ต้นทุนผลิตจีน ‘พุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี’ โรงงานแบกต้นทุน กำไรหด
จีนเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตมากขึ้น หลัง“ดัชนีราคาผู้ผลิต” (PPI) ในเดือนมิถุนายน 2569 พุ่งขึ้น 4.1% จากปีก่อน ซึ่งเป็น “อัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี” และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนว่าต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจำนวนมากกลับ “ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่” เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้อัตรากำไรของภาคการผลิตยังคงถูกบีบ แม้ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเพิ่มขึ้นจาก 3.9% ในเดือนพฤษภาคม โดยก่อนหน้านี้ดัชนี PPI เพิ่งหลุดจากภาวะเงินฝืดที่ยาวนานหลายปีในเดือนมีนาคม หลังราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ กำลังพัฒนาไปในลักษณะของ “เศรษฐกิจสองความเร็ว” โดยภาคการผลิตขั้นสูงได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ และความต้องการจากตลาดโลก ทำให้การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในทางกลับกัน การบริโภคภายในประเทศยังฟื้นตัวได้จำกัด การลงทุนภาคเอกชนยังซบเซา ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นตัวไม่ทั่วถึงนี้ สะท้อนชัดจากยอดขายรถยนต์ในเดือนมิถุนายนที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต้องหันไปพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยยอดขายในประเทศที่ยังซบเซา
ในด้านต้นทุนการผลิต สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า การปรับขึ้นของดัชนี PPI ได้รับแรงหนุนหลักจากราคาสินค้าในกลุ่มเหมืองถ่านหิน เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเหล็ก ขณะที่ราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยานยนต์กลับปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับเดือนพฤษภาคม ดัชนี PPI ลดลง 0.3% หลังราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็วภายหลังสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่สินค้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุปกรณ์ความเป็นจริงเสมือน (VR) อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และวัสดุนาโนคาร์บอน ยังคงมีราคาปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความต้องการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.0% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 1.2% ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.1%
การชะลอตัวของเงินเฟ้อ เกิดจากราคาสินค้าอุตสาหกรรมสำหรับผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในอัตราช้าลง โดยเฉพาะเครื่องประดับทองคำและน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเพียง 1.0% ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่ราคาอาหารลดลง 1.6% จากปีก่อน
นักวิเคราะห์จาก ING มองว่า จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะใกล้เงินฝืดเข้าสู่เงินเฟ้อระดับต่ำ ซึ่งยังไม่มากพอที่จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายการเงิน หากธนาคารกลางจีนเห็นว่าจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
อ้างอิง: reuters