เริ่มเดือนมิ.ย.นี้ ! ค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ลดภาระ 20 ล้านครัวเรือน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง
ไทยช่วยไทยพลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.68 หมื่นล้านบาท
โฆษกรัฐบาลระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสได้รับการตอบรับอย่างคึกคักตั้งแต่เริ่มดำเนินการ โดยในช่วง 7 วันแรก มียอดใช้จ่ายสะสมมากกว่า 16,829.82 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เวลา 17.00 น.) และมีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 300,000 ราย
รัฐบาลคาดว่าตลอดระยะเวลาของโครงการจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ และส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และภาคบริการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มาตรการช่วยค่าครองชีพ เน้นส่งเงินถึงคนตัวเล็ก
น.ส.รัชดา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้ารายเล็ก ตลาดชุมชน และผู้ประกอบการฐานราก เพื่อประคองกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่หลายครัวเรือนยังเผชิญภาระค่าใช้จ่ายสูง
ลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 คือ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมประชาชนมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้โดยตรง
เดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟเชิงโครงสร้าง
รัฐบาลมองว่าค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงรายจ่ายของภาคครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงดำเนินมาตรการควบคู่กันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับภาระการใช้ไฟของประชาชนแต่ละกลุ่มมากขึ้น
ตั้งคณะกรรมการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ
ภารกิจสำคัญคือการทบทวนต้นทุนค่าไฟฟ้าในทุกมิติ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขในสัญญารับซื้อไฟฟ้าบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต เพื่อประเมินว่ายังเหมาะสมกับสถานการณ์ต้นทุนพลังงานในปัจจุบันหรือไม่
รัฐบาลย้ำดูแลเศรษฐกิจควบคู่รักษาวินัยการคลัง
นอกจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการด้านเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่จากภาคเอกชน การอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ
น.ส.รัชดา ยืนยันว่า การดูแลประชาชนต้องดำเนินไปอย่างรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงฐานะการคลังของประเทศควบคู่กัน เป้าหมายสำคัญคือการช่วยประคองประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลดภาระต้นทุนการดำรงชีวิตในช่วงเวลาจำเป็น และเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ไทยช่วยไทย พลัสล่าสุดใช้จ่ายสะสม 1.4 หมื่นล้าน กระแสตอบรับแรง
- โลตัสชู "ไทยช่วยไทยพลัส" สู้ค่าครองชีพดันร้านเล็กลดต้นทุน
- ภาควิชาการ-ธุรกิจ เสนอดึงโมเดิร์นเทรดร่วม "ไทยช่วยไทยพลัส" เพิ่มพลังเม็ดเงินแสนล้าน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจไทย
- ไทยช่วยไทยพลัส ฟีเวอร์! ล่าสุดยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้าน
- รัฐบาลเตือนห้ามนำสิทธิ "ไทยช่วยไทยพลัส" แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