น้ำหนักเลข 4 เลข 5 ไม่ได้เข้าข่ายอ้วนเกินเกณฑ์แต่ก็ยัง ‘ปักปากกา’ หรือคนกำลังกลับมา ‘คลั่งผอม’ จนน่ากังวล? จากปากกาลดน้ำหนัก ทางเลือกที่แพทย์ใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วน BMI เกิน สู่การเป็นเทรนด์ที่แม้แต่คนไม่อ้วนก็ยังหามาปัก
ความจริงแล้วการ ‘ปักปากกา’ เป็นทางเลือกลดน้ำหนักที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้คนเป็นโรคอ้วน BMI เกิน กระทั่งมีปัญหาสุขภาพจึงต้องใช้ตัวช่วยเพื่อให้ค่าต่างๆ ลดลง เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนตอนนี้จะไม่ใช่คนที่มีปัญหาสุขภาพจริงๆ ที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเคร่งครัดที่เลือกจะปักอย่างเดียวแล้ว เพราะมันกลายเป็นเทรนด์ที่มีอยู่เต็มโลกโซเชียลฯ และบางคนก็ทำคอนเทนต์หรือรีวิวสิ่งนี้อย่างกับว่าทุกคนทำได้เป็น ‘ปกติ’ หรือง่ายๆ แม้ว่าเจ้าตัวจะ ‘ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ’ อะไรเลย บางคนน้ำหนักเลข 4 ปลายๆ เลข 5 ต้นๆ หรือเป็นคนที่รูปร่างสมส่วนอยู่แล้ว บ้างก็แทบจะพูดได้ว่าผอมอยู่แล้วด้วยซ้ำ กลับเลือกที่จะปักปากกาให้ตัวเองผอมลงไปอีก ลงลิฟต์แล้วลงลิฟต์อีก คล้ายกับว่าโลกกำลังหมุนกลับไปสู่ยุคที่ ‘Beauty Standard’ เข้มข้น และบางคนก็ต้องการ ‘ผอม’ ไม่ใช่เพราะอยากสุขภาพดี แต่เพราะความผอมคือสูตรสำเร็จของความสวย
การอยากมีหุ่นแบบใดนั้นเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับความชอบ แต่อิทธิพลของความ ‘ผอม’ และการบูลลี่คนที่มีรูปร่างอวบอ้วนกลับยังมีอยู่อย่างแพร่หลาย ทำให้หลายคนหมกมุ่นกับ ‘ตัวเลข’ บนตราชั่ง และโฟกัสที่รูปร่างผอมบางเพื่อให้ได้รับการยอมรับบางอย่าง จนหลายคนเลือกที่จะ ‘ปักปากกา’ เพื่อให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องใช้ระยะเวลานาน ราวกับว่ากระแสไม่กี่ปีก่อนที่คนในสังคมช่วยกัน empower ให้คนหันมาโอบรับความงามที่หลากหลายของคนทุกหุ่นที่เคยถูกพูดถึงอย่างมาก จะแผ่วเบาลงไปอย่างน่าเสียดาย
และนับว่าย้อนแย้งไม่น้อย ที่แม้ตอนนี้การออกกำลังกายจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์หนึ่งหรือจะเรียกว่าเทรนด์ก็ไม่ผิด เพราะหลายคนก็นิยมออกไปวิ่ง เล่นพิลาทิส เข้าฟิตเนส เต้นแอโรบิก ลงแข่ง HYROX หรือมีอุปกรณ์อัจริยะมากมายใส่ติดตัวเพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทว่าอีกด้านหนึ่งเรากลับเห็นหลายคนที่ไม่ได้โฟกัสไปที่ ‘สุขภาพ’ แต่โฟกัสไปที่ค่านิยมความงาม และ Body Image จนเครียด หรือบางคนที่น้ำหนักน้อยแต่ก็ยังต้องการผอมลงอีกก็อาจเข้าข่าย ‘คลั่งผอม’ และยอมแลกกับปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาจากปักปากกา
จากข้อมูลโดย พญ. ณัฐกานต์ มยุระสาคร ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก ที่อธิบายไว้บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลพระราม 9 ระบุว่า ปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาลดน้ำหนักชนิดหนึ่งในกลุ่มฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-like peptide-1) และกลุ่มฮอร์โมน GIP (Glucose-dependent Insulinotropic Polypeptide) ซึ่งปากกาลดน้ำหนักจะไปออกฤทธิ์ควบคุมสมองให้ลดความอยากอาหาร ไม่รู้สึกหิว ทำให้ผู้ใช้สามารถช่วยควบคุมการรับประทานอาหารได้ดีขึ้น นำไปสู่น้ำหนักตัวที่ลดลง นอกจากนี้ยายังลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารช้าลง อิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้น ช่วยปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งปัจจุบันปากกาลดน้ำหนัก ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย และ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ในการลดน้ำหนัก