แฉ 4 กระทรวงงุบงิบคำของบปี 70 กางคำขอสุดงง "เจ็ตสกี 8 ล้าน" ปลุก ปชช. จับตารัฐบาล
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ขึ้นบรรยายเปิดมุมมองการศึกษาการจัดทำงบประมาณในกิจกรรม "Hack งบ 70" ชี้งบประมาณคือเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของนักการเมือง พร้อมเปิดรายชื่อกระทรวงที่ "ปิดเงียบ" ไม่ยอมส่งข้อมูลคำของบประมาณให้กรรมาธิการตรวจสอบ
นางสาวรักชนก ระบุว่า การจะขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักคือ "คน กฎหมาย และงบประมาณ" การศึกษางบประมาณจะช่วยให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะทำตามสัญญากับประชาชนหรือไม่ โดยปกติก่อนจะเป็นเล่มงบประมาณฉบับจริง จะต้องมี "คำของบประมาณ" ซึ่งมักมีมูลค่าสูงกว่างบที่ได้รับจัดสรรจริงถึง 2 เท่า
ทาง กมธ. ได้ส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังทุกกระทรวง กรม และหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นต่างส่งข้อมูลกลับมาพร้อมเสียงสะท้อนว่าถูกสำนักงบประมาณตัดงบ ในขณะที่กระทรวงต่างๆ กลับหวงข้อมูล เพราะไม่อยากให้เห็นว่าตั้งคำของบประมาณไว้อย่างไร โดยมีการเปิดเผยรายชื่อ ดังนี้:
กระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลเลย: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงพลังงาน, และกระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก: กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงที่ส่งข้อมูลแล้วแต่ถอนกลับ: กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประธาน กมธ. ติดตามงบฯ ยังได้ยกตัวอย่างความผิดปกติของคำของบประมาณที่น่าตั้งข้อสังเกต เช่น กรณีของเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มีการขอตั้งงบประมาณจัดซื้อ เจ็ตสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ มูลค่าสูงถึง 8 ล้านบาท ควบคู่ไปกับคำของบห้องเรียนอัจฉริยะ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลตั้งงบปกติเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจริงหรือไม่ หรือเลือกรอพึ่งแต่งบกลาง ซึ่งประชาชนสามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดความใส่ใจของรัฐบาลได้
นางสาวรักชนก เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้อยู่ในมือของพรรคการเมืองใด แต่เกิดจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่รวมตัวกันตั้งคำถาม พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากพลังสังคม 2 กรณีล่าสุด:
การเบรกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: แนวคิดที่รัฐจะตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ หากลูกใช้สิทธิดูแลบิดามารดาเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งเมื่อถูกสังคมและสื่อมวลชนวิจารณ์อย่างหนัก รัฐบาลก็ต้องยอมถอยและพิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป
โครงการ TH-AI Passport: ที่ถูกจับตาอย่างหนักจนรัฐบาลต้องยอมแก้ไขสัญญาจากการใช้งบประมาณแบบเหมาจ่าย โดยหวังว่าแรงกดดันนี้จะส่งผลให้สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ทิ้งทั้งโครงการในปีหน้า
"เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มและร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรผู้มีอำนาจก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา" นางสาวรักชนก กล่าว
ในช่วงท้าย นางสาวรักชนก ย้ำถึงความสำคัญของการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ แม้จะถูกค่อนขอดว่ามีคนดูเพียง 5-10 คน แต่แก่นแท้คือ "การป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง" ด้วยความโปร่งใส เพราะเงินทุกบาทคือภาษีประชาชน ใครที่อยากเข้ามาตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณก็ควรจะมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี