ผัวช้ำ! จับได้คาแชต รัก 15 ปีต้องพังทลาย เมียแอบแซ่บพระมหาในโบสถ์
วันที่ 30 พ.ค. 2569 กำลังกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลอยู่ในขณะนี้ จากกรณีข่าวดังในวงการสงฆ์ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อนายพจน์ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียน โรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้ออกมาเปิดโปงความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างอดีตภรรยาวัย 31 ปี ที่ช่วยงานขายของอยู่ในวัดเดียวกัน กับพระมหาเอ (นามสมมติ) พระลูกวัดที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น
โดยนายพจน์ เล่าว่า เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของภรรยาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. 68 ที่มีอาการขี้หงุดหงิด และใช้น้ำเสียงเย็นชา จนกระทั่งในเดือน เม.ย. 69 ความจริงก็ถูกเปิดเผย เมื่อแอบเช็กโทรศัพท์มือถือ แล้วพบข้อความแชตสุดช็อก ซึ่งมีเนื้อหานัดแนะกันไปมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจนภายในโบสถ์ และห้องน้ำข้างโบสถ์ในช่วงเวลาที่นักเรียนเข้าเรียน มิหนำซ้ำยังมีภาพถ่ายอนาจาร หลักฐานสลิปการโอนเงินไปมา และพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์ร่วมกันอีกด้วย ซึ่งเมื่อนายพจน์นำหลักฐานไปคาดคั้น ภรรยากลับเงียบใส่ และเก็บข้าวของหนีออกจากบ้านไปทันที
ต่อมา นายพจน์ พร้อมด้วยพ่อและแม่จึงได้บุกไปเคลียร์ใจถึงกุฏิพระรูปดังกล่าวในช่วงเช้ามืด ซึ่งในตอนแรกพระมหาเอ พยายามบ่ายเบี่ยง อ้างว่าแชตทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องของการขอยืมเงิน แต่เมื่อถูกกางหลักฐานแชต และภาพถ่ายทั้งหมดออกมายืนยัน พระรูปดังกล่าวจึงยอมจำนนต่อหลักฐาน จากนั้นเหตุการณ์ได้บานปลายจนฝั่งสามีบันดาลโทสะพังข้าวของในวิหาร ทำให้ญาติๆ ต้องรีบแยกตัวนายพจน์ออกมา โดยมีพ่อ แม่ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าอาวาส ร่วมเป็นพยานในการเจรจา ซึ่งทางฝั่งพระได้เสนอเงินจำนวน 50,000 บาท แบ่งจ่ายเป็น 2 งวด เพื่อเป็นค่าปิดปากแลกกับการไม่ให้เรื่องราวถูกนำไปเผยแพร่หรือแฉต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ ทางฝั่งครอบครัวยอมรับเงินก้อนนี้ไว้ เพื่อหวังจะนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกทั้ง 2 คน แต่อย่างไรก็ตาม ในทางเอกสารกลับมีการหลีกเลี่ยงด้วยการทำ สัญญากู้ยืมเงิน บังหน้า โดยระบุว่าฝั่งสามีเป็นคนให้พระกู้ยืมเงิน ทั้งที่ความเป็นจริงพระเป็นฝ่ายจ่ายเงินให้ ซึ่งตนไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นอันดับแรก ตนคิดแค่ว่าครอบครัวพัง ความเชื่อใจพัง โดยตนไม่รู้จะเดินต่ออย่างไร เงิน 50,000 บาทที่รับมา ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไป และไม่ได้คุ้มกับสิ่งที่ครอบครัวเสียไปเลย แต่ในตอนนั้นตนมองว่า อย่างน้อยอีกฝ่ายควรแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตนยืนยันว่าไม่ได้รีดไถ ไม่ได้ข่มขู่ และไม่ได้เอาศาสนาหรือสถานะของใครมาเป็นเครื่องต่อรอง
