โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"รถเก่าแลกรถใหม่"รอต่อไป กำหนดหลักเกณฑ์ยังไม่คืบ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุป หลังการกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ทำได้ยาก ทั้งอายุรถ การตีราคาและการกำจัดซากรถ

หลังจากรัฐบาลมีแนวคิดจะจัดทำโครงการถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งนโยบายนี้จะส่งผลกระทบในทางบวกโดยตรงกับการขาย รถยนต์ 3 ประเภทก็คือ รถไฟฟ้าล้วน (BEV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และ รถยนต์ปลั้กอินไฮบริด (PHEV) โดยจำกัดไว้เฉพาะ “รถรุ่นที่ผลิตในประเทศ” เท่านั้น ส่วนรถยนต์นำเข้าจากประเทศนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

แนวคิดหลักของโครงการนี้ก็คือการอุดหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มลภาวะต่ำในประเทศ ทั้งในส่วนของผู้จัดจำหน่าย และผู้ผลิตชิ้นส่วน ด้วยการช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ครอบครองรถยนต์เก่าที่เสื่อมสภาพ เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ใหม่ และช่วยในการลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงฝุ่นละออง ที่เกิดจากรถยนต์เก่าที่เสื่อมประสิทธิภาพไปด้วยในโอกาสเดียวกัน โดยรถเก่านั้นจะต้องนำมาทำลายซากรถทิ้งและเปลี่ยนไปใช้รถยนต์รุ่นใหม่ 3 ประเภทที่กล่าวมา

โดยรัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ว่าในช่วงเปิดโครงการจะมี เงินสำหรับโครงการนำร่อง เพียงพอสำหรับ รถยนต์ 10,000-20,000 คัน โดยจะออกเป็นเงินอุดหนุนในรูปแบบของส่วนลดภาษี เพื่อไปซื้อรถใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 5 พันล้านบาท โดยให้ธนาคารออมสิน เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มธนาคาร และกลุ่มนอน-แบงค์ นำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนต่อไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ โดยเบื้องต้นประชาชนกู้ได้ไม่เกินรายละ 2 ล้าน อายุโครงการ 5 ปี

แต่จนถึงขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณารายละเอียดของนห่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต เนื่องจากยังมีข้อติดขัดที่ภาครัฐผู้กำหนดนโยบายประสบอยู่ในขณะนี้ก็คือการกำหนดเกณฑ์ของรถเก่า ว่า รถเก่านั้นควรจะมีอายุอยู่ในช่วง 10 หรือ 15 ปี จึงจะมีแนวโน้มว่าจะต้องทำลายซากรถเก่าทิ้งเพื่อลดมลพิษ และปัญหาฝุ่นละออง และความซับซ้อนของกระบวนการกำจัดซาก เพราะในปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรการรองรับขยะอิเล็คทรอนิกส์ และชิ้นส่วนรถยนต์เก่าที่ชัดเจน รวมถึงการประเมินราคารถยนต์เก่า เพราะในส่วนของราคารถยนต์เก่าแต่ละรุ่นทำได้ยาก ส่งผลให้ค่ายรถและผู้บริโภคยังรอดูความชัดเจน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ยังอาจติดขัดในเรื่องของรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ แต่ขณะนี้ยังมีเวลา และได้มอบหมายให้ กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการพิจารณาต่อแล้ว

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนกาจัดทำรายละเอียดของโครงการโดยกรมสรรพสามิต เพราะยังติดอุปสรรคหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการประเมินราคารถเก่า ซึ่งทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพและมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000–60,000 บาท อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย

นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็กหรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น

ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์ก็ยังเป็นเรื่องยากทั้งกรณีรถเก่าที่สภาพยังดี กับรถที่เป็นซาก จะใช้เกณฑ์ราคาเดียวกันไม่ได้ ทางกระทรวงการคลังจึงไม่ต้องการให้โครงการออกมาโดยขาดความชัดเจน ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม และอาจมีข้อเสนอใหม่ที่เหมาะสมกว่าการทำโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมเปิดทางให้มีการปรับรูปแบบมาตรการ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้ หากมีข้อเสนอที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริงมากกว่าเดิม

เนื่องจากมีความเป็นห่วงว่าโครงการที่ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือความชัดเจนเพียงพอ อาจนำไปสู่การอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินราคา ซึ่งเสี่ยงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้

นอกจากนั้นความไม่ชัดเจนของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพื่อรอดูนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งสื่อสารรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศตลาดรถยนต์และการใช้จ่ายของประชาชน

ส่วนการใช้เงินในโครงการนั้น แม้รัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถยนต์จากสันดาปไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั้นจำเป็นต้องมีรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ จึงจะผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติได้ ดังนั้นโครงการนี้คงต้องรอให้มีความชัดเจนก่อนจึงจะเสนอขอใช้เงินกู้ตามพ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งระบุแผนงานที่ 2 ไว้วงเงิน 200,000 ล้านบาทมีวัตถุประสงค์เพื่อ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EV และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

ส่วนกระทรวงคมนาคมเองก็ อยากสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งในการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งรวม 7 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติพลังงาน และต้นทุนการเดินรถที่พุ่งสูงขึ้น

ส่วนการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการอาจไม่ใช่แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ แต่อาจจะเป็นในรูปแบบการเช่ารถใหม่หรือซื้อรถใหม่ โดยกระทรวงจะเสนอรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนเงินดาวน์ สำหรับการซื้อรถใหม่การอุดหนุนดอกเบี้ยในลักษณะคนละครึ่งหรือมาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีรถประจำปีให้เหลือ 0% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถแท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง, รถสองแถว, รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล(ไม่เกิน 7 คน), รถตุ๊กๆและรถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า

อย่างไรก็ดีจากการประเมินเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมคาดว่าต้องใช้งบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการคลังประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานตามกฎหมายเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรถอยู่แล้ว โดยตัวเลขรถที่เข้าข่ายมีจำนวนเกือบ 1 แสนคันทั่วประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น รถสองแถวที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 17,000 คัน

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะเปิดกว้างให้เข้าร่วมตามความสมัครใจ สำหรับผู้ประกอบการที่รถยังไม่หมดอายุแต่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถ EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงก็สามารถยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนได้เช่นกัน ส่วนมาตรการขยายอายุการใช้งานรถตู้โดยสารสาธารณะนั้นปัจจุบันกระทรวงไม่ได้มีการขยายเวลามาตรการดังกล่าวแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...