โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พระพุทธเจ้าที่คุณไม่รู้จัก เปิดคัมภีร์เล่าตำนาน'พระวิปัสสี'ความอัศจรรย์และพลังแห่งการภาวนาพระนาม

The Better

อัพเดต 11 พ.ค. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 11.41 น. • THE BETTER

อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ด้านพุทธศาสนาในยุคกึ่งพุทธกาลเคยกล่าวไว้ว่า 'คลังพระไตรปิฎก' ของพุทธศาสนานั้นกว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะคลังคัมภีร์ฝ่ายมหายานนั้นมโหฬารมาก เพราะรวมเอาฝ่ายหินยานเอาไว้ด้วย ส่วนคลังปิฏกของหินยานนั้นไม่ได้รวมเอามหายานเอาไว้

ที่เรียกว่า 'มหายาน' และ'หินยาน' นั้นไม่ใช่นิกาย แต่หมายถึง'ปณิธาน' ในการบรรลุมรรค คือผู้ที่หวังจะบรรลุด้วยยานใหญ่หมายจะช่วยสรรพสัตว์มากมายไปด้วยกัน ส่วนผู้ที่ตั้งใจจะบรรลุธรรมด้วยตนเองก่อนแล้วค่อยช่วยเหลือสรรพสัตว์ในภายหลัง

คำเหล่านี้ไม่ใช่คำแบ่งชั้นวรรณะหรือเอามาเหยียดหยามกันและกัน แต่เป็นการแบ่งประเภทของผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ที่คิดในแง่ร้ายต่อคำเหล่านี้ควรจะเปลี่ยนทัศนะเสีย

เนื่องจากเรารู้เรื่องของคลังปิฎกของมหายานน้อยมาก จึงมักจะเข้าใจอะไรผิดๆ เกี่ยวกับมหายาน และเนื่องจากวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ผมจะขอแนะเรื่องของพุทธเจ้าในอดีตที่มีพระนามว่า 'พระวิปัสสี' โดยเน้นเฉพาะหลักฐานจากฝ่ายมหายาน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจประวัติของพระพุทธเจ้า

สำหรับชาวพุทธในประเทศไทยที่มีปณิธานเป็นหินยานและสังกัดฝ่ายเถรวาทแล้ว ประวัติของพระวิปัสสีปรากฏอยู่ใน 'พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 2 -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก วิปัสสีพุทธวงศ์ที่ 19 ว่าด้วยพระประวัติพระวิปัสสีพุทธเจ้า'โดยคร่าวๆ คือพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 19 ในพุทธวงศ์ของพระโคตมพุทธเจ้า ตรัสรู้เมื่อ 91 มหากัปที่แล้ว

เนื้อหาเรื่องพระวิปัสสีปรากฏอยู่ในหินยานปิฎก คือพระไตรภปิฎกภาษาไทยนั้นมีพอสมควร แต่เนื้อกว่าเนื้อหาที่ปรากฏในมหายานปิฎก หรือพระไตรปิฎกพากย์จีน กล่าวถึงพระวิปัสสีพุทธเจ้าในพระสูตรฝ่ายมหายาน ปรากฏในพระสูตรชื่อ 'พุทธบรรหารว่าด้วยสมาธิดั่งมหาสมุทรแห่งการวิปัสสนาการถึงพระพุทธเจ้า ผูกที่ 10 ว่าด้วยพระพุทธเจ้า 7 พระองค์'《佛說觀佛三昧海經卷十‧念七佛品》 มีความดังนี้ว่า

“นานมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสีพุทธเจ้า สูงได้ 60 โยชน์ พระรัศมีของพระองค์กว้างไกลถึง 120 โยชน์ พระวรกายมีลักษณะสีทองเหลือบม่วง 84,000 ลักษณาการ แต่ละลักษณาการมีความประเสริฐ 84,000 ประการ แต่ละความประเสริฐมีแสงสีทอง 84,000 รัศมี แต่ละรัศมีแสงทองมีนิรมาณกายของพระพุทธเจ้าจำนวนเท่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา แต่ละนิรมาณกายพระพุทธเจ้ามีแสงโอภาสเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา แต่ละแสงโอภาสมีเทพยดา พระสาวก ภิกษุ โพธิสัตว์จำนวนประมาณมิได้ มีมหาชนสำคัญว่าคอยเป็นอุปัฏฐาก แต่ละคนต่างก็ถือมหารัตนะบุปผา แต่ละบนดอกบุปผามีจินดามณีนับแสนโกฏิร้อยเป็นข่ายอันตระการตา ข่ายจินดามณีอันตระการตาสูงนับแสนศอกโดยสำคัญว่าเป็นแสงสว่างของพระพุทธเจ้า ในเวลานั้นพระพุทธองค์ยิ่งทรงฉายพระรัศมีทวีขึ้น ดั่งโอภาสนับแสนแห่งดวงสุริยาไปต้องขุนเขาสีทองเหลือบม่วง ประกายรัศมีอันงามค่อยนิรมาณกายเป็นพระพุทธะประมาณมิได้ นิรมาณกายแต่ละองค์ของพระพุทธะดั่งสุริยันจันทราสิบโกฏิดวงล้วนปรากฏถ้วนทั่ว"

คำพรรณนานี้แม้จะสั้นกระชับแต่กินสาระของหลักมหายานเอาไว้อย่างเข้มข้น ฝ่ายหินยานและเถรวาทอาจไม่คุ้นกับการบรรยายลักษณะของพระพุทธเจ้าแบบนี้ นั่นคือ ทรงฉายพระรัศมีสะท้อนสรรพสิ่งมากมายดุจจำนวนเท่าเม็ดทรายแม่น้ำคงคา (อุมาว่ามากมายจนนับไม่ถ้วน) การที่ทรงฉายพระรัศมีดังนี้ก็เพื่อประกาศว่าสรรพสิ่งล้วนแต่มีความเป็นพุทธะ และความเป็นพุทธของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์เกี่ยวโยงกัน เหมือนดั่งพระรัศมีที่สะท้อนกันไปมาเป็นลำแสงเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างกัน

เนื้อหาสาระเรื่องพระวิปัสสีที่มากขึ้นปรากฏในพระสูตรชื่อ 'สัปตพุทธสูตร'《七佛經》มีเนื้อหาที่กระชับ โดยคร่าวๆ ระบุไว้ว่าพระบิดาของพระวิปัสสีคือพระเจ้าพันธุมะ ผู้ปกครองนครพันธุมดี และพระมารดาของพระองค์มีพระนามว่าพันธุมดี ในการประชุมธรรมครั้งแรกหลังการตรัสรู้ของพระองค์นั้น ปรากฏมีพระภิกษุ 62,000 รูปบรรลุอรหันต์ ในการประชุมครั้งที่สอง มีพระภิกษุ 100,000 รูป และในการประชุมครั้งที่สาม มีพระภิกษุ 80,000 รูป พระสาวกผู้เปี่ยมด้วยปัญญาชื่อขันธติสส (สององค์) ส่วนอุปัฏฐากชื่ออโศก เนื้อหานี้มีส่วนตรงกับในหินยานปิฎกในภาษาไทย

แต่เนื้อหาประวัติของพระวิปัสสีที่ยาวมากปรากฏในพระสูตรชื่อ 'วิปัสสยินสูตร' 《毘婆屍佛經》 เนื้อหานั้นยาวเทียบได้กับประวัติของพระศากยมุนีหรือพระโคดม อันเป็นพระพุทธเจ้าในยุคสมัยของเรา เนื่องจากพระสูตรยาวมากไม่สามารถจะนำเนื้อหามาลงได้ทั้งหมด ดังนั้นผมจะขอทิ้งชื่อพระสูตรในภาษาจีนเอาไว้เป็นหลักเพื่อให้ผู้สนใจได้ไปต่อยอดด้วยตัวเอง

แต่จะขอเผยแพร่เนื้อหาตอนนั้นของพระประวัติในวิปัสสยินสูตรที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงบางส่วน ดังนี้

