โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี หลายพันปีมาแล้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 11.03 น.

กลองมโหระทึกเมืองเพชรบุรีหลายพันปีมาแล้ว

กลองมโหระทึก อายุราว2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 500 ขุดพบที่บ้านดอนยายทอง(ลุ่มน้ำเพชรบุรี) ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี อยู่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลโบราณ

บริเวณขุดพบกลองมโหระทึกเป็นชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรกของเมืองเพชรบุรี มากกว่า2,000 ปีมาแล้ว สมัยการค้าระยะไกลทางทะเลเริ่มแรกกับอินเดีย มีสินค้าสำคัญคือทองแดง แล้วถูกเรียก“สุวรรณภูมิ” หมายถึงดินแดนทองแดง(ไม่ใช่ทองคำ) เพราะสมัยนั้นไม่พบแหล่งทองคำ แต่พบมากแหล่งทองแดงตั้งแต่ภาคกลางถึงอีสานและลาว

รายงานเกี่ยวกับกลองมโหระทึกเรื่องนี้ มี2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองเพชรบุรี พบกลองมโหระทึก ส่วนหลังเป็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกกลองมโหระทึก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี พบกลองมโหระทึกทั้งหมด6 ใบ นำขึ้นแล้ว2 ใบ อีก4 ใบยังอยู่ในหลุม

1. กลองมโหระทึกเมืองเพชรบุรี

(1.) เมื่อ2,000 ปีมาแล้ว บริเวณที่พบกลองมโหระทึกเป็น“ลานกลางบ้าน” พื้นที่มีพิธีกรรมประจำวันอันเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นที่ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์ กับโคตรตระกูลชนชั้นนำ

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ บ้านเก่า(จ. กาญจนบุรี), บ้านเชียง(อุดรธานี), วัดชมชื่น(อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย) ฯลฯ

(2.) กลองมโหระทึกขุดพบในหลุมฝังศพ เป็นหลักฐานสำคัญมาก ดังนี้

(ก.) เครื่องแสดงสถานะผู้มีอำนาจ(สมัยหลังใช้ฆ้องแสดงสถานะทางสังคม อยู่ในหนังสือพงศาวดารล้านช้าง เรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า)

(ข.) เครื่องประโคมส่งขวัญหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ตายไปขึ้นฟ้ารวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพราะหน้ากลองมโหระทึกมีลายเป็นแฉกจำลองรูปจอมขวัญแบบก้นหอยบนกระหม่อมอยู่กลางกบาลของคน(ปัจจุบันใช้ฆ้องหุ่ยประโคมในพิธีทำขวัญ ข้อมูลยังมีมากอยู่ในหนังสือศาสนาผี สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568 หน้า25-65)

มีนักโบราณคดีอธิบายต่อๆ กันมานานแล้วว่าหน้ากลองมโหระทึกคล้ายรัศมีของรูปดาวหรือดวงตะวัน อันเป็นแนวคิดดาราศาสตร์สมัยใหม่ และไม่เกี่ยวข้องโลกหลังความตาย

(3.) หลุมฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นหญิง โดยเปรียบเทียบการขุดค้นในกัมพูชา(พ.ศ. 2551-2552) พบกลองมโหระทึกมากกว่า10 ใบในหลุมฝังศพ โดยมีใบหนึ่งบรรจุกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิง(น่าจะเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์) มีข้อมูล ดังนี้

มโหระทึกจากแหล่งฝังศพโปรเฮียกัมพูชา พบกลองมโหระทึกจำนวนหลายสิบใบ จากยุคเหล็ก อายุราว2,000 ปีมาแล้ว ในแหล่งฝังศพบริเวณกลางหมู่บ้านโปรเฮีย(Prohear) จ. ไพรเวง(Prey Veng) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา(ห่างจากพนมเปญไปทางตะวันออกประมาณ65 กม. และห่างจากชายแดนเวียดนามทางตะวันตก40 กม.)

