นายกฯ ตั้งบอร์ดสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ขีดเส้นสรุปผลใน 30 วัน รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
วันนี้ (6 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ตามเนื้อหาคำสั่งระบุว่า การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวสืบเนื่องจากปรากฏข่าวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นได้ โดยมีการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการแก้ไขสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบ เพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้สอบแข่งขันได้ อันเป็นกรณีที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีข้าราชการ ผู้รับจ้างในการจัดสอบ รวมถึงบุคคลอื่นร่วมกันกระทำทุจริตแก้ไขคะแนนเป็นขบวนการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้เข้าสอบแข่งขัน และความเชื่อมั่นในระบบราชการ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
คำสั่งดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 12 ตำแหน่ง ดังนี้
- รองนายกรัฐมนตรี (ปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรรมการ
- ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
- เลขาธิการ ก.พ.ร. กรรมการ
- เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ
- เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรรมการ
- เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรรมการ
- เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรรมการ
- ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ
- อัยการสูงสุด กรรมการ
- เลขาธิการ ก.พ. กรรมการและเลขานุการ
- เจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ. ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. มอบหมาย จำนวน 2 คน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ คำสั่งกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ดังนี้
- ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และจัดทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ
- ให้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรีทุก 10 วัน
- ให้เสนอแนะมาตรการและข้อเสนอในการแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือบรรจุในหน่วยงานของรัฐ
- มีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐมาชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ความเห็น หรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึงเชิญบุคคลภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบการพิจารณา
- สามารถแต่งตั้งคณะทำงานย่อยตามความจำเป็น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และให้เบิกจ่ายงบประมาณตามระเบียบของทางราชการจากสำนักงาน ก.พ.