"รถเก่าแลกรถใหม่"รอต่อไป กำหนดหลักเกณฑ์ยังไม่คืบ
หลังจากรัฐบาลมีแนวคิดจะจัดทำโครงการถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งนโยบายนี้จะส่งผลกระทบในทางบวกโดยตรงกับการขาย รถยนต์ 3 ประเภทก็คือ รถไฟฟ้าล้วน (BEV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และ รถยนต์ปลั้กอินไฮบริด (PHEV) โดยจำกัดไว้เฉพาะ “รถรุ่นที่ผลิตในประเทศ” เท่านั้น ส่วนรถยนต์นำเข้าจากประเทศนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
แนวคิดหลักของโครงการนี้ก็คือการอุดหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มลภาวะต่ำในประเทศ ทั้งในส่วนของผู้จัดจำหน่าย และผู้ผลิตชิ้นส่วน ด้วยการช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ครอบครองรถยนต์เก่าที่เสื่อมสภาพ เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ใหม่ และช่วยในการลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงฝุ่นละออง ที่เกิดจากรถยนต์เก่าที่เสื่อมประสิทธิภาพไปด้วยในโอกาสเดียวกัน โดยรถเก่านั้นจะต้องนำมาทำลายซากรถทิ้งและเปลี่ยนไปใช้รถยนต์รุ่นใหม่ 3 ประเภทที่กล่าวมา
โดยรัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ว่าในช่วงเปิดโครงการจะมี เงินสำหรับโครงการนำร่อง เพียงพอสำหรับ รถยนต์ 10,000-20,000 คัน โดยจะออกเป็นเงินอุดหนุนในรูปแบบของส่วนลดภาษี เพื่อไปซื้อรถใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 5 พันล้านบาท โดยให้ธนาคารออมสิน เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มธนาคาร และกลุ่มนอน-แบงค์ นำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนต่อไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ โดยเบื้องต้นประชาชนกู้ได้ไม่เกินรายละ 2 ล้าน อายุโครงการ 5 ปี
แต่จนถึงขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณารายละเอียดของนห่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต เนื่องจากยังมีข้อติดขัดที่ภาครัฐผู้กำหนดนโยบายประสบอยู่ในขณะนี้ก็คือการกำหนดเกณฑ์ของรถเก่า ว่า รถเก่านั้นควรจะมีอายุอยู่ในช่วง 10 หรือ 15 ปี จึงจะมีแนวโน้มว่าจะต้องทำลายซากรถเก่าทิ้งเพื่อลดมลพิษ และปัญหาฝุ่นละออง และความซับซ้อนของกระบวนการกำจัดซาก เพราะในปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรการรองรับขยะอิเล็คทรอนิกส์ และชิ้นส่วนรถยนต์เก่าที่ชัดเจน รวมถึงการประเมินราคารถยนต์เก่า เพราะในส่วนของราคารถยนต์เก่าแต่ละรุ่นทำได้ยาก ส่งผลให้ค่ายรถและผู้บริโภคยังรอดูความชัดเจน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ยังอาจติดขัดในเรื่องของรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ แต่ขณะนี้ยังมีเวลา และได้มอบหมายให้ กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการพิจารณาต่อแล้ว
ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนกาจัดทำรายละเอียดของโครงการโดยกรมสรรพสามิต เพราะยังติดอุปสรรคหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการประเมินราคารถเก่า ซึ่งทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพและมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000–60,000 บาท อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็กหรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น
ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์ก็ยังเป็นเรื่องยากทั้งกรณีรถเก่าที่สภาพยังดี กับรถที่เป็นซาก จะใช้เกณฑ์ราคาเดียวกันไม่ได้ ทางกระทรวงการคลังจึงไม่ต้องการให้โครงการออกมาโดยขาดความชัดเจน ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม และอาจมีข้อเสนอใหม่ที่เหมาะสมกว่าการทำโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมเปิดทางให้มีการปรับรูปแบบมาตรการ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้ หากมีข้อเสนอที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริงมากกว่าเดิม
เนื่องจากมีความเป็นห่วงว่าโครงการที่ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือความชัดเจนเพียงพอ อาจนำไปสู่การอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินราคา ซึ่งเสี่ยงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้
นอกจากนั้นความไม่ชัดเจนของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพื่อรอดูนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งสื่อสารรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศตลาดรถยนต์และการใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนการใช้เงินในโครงการนั้น แม้รัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถยนต์จากสันดาปไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั้นจำเป็นต้องมีรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ จึงจะผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติได้ ดังนั้นโครงการนี้คงต้องรอให้มีความชัดเจนก่อนจึงจะเสนอขอใช้เงินกู้ตามพ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งระบุแผนงานที่ 2 ไว้วงเงิน 200,000 ล้านบาทมีวัตถุประสงค์เพื่อ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EV และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ
ส่วนกระทรวงคมนาคมเองก็ อยากสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งในการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งรวม 7 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติพลังงาน และต้นทุนการเดินรถที่พุ่งสูงขึ้น
ส่วนการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการอาจไม่ใช่แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ แต่อาจจะเป็นในรูปแบบการเช่ารถใหม่หรือซื้อรถใหม่ โดยกระทรวงจะเสนอรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนเงินดาวน์ สำหรับการซื้อรถใหม่การอุดหนุนดอกเบี้ยในลักษณะคนละครึ่งหรือมาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีรถประจำปีให้เหลือ 0% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถแท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง, รถสองแถว, รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล(ไม่เกิน 7 คน), รถตุ๊กๆและรถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า
อย่างไรก็ดีจากการประเมินเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมคาดว่าต้องใช้งบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการคลังประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานตามกฎหมายเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรถอยู่แล้ว โดยตัวเลขรถที่เข้าข่ายมีจำนวนเกือบ 1 แสนคันทั่วประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น รถสองแถวที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 17,000 คัน
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะเปิดกว้างให้เข้าร่วมตามความสมัครใจ สำหรับผู้ประกอบการที่รถยังไม่หมดอายุแต่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถ EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงก็สามารถยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนได้เช่นกัน ส่วนมาตรการขยายอายุการใช้งานรถตู้โดยสารสาธารณะนั้นปัจจุบันกระทรวงไม่ได้มีการขยายเวลามาตรการดังกล่าวแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ยอดขาย "EV "ทั่วโลกพุ่งต่อเนื่องหลังสงคราม
- เปิดลิสต์ปัญหารถ EV ในไทย! สคบ. เผยยอดร้องเรียนพุ่ง 1,300 ราย พบ "รถชำรุด-ศูนย์ปิด" ครองแชมป์
- รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา "ซื้อรถอีวี" ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง! สั่งด่วน สคบ. จัดทำฉลากรถยนต์ไฟฟ้า ให้ประชาชนตรวจสอบได้
- EV มือสอง ตลาดโลกมาแรงยุควิกฤตน้ำมัน
- รถยนต์ไฟฟ้ายอดขายในยุโรปพุ่ง รับมือวิกฤตพลังงาน หวังลดภาระค่าใช้จ่าย