"ชัยวัฒน์" เปิด 7 นโยบายเด็ด ดันเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ชูหวย SMEs เพิ่มงาน 2 แสน อัดงบพัฒนาท่องเที่ยว 500 ล้าน/ปี
">
วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเตรียมความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้นำเสนอ 7 นโยบายหลักด้านเศรษฐกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง
โดยเริ่มต้นที่นโยบายแรก "หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม." ซึ่งมุ่งหวังจูงใจให้ผู้บริโภคอุดหนุนสินค้ารายย่อยด้วยการมอบสิทธิลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน เช่น ทองคำ หรือสินค้า Bangkok Brand ผ่านการสะสมแต้มบน Line OA ทุกๆ การซื้อสินค้า 20 บาทจากร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ สสว.
ต่อมา คือการตั้งเป้าสร้างงานเพิ่ม 200,000 ตำแหน่ง ภายใน 4 ปี ด้วยการยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ดินแดง 1, ดินแดง 2, คลองเตย, ประเวศ, หนองจอก, บางรัก, หลวงพ่อทวีศักดิ์ หนองแขม, กาญจนสิงห์หาสน์ อุปถัมภ์ ตลิ่งชัน, ม้วน บำรุงศิลป์ ลาดพร้าว และ อาทร สังขะวัฒนะ ทุ่งครุ ให้กลายเป็นศูนย์ฝึกทักษะ Reskill ที่พัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน
โดยภายในโรงเรียนเหล่านี้จะมีการจัดตั้ง "Bangkok Studio" พื้นที่ฝึกทักษะดิจิทัลและงานออนไลน์ที่ทันสมัย พร้อมอุปกรณ์ครบครันเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีถึง 1.5 ล้านคนใน กทม. ให้สามารถสร้างรายได้จากการเป็น Youtuber, Tiktoker หรือ Influencer มืออาชีพ
ขณะเดียวกันยังเตรียมเพิ่มงบประมาณพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวขึ้น 10 เท่า เป็น 500 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างย่านท่องเที่ยวและจุดแลนด์มาร์กใหม่โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเอกชน พร้อมผลักดันแนวคิด Pink Economy ผ่านกิจกรรมอย่างเทศกาลหนัง LGBTQ กรุงเทพฯ ที่จัดให้มีการมอบรางวัลหนัง BL/GL และขยายพื้นที่บริการ Pride Clinic ให้ครบทั้ง 50 เขต รวมถึงการส่งเสริมเทศกาล EDM และการวิ่งทั่วกรุง
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มหาบเร่แผงลอยด้วยการเพิ่มจุดผ่อนผันในพื้นที่ศักยภาพ เช่น ใต้ทางด่วน หรือริมรางรถไฟ และใช้ FAR Bonus จูงใจเอกชนให้จัดสร้าง Food Court ราคาย่อมเยา เพื่อให้ผู้ค้ามีที่ทำกินโดยไม่ต้องจ่ายส่วยและคนกรุงเทพฯ ได้บริโภคอาหารราคาถูก
สำหรับมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน จะมีการปรับปรุงโรงรับจำนำ กทม. ทั้ง 21 แห่ง ให้มีมาตรการดอกเบี้ย 0.1% สำหรับเงินต้นไม่เกิน 50,000 บาท ในเดือนแรก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพเช่าคืนอุปกรณ์เครื่องมือทำกินกลับไปใช้งานได้ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแก้ปัญหาหนี้สินประจำแต่ละสำนักงานเขตเพื่อตัดวงจรหนี้นอกระบบ
และท้ายสุดคือนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาส่วยอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ AI ตรวจแบบก่อสร้าง, ระบบ e-Service แจ้งคิวอนุมัติใบอนุญาตแบบ BPMN, การใช้โดรน LiDAR และภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจภาษี ตลอดจนการติดกล้อง Body Cam ให้เจ้าหน้าที่ขณะตรวจพื้นที่ และติดตั้ง Sensor วัดค่าเสียงสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งคาดว่าการอุดรูรั่วด้วยเทคโนโลยี Digital Twin และการเชื่อมข้อมูลกับกรมที่ดินจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ กทม. ได้ถึงร้อยละ 20 หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อนำกลับมาพัฒนาเมืองและจัดสวัสดิการให้ประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามนโยบายทั้งหมดได้ที่ https://bkk2569.peoplesparty.or.th/policy