ขุดค้นโดยทีมนักโบราณคดีกัมพูชา–เยอรมัน เมื่อปี พ.ศ. 2551 และ2552 (พบ4 หลุมที่มีตัวกลองและชิ้นส่วนกลองฝังร่วมในหลุมศพจากจำนวน52 หลุม ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้านจึงประมาณจำนวนมโหระทึกที่พบขั้นต่ำมากกว่า30 ใบ เพราะในปี2550 ก่อนหน้าการขุดค้น มโหระทึกราว20 ใบ ถูกชาวบ้านขุดไปขาย บางส่วนเหลือเพียงรูปถ่ายของนักศึกษาโบราณคดีที่ไปสำรวจ)

มโหระทึกเหล่านี้ถูกพบฝังร่วมกับโครงกระดูก คงเป็นของอุทิศให้กับผู้ตาย มี1 ใบที่พบกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิงใส่ข้างใน และพบชิ้นส่วนเสื่อสานจากไม้ไผ่ที่คาดว่าใช้ห่อศพฝังร่วมกับมโหระทึก

[เจนจิราเบญจพงศ์แปลเก็บความจากThe First Golden Age of Cambodia : Excavation at Prohear จัดพิมพ์โดยMemot Centre for Archaeology ค.ศ. 2009. พิมพ์รวมในหนังสือ ดนตรีอุษาคเนย์ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์(ค้นคว้ารวบรวม) เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์(ที่ปรึกษา) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งที่1 พ.ศ. 2555 หน้า844-849]

เมืองเพชรบุรีมีประวัติศาสตร์

1. หลังสร้างเมืองเพชรบุรี เรือน พ.ศ. 1700 บริเวณบ้านดอนยายทองเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนพราหมณ์บ้านสมอพลือจากอินเดียใต้

บ้านสมอพลือ เมืองเพชรบุรี มีเชื้อสายเป็นธิดาพี่น้องสองสาว ถวายตัวในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ หลังจากนั้นได้ทรงกรมเป็นที่กรมหลวงอภัยนุชิต(พระพันวสาใหญ่ มีโอรสคือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ) และกรมหลวงพิพิธมนตรี(พระพันวสาน้อย มีโอรสคือ เจ้าฟ้าเอกทัศกับเจ้าฟ้าอุทุมพร) ทั้งนี้ตามพระราชกระแส ร.4 อยู่ในพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขา

2. สุนทรภู่เขียนบอกเองว่าตนเป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี(ซึ่งเชื่อมโยงบ้านพราหมณ์สมอพลือ) มีหลักฐานอยู่ในนิราศเพชรบุรีของสุนทรภู่(อ. ล้อม เพ็งแก้ว ชำระ และอธิบาย)

2. ชื่อกลองมโหระทึก

“หรทึก” ในเอกสารสมัยอยุธยา หมายถึงเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์จากอินเดีย ซึ่งไม่ใช่กลองมโหระทึก ส่วน“มโหระทึก” เป็นคําสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ใช้เรียกกลองสําริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่“หรทึก” สมัยอยุธยา

เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของชื่อกลอง มีโดยสรุปดังนี้

1. เครื่องมือทำจากโลหะผสม เรียกสำริด ถูกหล่อเป็นรูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายกลอง

2. เครื่องประโคมในพระราชพิธีสมัยอยุธยา“หรทึก” พบในวรรณกรรมโบราณได้แก่กฎมณเฑียรบาลและไตรภูมิพระร่วง

(ซึ่งปัจจุบันไม่รู้ที่มาเครื่องประโคม“หรทึก” รวมทั้งยังหาไม่พบคำแปลและความหมาย)

3. ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ เครื่องมือสำริดรูปทรงกระบอกคล้ายกลองถูกเรียก“กลองมโหระทึก”

เครื่องมือสำริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์

เครื่องมือโลหะผสมเรียกสำริดมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงดังนี้

(1.) อายุราว2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1

(2.) ทรงกลมป่อง เอวคอด จำลองจากลูกน้ำเต้าอย่างน้อย2 แบบผสมกัน คือ ก้นแป้นตั้งพื้นได้ และทรงรียาว

ทั้งนี้ ลูกน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดา และมดลูกซึ่งให้กำเนิดมนุษย์

