รีเซ็ตภูเก็ต: “ดร.นพดล” ชงยุทธศาสตร์ 7 ข้อ ปลุกชีพเมืองท่องเที่ยวสู่พื้นที่ความมั่นคงระดับโลก
เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน เขียนบทความเรื่อง รีเซ็ตภูเก็ต: จากเมืองท่องเที่ยวสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติและความเชื่อมั่นของโลก ในศตวรรษที่ 21 เนื้อหาระบุว่า สำหรับผม นักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาภูเก็ตเพราะทะเลสวย แต่จะกลับมาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น
ภูเก็ตไม่ใช่เพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลก เป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้เกษียณอายุ ผู้ประกอบการ และประชาชนจากนานาประเทศ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ต จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคนภูเก็ตหรือคนไทยเท่านั้น แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย
จากการรับฟังและเกาะติดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต ผมเห็นว่า ปัญหาภูเก็ตไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเรื่องอาชญากรรม หรือเฉพาะเรื่องนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็น “ปัญหาเชิงระบบหลายมิติ” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างทุนต่างชาติ นอมินี อสังหาริมทรัพย์ การออกใบอนุญาต กฎหมายผังเมือง กองช่าง ทนายความ บัญชี ผู้มีอิทธิพล แรงงานต่างด้าว การบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชน
สาระสำคัญที่น่ากังวลคือ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ การไม่คืนผลประโยชน์ตามสัญญา การโยกย้ายเงินออกนอกระบบเศรษฐกิจไทย และการอาศัยช่องว่างของหน่วยงานรัฐหรือวิชาชีพเอกชนบางส่วนในการทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องดูเหมือนถูกต้อง
หากปล่อยไว้ ปัญหานี้จะไม่กระทบเฉพาะผู้ซื้อชาวต่างชาติหรือผู้ประกอบการบางราย แต่จะกระทบต่อ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย โดยตรง เพราะภูเก็ตคือหน้าต่างสำคัญของประเทศต่อสายตาโลก เมื่อความเชื่อมั่นในภูเก็ตเสียหาย ความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยว การลงทุน หลักนิติธรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยย่อมถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน
การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างจริงจัง เพราะภูเก็ตไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศในสายตาประชาคมโลก การรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน การติดตามข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และการมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ สะท้อนแนวคิดการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมาย และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรได้รับการกล่าวถึงว่า ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการบริหารกำลังพลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการบริหารราชการของฝ่ายปกครอง การตัดสินใจปรับโครงสร้างการบริหารและส่งสัญญาณให้ทุกระดับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับมาตรฐานการทำงานของตำรวจให้ตอบสนองต่อความท้าทายของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนคดีหรือการจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากระดับความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นที่ประชาชนและนานาชาติมีต่อประเทศไทยในระยะยาว
ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน และในฐานะผู้ทำงานด้านข้อมูล นโยบาย และยุทธศาสตร์ ผมเห็นว่า การแก้ปัญหาภูเก็ตต้องไม่ใช่การจับเป็นรายคดีเท่านั้น แต่ต้องยกระดับเป็น “ปฏิบัติการฟื้นฟูความเชื่อมั่นภูเก็ตแบบบูรณาการเร่งด่วน”
ความจริงแล้ว ปัญหาภูเก็ตในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจังหวัดภูเก็ต แต่เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติ การใช้ตัวแทนอำพรางธุรกิจ การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ อาชญากรรมข้ามชาติ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ หากประเทศไทยสามารถออกแบบระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมได้สำเร็จ ภูเก็ตอาจไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่หลายประเทศสามารถศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต
ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนมี 7 ประการ
1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภูเก็ต เพื่อบูรณาการตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร ที่ดิน ท้องถิ่น และหน่วยงานด้านแรงงาน
2.ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินี โดยใช้ข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน งบการเงิน ใบอนุญาตก่อสร้าง และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
3.ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีข้อร้องเรียน โดยเฉพาะกรณีก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ผิดสัญญา ไม่คืนเงินหรือผลประโยชน์ตามเงื่อนไข และใช้คนไทยเป็นเพียงตัวแทนทางกฎหมาย
4.ตรวจสอบระบบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงในกองช่าง เทศบาล อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ
5.จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการต่างชาติ โดยแยกให้ชัดระหว่างผู้ที่เข้ามาทำงานถูกกฎหมาย ผู้ที่ทำธุรกิจแฝง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือผู้มีอิทธิพล ด้วยภารกิจตำรวจ ต.ม.และกระทรวงแรงงาน
6.ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่ให้เป็นระบบ “Tourist Trust Police” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดูแลความปลอดภัย แต่ต้องเป็นกลไกฟื้นฟูความไว้วางใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนในพื้นที่
7.ใช้ Data Science และ Methodology สร้างดัชนีความเสี่ยงภูเก็ต โดยเชื่อมข้อมูลคดีร้องเรียน นิติบุคคล ใบอนุญาต งบการเงิน แรงงานต่างด้าว อาชญากรรม และเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ผมเคยศึกษา Data Science and Methodology จาก University of Michigan และด้านยุทธศาสตร์ นโยบาย และความมั่นคงจาก Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงเคยเรียนร่วมกับคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) แลกเปลี่ยนทางวิชาการเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงทำให้ผมเห็นชัดว่าปัญหาเช่นภูเก็ตต้องแก้ด้วยข้อมูล ยุทธศาสตร์ และความร่วมมือหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจเฉพาะหน้า
สิ่งที่ภูเก็ตต้องการในวันนี้ไม่ใช่เพียงการปราบปราม แต่คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนภูเก็ต ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนไทย แต่คือความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การทำให้ภูเก็ตน่ากลัวสำหรับคนดี แต่ต้องทำให้ภูเก็ตไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุจริต คนหลอกลวง นอมินีผิดกฎหมาย กลุ่มทุนเทาทุกกลุ่มทุกชาติ เครือข่ายผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองเทา ๆ
หากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตระบบการกำกับดูแล ฟื้นฟูหลักนิติธรรม ยกระดับความโปร่งใส และสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้สำเร็จ
ภูเก็ตจะไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่จะกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ความเชื่อมั่นของโลก”และจะกลายเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวไว้วางใจ นักลงทุนเชื่อมั่น ประชาชนภาคภูมิใจ และรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเท่าเทียม เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกมีต่อประเทศนั้น
และหากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตภูเก็ตได้สำเร็จ โลกจะไม่ได้จดจำภูเก็ตเพียงเพราะทะเลสวย แต่จะจดจำภูเก็ตในฐานะต้นแบบของเมืองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความไว้วางใจ และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของชาติได้อย่างแท้จริง