แม้จะมีการรับเงินและตกลงให้เรื่องเงียบแล้ว แต่ชนวนเหตุที่ทำให้เรื่องราวต้องถูกนำมาแฉยับในภายหลัง เป็นเพราะอดีตภรรยาได้โทรศัพท์กลับมาต่อว่าฝั่งสามีอย่างรุนแรง หาว่าไปแบล็กเมล์และรีดไถเงินจากพระ ประกอบกับทางครอบครัวนายพจน์ ตรวจพบหลักฐานเพิ่มเติมจากโทรศัพท์ของฝ่ายหญิงที่ยึดไว้ว่า พระรูปดังกล่าวไม่ได้หยุดพฤติกรรมตามที่สัญญา แต่กลับยังแอบแชตพูดคุยและยุยงเสี้ยมให้ฝ่ายหญิงกลับมาเรียกร้องทรัพย์สิน คืนสิทธิ์ และสร้างความแตกแยกในครอบครัวไม่จบสิ้น ฝั่งสามี และพี่สาวจึงตัดสินใจ นำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมหลักฐานแชตออกมาร้องเรียน เพราะต้องการให้พระรูปนี้สึกจากการเป็นพระ เพื่อไม่ให้ไปทำลายครอบครัวของใครอีก
ทางด้าน พระมหาเอ กล่าวว่า สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ตนอยากชี้แจงว่าภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นภาพที่คนในวัดถ่ายไว้ ส่วนเรื่องแชตหลุดที่เป็นประเด็นอยู่ จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะตอนแรกเขาคิดไม่ดีกับตน หวังจะใช้แบล็กเมล์ แต่ต่อมาเกิดกลัวบาปขึ้นมาจึงไม่ได้ทำต่อ ทว่าเขาก็ไม่ได้ลบแชตนั้นทิ้ง จนกระทั่งสามีของเขามาเจอเข้า จึงทำให้ทั้งคู่มีปากเสียง และฝ่ายหญิงถูกทำร้ายร่างกาย โดยที่ตัวสามีไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือฟังคำอธิบายใดๆ เลย แต่กลับมาโวยวาย และทำลายข้าวของที่วัด เพื่อจะเรียกร้องเงินอย่างเดียว
ในตอนแรกเขาเรียกเงินสูงถึง 200,000 บาท ตนก็ยืนยันไปว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แม้แต่เนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงก็ไม่เคยทำ จนกระทั่งมีการต่อรองยอดลงมาเหลือ 50,000 บาท ซึ่งการที่ตนยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ไป ไม่ได้หมายความว่าตนยอมรับผิด แต่เป็นเพราะตนสงสารวัด และเขาขู่ว่าจะเอานักข่าวมา ตนกลัวว่าวัดจะเสียชื่อเสียงจึงยอมเซ็นสัญญาและจ่ายเงินให้เรื่องจบไป แต่สุดท้ายเขาก็ยังเอาข้อมูลดังกล่าวมาแชร์อยู่ดี
ตนขอยืนยันหนักแน่นตรงนี้เลยว่า ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวกับฝ่ายหญิงนั้นไม่มีเด็ดขาด แม้แต่แตะเนื้อต้องตัวก็ไม่เคยมี ส่วนเรื่องสลิปการโอนเงินที่มีการพูดถึงกัน ยอมรับว่ามีบ้างครับ แต่เป็นเงินค่าช่วยงานวัด เงินที่ตนช่วยอุดหนุนซื้อลอตเตอรี่จากเขาบิลละประมาณ 500 บาท และมีบางครั้งที่ฝ่ายหญิงมาขอยืมเงินไปจ่ายค่าไฟเท่านั้น ไม่ใช่เงินเชิงชู้สาวอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ตอนนี้ได้เดินทางออกมาจากวัดและลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว ก็อยากจะฝากถึงคู่กรณีว่า จะทำอะไรก็ขอให้คิดให้ดีเพราะมันส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน ส่วนคนที่ติดตามข่าวสารก็อยากให้เสพข่าวอย่างมีสติครับ การนำภาพต่างๆ มาปะติดปะต่อกันแบบนี้ มันทำให้ตนได้รับความเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก
อ่านข่าวเพิ่มเติม