โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สวิตเซอร์แลนด์ เปิดคูหาลงประชามติ “จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน” เอกชนหวั่นทุบเศรษฐกิจ-ขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มิ.ย. เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. เวลา 03.35 น.

พรรคขวาจัดดันมาตรการคุมเข้มสกัดผู้อพยพ อ้างลดแรงกดดันด้านสาธารณูปโภคและวิกฤตราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูง หอการค้าและสหภาพแรงงานประสานเสียงคัดค้าน ชี้เสี่ยงตัดขาดความสัมพันธ์การค้ากับสหภาพยุโรปและโดดเดี่ยวตัวเองภาคบริการและสาธารณสุขระส่ำ หากกฎหมายผ่านอาจสูญเสียแรงงานต่างชาติที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

14 มิถุนายน 2026 - สำนักข่าว BBC รายงานว่า ชาวสวิตเซอร์แลนด์เดินทางออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงครั้งประวัติศาสตร์ในวันอาทิตย์นี้ เพื่อตัดสินข้อเสนอในการกำหนดเพดานประชากรของประเทศไว้ที่ไม่เกิน 10 ล้านคน ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ไม่เคยมีประเทศใดในโลกเคยทดลองใช้มาก่อน ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มแนวคิดชาตินิยมและภาคธุรกิจเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายคนเข้าเมือง และการพึ่งพาแรงงานต่างชาติของประเทศในแถบเทือกเขาแอลป์แห่งนี้

มาตรการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างแข็งกร้าวจากพรรคประชาชนสวิส (SVP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองปีกขวา โดยระบุว่า เป็น "โครงการเพื่อความยั่งยืน" เพื่อแก้ไขปัญหาประชากรที่เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 7.3 ล้านคนในปี 2002 ขึ้นมาอยู่ที่ 9.1 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นประชากรที่เกิดในต่างประเทศสูงถึง 27%

นิลส์ ฟีชเตอร์ สมาชิกสภาท้องถิ่นจากพรรค SVP ซึ่งมีมารดาเป็นชาวแคนาดาและถือสองสัญชาติ ได้สะท้อนมุมมองของฝั่งสนับสนุนการจำกัดประชากรว่า

"พวกเราสูญเสียการควบคุมไปแล้ว การปล่อยให้มีผู้อพยพเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ กำลังทำให้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ใช่สวิตเซอร์แลนด์อีกต่อไป ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย การจราจรที่ติดขัด โรงเรียนที่แบกรับภาระเกินตัว และบริการสังคมที่ตึงตัว ล้วนเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการย้ายถิ่นฐาน"

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ผู้นำภาคธุรกิจ และสหภาพแรงงาน ได้ร่วมกันประณามข้อเสนอนี้ว่าเป็น "โครงการสร้างความโกลาหล" โดย เฮลิน เกนิส สมาชิกสภาเมืองเบิร์นจากพรรคโซเชียลเดโมแครต ซึ่งครอบครัวมีเชื้อสายตุรกี ได้ออกมาโต้แย้งและมองว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการหาแพะรับบาปทางเมือง

"ไม่ใช่ผู้อพยพที่เป็นคนกำหนดค่าเช่าบ้าน ไม่ใช่ผู้อพยพที่ทำให้เบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น และไม่ใช่ผู้อพยพที่เป็นคนตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลงทุนทางสังคม การมองปัญหาทุกอย่างผ่านเลนส์ของการย้ายถิ่นฐานไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา แต่จะนำไปสู่ความแตกแยก"

ภาคเอกชนหวั่นกระทบข้อตกลงการค้า EU และวิกฤตขาดแคลนแรงงาน

ภายใต้ข้อเสนอทางกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้ประชากรของสวิตเซอร์แลนด์ต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2050 โดยรัฐบาลจะต้องเริ่มใช้มาตรการตั้งรับทันทีที่ประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน ซึ่งรวมถึงการจำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัย และการยกเลิกสิทธิ์ในการรวมตัวของครอบครัวสำหรับแรงงานต่างชาติ และหากประชากรยังคงเพิ่มขึ้นจนชนเพดาน 10 ล้านคน สวิตเซอร์แลนด์จะต้องยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายประชากร ซึ่งรวมถึงข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับสหภาพยุโรป (EU)

รูดอล์ฟ มินช์ ประธานนักเศรษฐศาสตร์ของ Economiesuisse ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจและหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการค้าของประเทศ หากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

"สวิตเซอร์แลนด์อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป เนื่องจาก EU ยังคงเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเรา และมันเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเราที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงและชัดเจนกับคู่ค้ารายหลัก"

คำเตือนดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของทางกรุงบรัสเซลส์ (ศูนย์กลางอำนาจของ EU) ที่เคยส่งสัญญาณเตือนประเทศนอกกลุ่มสมาชิกอย่างสวิตเซอร์แลนด์มาโดยตลอดว่า ไม่สามารถเลือกปฏิบัติเพื่อรับเอาเฉพาะผลประโยชน์จากตลาดร่วมยุโรป (Single Market) โดยปฏิเสธข้อผูกพันเรื่องการเปิดรับแรงงานเสรีได้

นอกจากนี้ กลุ่มนายจ้างในประเทศยังแสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับภาวะขาดทุนทางเศรษฐกิจจากการขาดแคลนแรงงาน โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการของสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาแรงงานต่างชาติสูงถึง 50% เช่นเดียวกับระบบโรงพยาบาลและบ้านพักคนชราที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลักในการดูแลประชากรสูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันชาวสวิสที่มีอายุเกิน 65 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และประเทศกำลังประสบปัญหาไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เอง

จอน พูลต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคโซเชียลเดโมแครต ระบุว่า ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาต่อการจำกัดประชากรคือการที่ประเทศจะต้องอยู่อย่าง "โดดเดี่ยวในโลกที่ไร้เสถียรภาพและเต็มไปด้วยอันตราย"

ในปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาพลังงานและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากสงครามในยูเครนและความขัดแย้งในอิหร่าน รวมไปถึงการถูกสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรเชิงลงโทษต่อสินค้าส่งออกของสวิสในอัตราที่สูงถึง 39% ซึ่งในขณะนี้ข้อตกลงขอลดหย่อนภาษีลงมาอยู่ที่ 15% ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

ในชั่วโมงนี้ บนท้องถนนของสวิตเซอร์แลนด์เต็มไปด้วยโปสเตอร์รณรงค์ให้ประชาชนโหวต "ไม่รับ" ข้อเสนอดังกล่าว โดยปรากฏภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมกับเงาของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน อยู่ด้านหลัง พร้อมพาดหัวคำถามขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ออกเสียงว่า "เราจะตัดขาดกับยุโรป ในเวลาแบบนี้จริง ๆ หรือ?"

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ชี้ว่าคะแนนเสียงของทั้งสองฝั่งยังคงก้ำกึ่งกันอย่างมาก โดยฝั่งคัดค้านนำอยู่เพียงเล็กน้อยที่ 52% ขณะที่ฝั่งสนับสนุนอยู่ที่ 45% และยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งผลลัพธ์ของการลงประชามติในวันอาทิตย์นี้ จะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ครั้งสำคัญที่สุดในทศวรรษ

อ้างอิง : www.bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...