้ำข้ามประเทศจากจีนไปมาเก๊านานถึง 9 ชั่วโมง ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าความเข้มงวดนั้นมาจากประสบการณ์ชีวิตจริงที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด การเลี้ยงดูในลักษณะที่ไม่เคยเอ่ยปากชมและมักเปรียบเทียบกับความลำบากในอดีตจึงเป็นเสมือนวิธีส่งต่อความแข็งแกร่งในรูปแบบของพ่อเอง

สิ่งที่คุณพ่อปลูกฝังกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ CK ถูกส่งไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ปี ทั้งการดิ้นรนหาโรงเรียนและที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง สิ่งที่เขาได้รับจากสไตล์การเลี้ยงดูแบบนี้คือการหล่อหลอมจิตใจให้เรียนรู้ที่จะไม่นั่งสงสารตัวเองเมื่อเผชิญกับอุปสรรค และเปลี่ยนความกดดันรอบตัวเป็นพลังในการหาหนทางเอาตัวรอด

🟡 หน้าที่ของคนทำงานในยุค AI สเกลตัวเองอย่างไร

ในมุมมองของ CK อนาคตของโลกการทำงานจะไม่ได้เป็นการที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่อาชีพใดอาชีพหนึ่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการเข้ามาแย่งงานที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหรือระดับงานย่อยออกไปจากแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนของนักเขียน งานดีไซน์ของสถาปนิก หรือแม้แต่งานวิเคราะห์ฝั่งการเงินและบัญชี สิ่งที่เกิดขึ้นคือบทบาทหน้าที่ของคนทำงานจำเป็นต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งพิมพ์โค้ดทีละบรรทัด ในอนาคตหน้าที่นั้นจะตกเป็นของ AI Agent แทน โดยที่คนทำงานจริงจะขยับบทบาทขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบคอยรีวิวงาน และเอาเวลาไปคิดเรื่องโครงสร้างสถาปัตยกรรม การออกแบบ รวมถึงการวางกลยุทธ์ว่าควรจะสร้างโปรดักต์อะไรแทน คนที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในยุคถัดไปจึงต้องเป็นคนทำงานที่สามารถคิดสเกลงานได้ รู้กว้าง รู้ลึก และเข้าใจกระบวนการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อเอาเทคโนโลยีมาขยายขีดความสามารถของตัวเองให้ได้มากที่สุด

🟡 วิธีสร้างทักษะแบบ Full Stack ให้ลูก

การปั้นลูกให้เป็น Full Stack ในยุคนี้ คือการเลี้ยงดูที่เน้นให้เด็กเข้าใจกระบวนการทำงานแบบตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถเชื่อมโยงทักษะที่หลากหลายเข้าด้วยกัน และบริหารจัดการระบบภาพรวมได้ด้วยตัวเอง แทนการกอดทักษะแคบๆ เพียงอย่างเดียวเพื่อเอาตัวรอด

CK สะท้อนว่า ตลาดงานในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง งานสเกลเล็กหรือหน้าที่เฉพาะเจาะจงกำลังโดนระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจัดการแทนที่ไปเกือบหมด ความต้องการของตลาดโลกตอนนี้จึงเหวี่ยงไปหาคนทำงานที่มองเห็นภาพใหญ่และคุมเกมได้รอบด้านมากกว่าคนที่รู้ลึกเพียงแค่มิติเดียว

เช่น มุมของคนทำงานสายกราฟิกดีไซเนอร์ การมีทักษะแค่วาดรูปหรือออกแบบอย่างเดียวในตอนนี้คงยากที่จะเติบโต เด็กเจเนอเรชันใหม่จำเป็นต้องขยับขึ้นมาเป็น ‘เป็ดตึง’ ที่เก่งรอบด้าน ตั้งแต่การวางคอนเซปต์งาน คุมทิศทางศิลปะ บริหารความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงการหยิบเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยสเกลงานให้เร็วขึ้น

🟡 ทำไมพ่อแม่ยุคใหม่ต้องสนับสนุนให้ลูกลงมือทำจริงมากกว่าท่องตำรา

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือเรื่องของการศึกษา ค่านิยมเดิมที่ยึดติดกับใบปริญญาหรือการท่องจำทฤษฎีตามหนังสืออาจไม่ใช่คำตอบหลักของโลกยุคนี้ การเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองทำโปรเจกต์จริงตามความสนใจ จะช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพได้อย่างก้าวกระโดด

🔸การลงมือทำจริงช่วยให้เด็กได้เจอปัญหาของจริงและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดได้ไวกว่าการนั่งฟังบรรยายในห้องเรียน

🔸การฝึกฝนผ่านการปฏิบัติช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือจริงที่ตลาดแรงงานยุคปัจจุบันพร้อมจ่ายเงินจ้างทันที

การเตรียมความพร้อมให้เด็กเจเนอเรชันนี้ต้องเน้นสอนให้เขาพร้อมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง แทนการสร้างกรอบที่ปลอดภัยที่สุดให้เดินตาม พ่อแม่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นโค้ชที่สนับสนุนให้ลูกกล้าทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อสร้างเด็กที่แข็งแกร่งและสามารถเติบโตในโลกเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...