(3.) รูปร่างทรงกระบอกข้างในกลวง มี3 ส่วน ดังนี้ ส่วนบน ด้านหน้าแบนกลม ส่วนด้านข้างป่องโค้งออก และมีหูหิ้ว(เรียก“หูระวิง”) ส่วนกลาง คอดเป็นรูปกระบอกตัด ส่วนล่างเป็นฐานตั้ง คล้ายถาดคว่ำ

(4.) ทำด้วยโลหะผสมเรียกสำริดหรือทองสำริด มาจากทองแดงเป็นโลหะหลัก ผสมดีบุก(หรือตะกั่ว)

(5.) ใช้งานหลายอย่าง ดังนี้

สัญลักษณ์อำนาจ เป็นสมบัติของชนชั้นนำหัวหน้าเผ่าพันธุ์

ภาชนะ ใส่กระดูกคนตายในตระกูลชนชั้นนำ และสิ่งของเครื่องใช้ของคนตาย ตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี ว่าความตายคือการคืนสู่ครรภ์มารดา

เครื่องประโคม ตีบอกสัญญาณในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ได้เสียงกังวานของโลหะ แต่ไม่ดังอึกทึกและค่อนข้างเบา(ตีได้เสียงเดียว ไม่เป็นทำนองเพลง นักวิชาการด้านดนตรีว่าไม่เป็นเครื่องดนตรี แต่บางคนว่าเป็นเครื่องดนตรีแม้มีเสียงเดียว เพราะเป็นต้นกำเนิดฆ้องในวงดนตรีไทยเดิม)

(6.) ชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ จีน เรียก“หนานถงกู่” (จีนกลาง) แปลว่ากลองของคนพื้นเมืองทางใต้ ซึ่งหมายถึงพวกเยว่(คือไม่ใช่พวกฮั่น) มีหลายกลุ่มนับไม่ถ้วน จีนเรียก“ไป่เยว่” คือ เยว่ร้อยเผ่า,เยว่ บางกลุ่มเรียกกลองทอง(เเดง, สำริด), พม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า เรียก“ผาซี” แปลว่า กลองกบ แต่บางกลุ่มเรียก กลองเขียด, ลาว เรียก ฆ้องบั้ง, ไทย เรียก กลองมโหระทึก

กลองมโหระทึกสมัยรัตนโกสินทร์

มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้

“มโหระทึก” เป็นคําถูกสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้เรียกเครื่องประโคมอย่างหนึ่งมีรูปร่างคล้ายกลอง ทําด้วยสําริดเรียก“กลองสําริด” มีอายุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1

(1.) ชื่อ“กลองมโหระทึก” พบหลักฐานเก่าสุด(ถึงขณะนี้) ในแผ่นดิน ร.4 กล่าวถึงกลองมโหระทึก1 คู่(2 ใบ) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) กับกลองมโหระทึกใบเดียวในวัดบวรนิเวศ ตามประเพณีถูกสร้างขึ้นใหม่ใช้ตีประโคมร่วมกับเป่าเรไร ซึ่งได้จากความทรงจําของนายธนิต อยู่โพธิ์(อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เล่าไว้ ดังนี้

“มโหระทึก” ใช้ตั้งตีเหมือนกลองทิมปานีของตะวันตก

“ที่วัดบวรนิเวศวิหารมีประเพณีกระทั่งมโหระทึกและบันลือสังข์ ประโคมในขณะพระภิกษุสงฆ์ลงประชุมทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถทั้งเช้าเย็น…………..”