และยังเป็นยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ตามหลักแล้วปากกาลดน้ำหนักนั้นเหมาะกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และมีดัชนีมวลกายมากกว่า 27 ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งไทรอยด์ ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma ไม่เหมาะกับสตรีวางแผนตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือผู้ที่มีประวัติโรคตับอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่มยา ผู้ป่วยโรคไต ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่มยา และหากจะเข้ารับการผ่าตัดใดๆ ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัด 1 สัปดาห์
ทั้งนี้ พญ. ณัฐกานต์ กล่าวว่าหากหยุดปักปากกา น้ำหนักก็อาจจะขึ้นมาได้ จึงต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และสำหรับผลข้างเคียง ก็อาจมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีอาการท้องเสีย หรือท้องผูก สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาปรับลดยาชนิดอื่น และควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจภาวะเบาหวานขึ้นตาก่อนเริ่มยา เนื่องจากมีความเสี่ยงก่อให้เกิดเบาหวานขึ้นตามากขึ้น ทั้งยังมีรายงานจากการศึกษาว่าพบนิ่วในถุงน้ำดีมากขึ้น ภาวะถุงน้ำดีอักเสบ ภาวะตับอ่อนอักเสบ หากมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนมากผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
นอกจากนี้ พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคต่อมไร้ท่อและระบบเผาผลาญ ได้อธิบายไว้บนเว็บไซต์โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ว่า หากใช้โดยไม่มีการติดตามจากแพทย์ อาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และแม้ยาฉีดลดน้ำหนักจะมีประโยชน์ต่อการควบคุมน้ำหนัก แต่ก็ “ไม่ควรถูกใช้โดยพลการ” การใช้ยาควรได้รับการประเมิน การดูแล และคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และย้ำว่าปากกาลดน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือมีโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน และพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีพื้นฐานแล้วยังไม่เห็นผล
สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ ‘แก้ไขปัญหาทางสุขภาพ’ ตอนนี้กำลังถูกใช้เพื่อเป็นตัวช่วยในเรื่องของ ‘ความงามในอุดมคติ’ มากขึ้น เมื่อเราเห็นคนที่หุ่นสมส่วนอยู่แล้วหันมาใช้มันอย่างแพร่หลาย และน่ากังวลไปอีก เมื่อมีการหาซื้อกันได้ง่ายๆ โดยที่บางคนไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เสียด้วยซ้ำ ซึ่งเสี่ยงอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพหากใช้ผิดวิธี และไม่ผ่านการแนะนำอย่างถูกต้อง ทั้งยังมีโอกาสเจอของปลอม ไม่มีคุณภาพ และทำให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ ตามมา กระทั่งในบางคลินิกก็ถูกตั้งคำถามบนโลกอินเทอร์เน็ตถึงเกณฑ์การอนุญาตให้ปักในคนที่น้ำหนักไม่ได้เกิน ไม่มีปัญหาสุขภาพ น้ำหนักน้อยอยู่แล้ว ทำให้หลายคนมองว่า นี่อาจเป็นการตลาดของคลินิกที่น่าเป็นห่วง หากเชื้อเชิญให้ผู้คนหันมาปักปากกากันโดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน
ปัจจุบันการปักปากกาก็เป็นที่รู้จักในชื่อที่แตกต่างกันในแต่ละแบรนด์ที่ได้รับการรับรอง เช่น Ozempic, Wegovy, Saxenda, Mounjaro, Zepbound ซึ่งแต่ละแบบอาจมีข้อบ่งใช้และความเข้ากันกับร่างกายที่แพทย์จะต้องพิจารณาร่วมด้วย
