เกิดอะไรขึ้น Bond Yield ขึ้นพร้อมกันทั่วโลก หรือคือคำเตือนตลาดหุ้นพักฐาน !?
ล่าสุดตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น และทำลายสถิติในหลายประเทศ
- US Treasury 10Y แตะ 4.59% สูงสุดในรอบหลายเดือน
- UK Gilts 30Y ทะลุ 5.8% สูงสุดตั้งแต่ปี 1998
- JGB ญี่ปุ่น 30Y ชน 4.0% ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ทำให้ G7 Finance Ministers นัดประชุมเร่งด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์Bond Selloff รอบนี้ เพราะหลายประเทศกำลังเสี่ยงเข้าไปสู่ Stagflation อย่างที่หลายคนเคยกังวลกันมาตอนเริ่มสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน
เบื้องหลังแรงขายตราสารหนี้ เกิดจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่กลับมาพุ่งแรงอีกครั้งตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นช่วงสงคราม โดยที่ CPI แตะระดับ 3.8% สูงสุดตั้งแต่พฤษภาคม 2023 ส่วน PPI อยู่ที่ 6.0% สูงสุดตั้งแต่ปลายปี 2022
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนมายังตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Tech และ Growth ที่ฉุดดัชนีลงแรงในปลายสัปดาห์ก่อน เหตุผลก็เพราะ US Bond Yield 10 ปี คือ Risk-Free Rate ของโลก ที่ใช้คำนวณราคาทุกอย่างในระบบการเงิน
อย่างตัวแรกเลย คือDiscount Rate ของหุ้น ดังนั้น พอ Yield 10Y ขึ้น ในโมเดล DCF (Discounted Cash Flow) ที่นักวิเคราะห์ใช้คำนวณราคาหุ้น ยิ่ง Discount Rate (10Y + Risk Premium) สูง ก็จะยิ่งทำให้ราคาหุ้นต้องต่ำลงที่ 4.5%
สำหรับหุ้น Growth ที่ Cash Flow อยู่ในอนาคต พอ Discount Rate สูงขึ้น การคำนวน Faie Value ก็เปลี่ยนไป
อีกการคำนวนที่สำคัญ คือ Earnings Yield vs. Bond Yield 10Y เราเรียกกันว่าEarnings Yield GAP
ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ S&P 500 Forward P/E อยู่ราว 22x โดยมี Earnings Yield ราว 4.5%
แต่พอ Bond Yield 10Y ขึ้นมาที่ 4.5% เท่ากันพอดี ! แปลว่าการถือพันธบัตรได้ผลตอบแทนเท่ากับหุ้น โดยไม่มีความเสี่ยง จึงเกิดคำถามกับนักลงทุนที่ไม่ต้องการ Take Risk ว่า ทำไมต้องมาไล่ราคาเคาะซื้อหุ้นในตอนนี้ ?
ความเสี่ยงอีกด้านอยู่ที่เรื่องUnwind Yen Carry Trade ซึ่งนักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำ (0.5%) ไปซื้อ US Treasury (4.5%) เก็บส่วนต่าง 4% แต่ตอนนี้ JGB 30Y แตะ 4% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เท่ากับว่าการทำ Carry Trade เริ่มไม่คุ้ม และทำให้มีโอกาสที่คนจะตัดสินใจขาย US Bonds เพื่อดึงเงินกลับญี่ปุ่น
ผลที่น่ากังวลก็คือการเกิด Global Liquidity Shock เหมือนเหตุการณ์ Black Monday สิงหาคม 2024 ส่งผลให้ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงลงถึง -12.4% ภายในวันเดียว (แต่สุดท้ายตลาดหายตกใจ และกลับมาเป็นขาขึ้นได้ต่อ)
มุมมองตราสารหนี้โลก โดย Finnomena Funds
เรามองว่าการที่ปัจจุบัน Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นจนตอบรับข่าวร้ายไปมากแล้ว (Price-in) ทั้งจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด และการที่ตลาดเริ่มยอมรับภาพการคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าเดิม
และแม้ในอดีต Kevin Warsh จะมีภาพลักษณ์ Hawkish และเคยแสดงจุดยืนต่อวุฒิสภาว่าจะไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพียงเพราะแรงกดดันทางการเมือง แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือแนวคิดการทำ Regime Change หรือการปฏิรูปโครงสร้างภายใน Fed
โดยเฉพาะการเปลี่ยนไม้บรรทัดวัดเงินเฟ้อจาก Core PCE มาให้น้ำหนักกับ Trimmed Mean Inflation แทน ซึ่งหากมาตรวัดใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอตัวลงจริง ก็จะกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่เปิดโอกาสให้ Fed สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในที่สุด
Trimmed Mean PCE คือ มาตรวัดเงินเฟ้อที่จะไม่ตัดหมวดตายตัว แต่เลือกตัดเฉพาะราคาที่เหวี่ยงแรงผิดปกติในแต่ละเดือนออก เพื่อสะท้อนภาพเงินเฟ้อพื้นฐานที่แท้จริงมากกว่า
Finnomena Funds จึงปรับมุมมองต่อตราสารหนี้โลกเป็น Slightly Positive แนะนำทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้โลก K-GDBOND-A(A) ที่เน้นลงทุนผ่านกองทุนหลักคือ PIMCO GIS Income Fund มีการกระจายไปในหุ้นกู้เอกชนและตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อหาโอกาสสร้างรายได้ (Income) จากหลายแหล่ง โดยล่าสุดกองทุนหลักได้ปรับเพิ่ม Duration ของพอร์ตขึ้นเป็น 6.2 ปี เพื่อเตรียมรับประโยชน์ในจังหวะที่ Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลงในอนาคต
คำเตือน:ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