“มหรทึกมีอยู่ใบเดียว ไม่ใช่คู่อย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใช้เลกวัดเป็นผู้มีหน้าที่ประโคม เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นเกียรติยศแต่พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ……………”

[จากหนังสือ เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 หน้า55-56]

(2.) กลองสำริด หรือกลองมโหระทึกใช้แขวนตี(เพราะมี“หูระวิง” เหมือนกลองเพลในวัด และกลองทัดวงปี่พาทย์) มีเสียงกังวานไกลๆ ไม่ดังกึกก้อง ซึ่งขัดกับหลักฐานว่า“หรทึกกึกก้อง” ในงานพระราชพิธีมีคนมาก

(3.) กลองสําริด พบทั่วไปในชุมชนชาติพันธุ์ทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ แต่ถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ ตามคําพื้นเมืองซึ่งไม่ตรงกัน คือ เฉพาะกลุ่มไทยในประเทศไทย เรียกกลองมโหระทึก(ที่ถูกสร้างชื่อใหม่) ส่วนกลุ่ม“ไม่ไทย” ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทยไม่เรียกกลองมโหระทึก

หรทึกสมัยอยุธยา

มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังนี้

(1.) “หรทึก” หมายถึงเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์ ถูกใช้ในราชสํานัก1,500 ปีมาแล้ว(หลัง พ.ศ. 1000)

ต่อมาสมัยอยุธยาพบในกฎมณเฑียรบาล“เดือน9 การพระราชพิธีตุลาการ” กล่าวถึงเครื่องประโคมว่า“ขุนศรีสังขกรเป่าสังข์ พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องชัย ขุนดนตรีตีหรทึก”

“หรทึก” มีเสียงดังมาก พบในหนังสือไตรภูมิพระร่วงระบุตรงไปตรงมาว่า“หรทึกกึกก้อง” ส่วนกฎมณเฑียรบาลระบุ“หรทึก” ใช้ประโคมในพระราชพิธีของราชอาณาจักร ซึ่งมีเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ ชุมชนหมู่มาก ซึ่งต้องการเครื่องประโคมมีเสียงดังๆ

(2.) เครื่องประโคมจากอินเดียถูกราชสำนักอยุธยาเรียกหรทึก กลายจากภาษาทมิฬเรียกกลองแบบนี้ว่า“อึฎึกกิ” (Udukki หรือบางเมืองเรียกIdakka) เป็นกลองสองหน้าขึงหนังรอบตัวมีเอวคอดบรรเลงโดยใช้ไม้ตีหรือใช้มือตีก็ได้

[ข้อมูลเหล่านี้ได้จากไมเคิล ไรท์ เขียนไว้ในศิลปวัฒนธรรม หลายปีก่อน พ.ศ. 2540 ต่อมาเขียนอธิบายเพิ่มอีกครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ. 2540]

พิธีพราหมณ์ในอินเดียต้องบรรเลงประโคมเครื่อง5 นำโดยพราหมณ์เป่าสังข์ แล้วตามด้วยพราหมณ์ตีกลองพร้อมกัน4 ใบ เรียก“ปัญจวาทยะ” แต่บางแห่งเรียก“ปัญจ ตุริยะ” ในบรรดากลองเหล่านั้นมี“อึฎึกกิ” อยู่ด้วย เมื่อตีด้วยไม้จะมีเสียงดังมากกว่ากลองใบอื่น

[“ปัญจวาทยะ” หรือ“ปัญจตุริยะ” ในอินเดีย หมายถึงเครื่องประโคมรวม5 สิ่ง ได้แก่ ปี่กับกลองต่างชนิด4 ใบ(รวมเป็น5) ส่วนลังการับจากอินเดียที่แพร่กระจายลงไปแล้วเรียก“มังคลเภรี” (มัง–คะ–ละ–เพ–รี) ไทยรับทั้งจากอินเดียและลังกาในช่วงเวลาต่างกัน]

(3.) “ขุนดนตรี ตีหรทึก” ข้อความในกฎมณเฑียรบาลหมายถึงเชื้อสายพราหมณ์ ราชทินนาม“ขุนดนตรี” เป็นผู้มีหน้าที่ใช้ไม้ตีมโหระทึก เป็นหลักฐานสำคัญมากยืนยันว่ามโหระทึกเป็นกลอง“อึฎึกกิ” ของอินเดียใต้ เพราะคำว่า“ดนตรี” เกี่ยวข้องกับตระกูลพราหมณ์อยุธยาที่สืบสายจากพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้