ดร. Nicholas Cozzi ในฐานะคุณหมอ เขาได้เขียนถึงความกังวลเกี่ยวกับการที่หลายคนเลือกจะปักปากกาเพราะไล่ตามค่านิยมความงามที่สุดโต่งไว้บนเว็บไซต์ของ TIME ไว้ว่า “บางคนกำลังแลกเปลี่ยนความเสี่ยงทางการแพทย์เพื่อให้ได้รางวัลตามวัฒนธรรมความผอม และวิ่งตามหุ่นในอุดมคติโดยไม่เข้าใจว่ามันมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกแอบแฝง” ซึ่งคุณหมอหมายถึงผลข้างเคียงระยะยาวทั้งทางร่างกายและจิตใจ และ “เดิมทียาเหล่านี้ได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานในการจัดการระดับน้ำตาลในเลือด แต่ตอนนี้กระแสที่คนแห่กันเพื่อไปให้ถึงความผอมบาง มันกำลังปรับเปลี่ยนว่าใครสามารถจะเข้าถึงยาได้บ้าง”
ขณะที่ในมุมจิตวิทยาเกี่ยวกับความรู้สึกอยากผอมจนต้องพึ่งการปักปากกานั้น ดร. Sarah Cox นักจิตวิทยา กล่าวว่าการปักปากกาอาจดึงดูดผู้ที่เป็นโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ (Eating Disorder) หรือผู้ที่มีความเสี่ยงจะเป็น กระทั่งคนที่มีประวัติหรือพฤติกรรมการกินผิดปกติ เธอแชร์ว่า หากผู้คนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ได้รับการปักปากกา “มันสามารถตอกย้ำถึงความรู้สึกมีคุณค่าของพวกเขา ซึ่งเชื่อมโยงกับขนาดของหุ่นและน้ำหนัก”
ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว แปลว่าเป้าหมายการลดน้ำหนักนี้อาจไม่เฮลตี้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากความอยากจะสุขภาพดี แต่เรากำลังไล่ตามความรู้สึกมีคุณค่าบางอย่างของความรู้สึกว่า “ต้องผอมให้ได้” อยู่อย่างน่าเศร้า และหากวันใดเราทำไม่ได้ หรือหุ่นผอมไม่ได้อยู่อย่างยั่งยืน นั่นก็อาจส่งผลต่อความรักในตัวเอง และความเคารพในตัวเองก็อาจลดถอยลงก็เป็นได้
“การเด้งกลับของน้ำหนักนั้นสามารถกระตุ้นความรู้สึกผิด ความอับอาย และความไม่พอใจทางร่างกายได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถผลักดันให้ผู้คนเกิดความผิดปกติด้านพฤติกรรมซึ่งพยายามจะลดน้ำหนักอีกครั้ง” ดร. Sarah Cox กล่าว
และวงจรนี้ก็จะไม่มีที่สิ้นสุด หากเราเอาตัวเองไปผูกกับค่านิยมของสังคมจนลืมที่จะรักในตัวเอง หรือโฟกัสที่ ‘สุขภาพที่ดี’ จริงๆ ของเรา
เราอยากบอกทุกคนว่า หุ่นทุกแบบ ร่างกายทุกแบบ นั้นมีความสวยงามเฉพาะตัวด้วยกันทั้งนั้น และเราควรเคารพหุ่นของกันและกันเสมอ อยากผอมได้ อยากอวบได้ อยากเป็นแบบไหนก็ได้ แต่ไม่ควรจะไปกล่าวว่าคนอื่นว่าสวยแบบไหนคือผิด และต้องถามตัวเองว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการทำเพื่อใคร เพื่อให้คนชอบ หรือเพื่อตัวเอง และที่สำคัญสิ่งที่ไม่ควรลืมนึกถึงเลยคือ ‘ความปลอดภัยในชีวิต’ และสุขภาพที่ดี ที่มีแต่เราเท่านั้นที่ดูแลมันเองได้ อย่าให้ใครมาตัดสินได้ว่า แบบไหนคือสวยที่สุด แบบไหนคือถูกต้องที่สุด เพราะความสวยไม่มีผิด ไม่มีถูก และไม่ได้มีสำเร็จรูปตายตัว เราไม่ต้องเป็นไปตามกรอบ หรือตามที่ใครๆ บอก เราก็สวยได้ โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่างๆ ในชีวิต
อ้างอิง:
https://praram9.com/th/articles/weight-loss-injection-pens
https://www.verywellhealth.com/weight-loss-injections-in-stomach-8726093
https://time.com/7311517/cost-weight-loss-drugs-skinny/
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Taiwan Travelogue การเดินทางหาของอร่อยที่พัฒนาเป็นเรื่องราวความรักแซฟฟิกและสะท้อนยุคหลังอาณานิคมญี่ปุ่นของไต้หวัน
- The Preservation of Fire ‘บู้เซอ อาจอ’ ศิลปินหญิงชาวอาข่า กับบทบันทึกการมีอยู่ของวัฒนธรรมพื้นเมืองบน ‘ผืนผ้า’ และ ‘บ้าน’ สองสิ่งที่กำลังมอดไหม้สูญหายไปในโลกสมัยใหม่
- จาก The Handmaid’s Tale ถึง The Testaments ภาคต่อของซีรีส์ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปีย ผู้หญิงเป็นเครื่องผลิตลูก ผู้ชายกุมอำนาจ ในรัฐโหดร้ายที่ดูเหมือนจะไม่ไกลเกินความจริง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com