โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐเตือนภัยอำนาจทหารจีน จี้พันธมิตรเอเชียเพิ่มงบกลาโหม

PostToday

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ นายพีต เฮกเซธ ส่งสัญญาณเตือนถึงการขยายอำนาจทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรักษาสมดุลอำนาจและยับยั้งความเสี่ยงที่จีนจะก้าวขึ้นมาครอบงำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมด้านความมั่นคง “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของผู้นำด้านความมั่นคง กองทัพ และนักการทูตจากทั่วเอเชีย นายเฮกเซธระบุว่า การสะสมกำลังทางทหารของจีนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงการขยายปฏิบัติการทางทหารทั้งในและนอกภูมิภาค กำลังสร้างความกังวลอย่างชอบธรรมให้แก่ประเทศต่าง ๆ

เขาระบุว่า หากภูมิภาคแปซิฟิกถูกครอบงำโดยมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จะส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจที่ช่วยรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคมาอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่าไม่มีประเทศใด รวมถึงจีน ควรมีอำนาจกำหนดชะตาความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศอื่น

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐเปิดเผยว่า วอชิงตันคาดหวังให้ประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วนในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่สหรัฐเองกำลังเดินหน้าลงทุนด้านกลาโหมมูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหาร

นายเฮกเซธกล่าวด้วยว่า ภูมิภาคต้องการกำลังรบและศักยภาพป้องกันประเทศที่เข้มแข็งมากกว่าการประชุมหารือ พร้อมใช้ถ้อยคำว่า “เรือต้องมากขึ้น เรือดำน้ำต้องมากขึ้น” สะท้อนแนวคิดที่เน้นการเสริมกำลังเชิงรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม เขาพยายามส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน โดยระบุว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา และมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิด

ด้านนายโจว ป๋อ นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยชิงหวา และอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ซึ่งเข้าร่วมคณะผู้แทนจีนในการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐยังคงมีความซับซ้อน แต่ยอมรับว่าถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐในปีนี้มีท่าทีผ่อนคลายกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน โดยเชื่อว่าเป็นผลจากการสานสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ในอีกประเด็นหนึ่ง นายเฮกเซธย้ำแนวคิดของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของตนเองมากขึ้น โดยระบุว่ายุคที่สหรัฐต้องอุดหนุนการป้องกันประเทศของชาติร่ำรวยได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกล่าวว่า “เราต้องการหุ้นส่วน ไม่ใช่รัฐในอารักขา” และทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมรับภาระด้านความมั่นคงร่วมกัน

เขายังกล่าวชื่นชมบทบาทของหลายประเทศในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังดำเนินมาตรการเพิ่มศักยภาพทางทหารอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง นายเฮกเซธระบุว่า สหรัฐยังคงพร้อมกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หากความพยายามทางการทูตล้มเหลว โดยยืนยันว่ากองทัพสหรัฐยังมีขีดความสามารถเพียงพอ และประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมุ่งหวังข้อตกลงที่แข็งแกร่งเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

เขายังปฏิเสธข้อกังวลที่ว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยยืนยันว่า สหรัฐมีศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน

นอกจากนี้ ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดจับตาสำคัญ แม้นายเฮกเซธจะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงในสุนทรพจน์หลัก แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน เขาระบุว่าสหรัฐยังมั่นใจในคลังอาวุธของตนเอง แม้จะมีภารกิจทางทหารในตะวันออกกลางก็ตาม

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ไต้หวันกำลังรอการอนุมัติแพ็กเกจจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยนายเฮกเซธกล่าวว่าการอนุมัติใด ๆ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้นำสหรัฐ และลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งในช่วงเวลานั้น

ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐสะท้อนความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งขึ้นในเอเชีย ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีนที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...