สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ผ่านมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ลงมติ 215 ต่อ 208 เสียง เห็นชอบร่างมติบังคับให้ทรัมป์ ถอนกำลังทหารจากความขัดแย้งกับอิหร่าน หากไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 08.54 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีมติเมื่อวันพุธ (4 มิ.ย.) เห็นชอบร่างมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เสียง โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนโหวตสวนมติพรรคเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครต
มติดังกล่าวกำหนดให้ทรัมป์ต้องถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เว้นแต่สภาคองเกรสจะประกาศสงครามหรืออนุมัติการใช้กำลังทางทหารอย่างเป็นทางการ
แม้มติดังกล่าวยังมีผลในเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก เนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ และยังมีข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมติประเภทนี้ แต่ผลการลงคะแนนถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความไม่สบายใจของสมาชิกรีพับลิกันบางส่วนต่อการดำเนินสงครามของทรัมป์ ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนและกำลังเข้าสู่เดือนที่ 4
ก่อนหน้านี้ ร่างมติลักษณะเดียวกัน 3 ฉบับไม่สามารถผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ แม้ช่องว่างคะแนนจะลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาต้องเลื่อนการลงมติออกไปอย่างกะทันหัน หลังประเมินว่าร่างมติดังกล่าวอาจได้รับการอนุมัติ
สมาชิกรีพับลิกัน 4 คนที่โหวตสนับสนุนมติดังกล่าว ได้แก่ ทอม บาร์เร็ตต์ จากรัฐมิชิแกน, วอร์เรน เดวิดสัน จากรัฐโอไฮโอ, ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก จากรัฐเพนซิลเวเนีย และโทมัส แมสซี จากรัฐเคนทักกี ขณะที่ไม่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตคนใดลงคะแนนคัดค้าน
การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เริ่มเผชิญแรงต้านจากสมาชิกพรรคของตนเองมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้นโยบายส่วนใหญ่ของเขาได้รับการสนับสนุนจากพรรคอย่างเหนียวแน่น
ในวันเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรยังได้ผ่านญัตติขั้นตอนหนึ่งที่เปิดทางให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายสนับสนุนยูเครน ซึ่งจะจัดสรรความช่วยเหลือด้านความมั่นคงให้แก่ยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย โดยมีสมาชิกรีพับลิกัน 6 คน และสมาชิกอิสระอีก 1 คนร่วมสนับสนุน
นอกจากนี้ สมาชิกรีพับลิกันบางส่วนยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนของทรัมป์ในการจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อชดเชยแก่พันธมิตรทางการเมืองที่อ้างว่าถูกหน่วยงานรัฐเลือกปฏิบัติ รวมถึงวิจารณ์การแต่งตั้งบิล พัลเต ผู้กำกับดูแลตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ
พรรคเดโมแครตเรียกร้องให้ทรัมป์ขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนใช้กำลังทางทหารกับอิหร่าน โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดให้อำนาจประกาศสงครามเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ประธานาธิบดี
ฝ่ายเดโมแครตเตือนว่าทรัมป์อาจนำประเทศเข้าสู่สงครามยืดเยื้อโดยไม่มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน พร้อมชี้ว่าความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากปฏิบัติการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน น้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เกรกอรี มีกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตและผู้เสนอร่างมติดังกล่าว ระบุว่า ผลการลงคะแนนครั้งนี้ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่สะท้อนว่าสมาชิกรีพับลิกันจำนวนมากขึ้นเริ่มรับฟังเสียงประชาชนที่ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับสงครามที่ไม่มีจุดสิ้นสุดในตะวันออกกลาง
ประเด็นค่าครองชีพและเงินเฟ้อกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการหาเสียงของพรรคเดโมแครตก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี จากต้นทุนสินค้าและบริการที่พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังคงยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านมีความจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าต้องป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันที่คัดค้านมติดังกล่าวมองว่า เป็นเพียงความพยายามทางการเมืองของพรรคเดโมแครตที่ต้องการลดทอนอำนาจของสหรัฐฯ และโจมตีทรัมป์มากกว่าจะเป็นประเด็นด้านความมั่นคงจริง
อ้างอิง : www.reuters.com