พราหมณ์ราชสำนักอยุธยาเจตนาให้พราหมณ์ตีมโหระทึกซึ่งเป็นกลอง“อึฎึกกิ” มีราชทินนาม“ขุนดนตรี” สืบเนื่องจากประเพณีพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้ในระบอบตันตระที่ยกย่องดนตรี[คำอธิบายละเอียดอยู่ในบทความเรื่อง“ความลี้ลับของเกระละ ภาคที่2” ของ ไมเคิล ไรท์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่18 ฉบับที่10 (สิงหาคม2540) หน้า52-55 และมีรวมอยู่ในหนังสือ ฝรั่งหายคลั่ง(หรือยัง) สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2551 หน้า41-42]

เครื่องประโคมพิธีพราหมณ์ในราชสำนักสมัยอยุธยาตอนต้น บรรเลงโดยพระครูพราหมณ์(หรือมิฉะนั้นก็ขุนนางในตระกูลพราหมณ์) พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลว่าพระราชพิธีดุลาภาร มีคณะพราหมณ์พิธีทำหน้าที่ประโคมบรรเลง สังข์ ฆ้อง, กลอง ดังนี้

(1.) ขุนศรีสังขกร เป่าสังข์(2.) พระอินทโร ตีอินทเภรี(3.) พระนนทิเกษ ตีฆ้องชัย(4.) ขุนดนตรี ตีมโหระทึก

สังข์ เป่าโดยขุนศรีสังขกร นามนี้เป็นตำแหน่งอธิบดีโหรดาจารย์(ศักดินา300) หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในหมู่พราหมณ์พิธี

ฆ้องตีโดยพระนนทิเกษ เรียกฆ้องชัย คือฆ้องที่มีลายรูปขวัญเป็นแฉกอยู่ล้อมปุ่มกลางบนหน้าฆ้อง สืบเนื่องตกทอดจากหน้ากลองสำริดหรือกลองกบของอุษาคเนย์2,500 ปีมาแล้ว ไม่เป็นเครื่องดนตรีอินเดีย แต่ได้รับยกย่องเป็นของ“เฮี้ยน” จึงถูกผนวกเข้าไปอยู่ในพิธีพราหมณ์สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะฆ้องใช้ไม้ตีมีเสียงดังไกล ยิ่งฆ้องขนาดใหญ่เสียงยิ่งดังก้องกังวานไกลมาก(เรียกฆ้องหุ่ย) ดังนั้นฆ้องจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในรัฐใหญ่(ส่วนกลองทองถูกเลิกใช้ เพราะเมื่อตีมีเสียงดังไม่ก้องและไม่ไกล)

กลอง มี2 ใบ ได้แก่ กลองอินทเภรี ตีโดยพระอินทโร กับ กลองมโหระทึก ตีโดยขุนดนตรี(อินเดียได้รับการกล่าวขวัญยกย่องจากทั่วโลกว่า“ราชาแห่งเครื่องหนัง” (หมายถึงกลอง) จึงมีกลองหลากหลายรูปแบบและตีสองมือด้วยลีลาพลิกแพลงโลดโผน)

“อินทเภรี” เป็นชื่อท้องถิ่นตั้งขึ้นตามประเพณีราชสำนักอยุธยา ส่วน“มโหระทึก” เป็นชื่อกลายคำจากภาษาทมิฬว่า“อึฎึกกิ”

“อินทเภรี” แปลว่า กลองพระอินทร์ เป็นชื่อตามประเพณีดั้งเดิมที่ยกย่องเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระอินทร์ แต่ในที่นี้เชื่อว่าน่าจะหมายถึงกลองอินเดีย(แบบหนึ่ง) มีสองหน้า ใช้มือตีมีสายคล้องคอเดินไปตีไป(มีภาพลายเส้นในหนังสือลาลูแบร์) ต่อมาถูกเชิญเป็น“ครูใหญ่” เรียก“ตะโพน” แล้วทำขาตั้งและนั่งตีในวงปี่พาทย์ ได้รับยกย่องเป็นกลองศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องจุดธูปบูชาพร้อมดอกไม้ก่อนบรรเลง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี หลายพันปีมาแล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...