"ธรรมอันวิเศษที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแสดงไว้ในอดีต ถ้าบุคคลให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรมอย่างขยันขันแข็ง ก็จะสามารถกำจัดกิเลส กาม และความประมาทต่างๆ ได้ และไปเกิดในสวรรค์ชั้นพรหม” เมื่อได้ฟังดังนี้แล้ว บุคคลแปดหมื่นคนก็มีจิตบริสุทธิ์ เหมือนกับจิตตรัสรู้อันบริสุทธิ์ของพระวิปัสสี ซึ่งทำให้เกิดจิตที่รู้ชอบ จิตที่ปราศจากความสงสัย จิตที่อ่อนโยน จิตที่กรุณา จิตที่กว้างขวาง จิตที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง จิตที่ไร้ขอบเขต และจิตที่บริสุทธิ์ พระองค์ยังทรงแสดงอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ และมรรค พร้อมทั้งทรงสั่งสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติอริยสัจสี่ต่างๆ แปดหมื่นคนเหล่านั้นเข้าใจอริยสัจสี่ เห็นธรรม รู้จักธรรม ได้ธรรมแห่งความแน่วแน่ ธรรมแห่งความพึ่งพิง ธรรมแห่งความไม่เปลี่ยนแปลง ธรรมแห่งความยึดมั่น ธรรมแห่งความไม่หวั่นไหว ธรรมแห่งความไม่ละทิ้ง ธรรมแห่งความไม่ว่างเปล่า เหมือนกับผมขาวที่ปราศจากฝุ่นผง จิตใจของพวกเขาก็เป็นเช่นนี้"

นี่คือพลังอัศจรรย์แห่งการแสดงธรรมของพระวิปัสสีพุทธเจ้า

เรื่องประวัติของพระวิปัสสีพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดเอาไว้เป็น 'พุทธานุสสติ' คือการภาวนาแบบหนึ่งซึ่งระลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้า แต่การภาวนาแบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การระลึกถึงเท่านั้น ในฝ่ายมหายานยังอบรมผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายด้วยว่าพระนามของพระพุทธเจ้านั้นมี 'พุทธคุณ' แม้เพียงเอ่ยพระนามหรือได้ยินพระนามของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็จะได้คุณเอนกอนันต์

อันว่าอานิสงส์แห่งการบูชาพระวิปัสสี การภาวนาพระนาม และแม้แต่แค่ได้ยินพระนามของพระวิปัสสีพุทธเจ้านั้น มีกล่าวไว้ใน'กษิติครรภโพธิสัตวปูรวปณิธาน ปริเฉทที่ 9 ว่าด้วยการภาวนาพระนามพระพุทธเจ้า' 《地藏菩薩本願經卷中‧稱佛名號品第九》 กล่าวไว้ดังนี้ว่า "ในอดีตมีพระพุทธเจ้าปรากฏพระองค์ในโลก ทรงพระนามว่าวิปัสสี หากชายหรือหญิงคนใดได้ยินพระนามของพระพุทธเจ้าองค์นี้ เขาผู้นั้นก็จะไม่ตกไปสู่อบายภูมิ และจะไปเกิดในภพภูมิมนุษย์และสวรรค์ตลอดไป รับความสุขอันมหัศจรรย์”

อย่าดูแคลนว่าการภาวนาถึงพระพุทธเจ้าหรือการทำพุทธานุสสติเป็นของง่าย พระเถระเหลียนฉือ (蓮池大師) บูรพาจารย์แห่งนิกายสุขาวดีในสมัยราชวงศ์หมิงของจีนได้กล่าวว่าวิธีการภาวนาถึงพระพุทธเจ้าคือ 'บิดาของพระโพธิสัตว์'(菩薩之父) ซึ่งคำว่า 'บิดาแห่งพระโพธิสัตว์' มาจาก'อรรถกถาอวตัมฺสกสูตร' 《華嚴疏鈔》 ของพระเถระชิงเหลียงรัฐคุรุ (清涼國師) สมัยราชวงศ์ถังของจีน ซึ่งอ้างถึง 'อวตัมฺสกสูตรบรรยายในปริเฉทว่าด้วยพระไวโรจน'《華嚴經 • 毗盧遮那品》 ว่า มหาทยุติราชกุมารได้พานพบพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์และทรงถวายเครื่องสักการะ และปฏิบัติพระพุทธธรรมอย่างกว้างขวาง ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงพบพระปารมิตากุศลเนตรอลังการราชตถาคต ผู้ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว ได้เสด็จไปถวายเครื่องสักการะ เมื่อเห็นพระตถาคตมีผิวพรรณอันผ่องใส ก็ได้รับอานิสงส์ 10 ประการในทันที" (คำอธิบายของพระเถระต้าอัน 大安法師 ภิกษุชาวจีนในยุคปัจจุบัน)

พระเถระต้าอันยังอธิบายเอาไว้ว่า

"ในอานิสงส์ ทั้ง 10 ประการนี้ อานิสงส์ประการแรกคือการได้รับสมาธิในการภาวนาถึงพระพุทธเจ้า (เนื่องจากเป็น 'บิดาของพระโพธิสัตว์'จึงเอ่ยถึงก่อน) สมาธิการภาวระลึกถึงพระพุทธองค์ เรียกว่า "วิถีทางเข้าสู่มหาสมุทรแห่งสมบัติอันไร้ขอบเขต" (無邊海藏門) คำว่า 'มหาสมุทร'บ่งบอกถึงความลึกและความกว้างที่ไร้ขอบเขต 'สมบัติ'บ่งบอกถึงการสั่งสมแลประชุมรวมกันเข้าซึ่งคุณความดีทั้งหลาย แสดงว่าการสวดพระนามพระพุทธองค์นี้มีผลบุญเหมือนมหาสมุทร

พระเถระชิงเหลียงรัฐคุรุ ยังได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิของการภานาระลึกถึงพระพุทธเจ้าในฐานะ 'บิดาของพระโพธิสัตว์'คำว่า 'บิดา'นี้มีสองความหมาย ประการแรกคือความหมายของ 'อุปายะ'(方便) โดยทั่วไปแล้ว ปัญญาแห่งบารมีเป็นมารดาของพระโพธิสัตว์ และปัญญาแห่งความกรุณาเป็นบิดาของพระโพธิสัตว์ นี่คือความหมายของคุณแห่ง 'อุปายะ'

ประการที่สองคือความหมายของ 'หน่อเนื้อเชื้อพันธุ์'(親種) ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่แท้จริงที่พ่อแม่ของตนเองสืบทอดมา เมื่อเราภาวนาระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของการเป็นพระพุทธเจ้า การภาวนาระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นมูลฐานแห่งผล ผลนั้นจะช่วยให้เราตระหนักถึงพระพุทธเจ้าในตัวเอง จึงมีความหมายว่า 'หน่อเนื้อเชื้อพันธุ์'"

นี่คึอความลึกซึ่งของการภาวนาถึงพระนามพระพุทธเจ้า ได้ยินพระนามพระพุทธเจ้า และระลึกถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ต่างๆ

อนึ่ง ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระโคตมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่ออตุละ ทรงเล่าไว้ในคัมภีร์ 'วิปัสสีพุทธวงศ์' ว่า "สมัยนั้น เราเป็นพระยานาคราชผู้มีฤทธิ์มาก มีบุญ ทรงความรุ่งเรือง มีนามชื่อว่าอตุละ ในกาลนั้นเราแวดล้อมด้วยนาคหลายโกฏิเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประโคมดนตรีทิพย์ถวาย ครั้นเข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้ว เรานิมนต์พระองค์แล้ว ได้ถวายตั่งทองอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดา ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง แก่พระองค์ผู้เป็นพระธรรมราชา แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์แล้ว ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ในกัปที่ 91 แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก"

นี่คือความเกี่ยวข้องระหว่างพระวิปัสสีและพระโคตมพุทธเจ้าในยุคสมัยของเรา

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - พระพุทธรูปพระวิปัสสีพุทธเจ้า ที่วัดสือฝอ (石佛寺) เมืองเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน จากภาพถ่ายเก่า เมื่อปี ค.ศ. 1914 โดยคณะชาวฝรั่งเศส ภาพนี้เป็นของพิพิธภัณฑ์ Musée Guimet ในกรุงปารีส รูปพระวิปัสสนีพุทธเจ้าไม่ค่อยพบเห็นกันมากนัก นับเป็นของหายาก และอาจจะเสียหายหรือถูกทำลายไปแล้ว เนื่องจากในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมวัดสือฝอถูกทำลายอย่างหนัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...