กนง. เก็บกระสุน มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอ แต่ไม่ถดถอย มั่นใจจีดีพีปี 68 ไม่ต่ำกว่า 2%
กนง. ชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอ แต่ไม่ถดถอย! มั่นใจ GDP ปี 68 ไม่ต่ำกว่า 2% ถ้าไม่เจอช็อกแรง พร้อมเก็บกระสุนดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม
25 มิถุนายน 2568 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยหลังจากมีมติ 6 ต่อ 1 ให้คง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75 % ว่า กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้ความไม่แน่นอนสูงและขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) มีจำกัด
ขณะที่ 1 ท่านเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 % ต่อปี เพื่อลดภาระและเอื้อต่อการปรับตัว ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงคณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาสามารถรองรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง
โดยกนง.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเพิ่มจาก 2.0 %เป็น 2.3% ภายใต้สมมติฐานที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ (reciprocal tariff) 18% (ครึ่งหนึ่งของที่เคยประกาศไว้ ณ วันที่ 2 เมษายน 2568) ขณะที่ประเทศอื่นถูกเรียกเก็บ 10% จากการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ ขณะที่ภาคการผลิตไตรมาส 1 และ 2 ปรับดีขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเร่งผลิตตามการส่งออก ส่วนหนึ่งเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการผลิตจากเดิมที่คาดว่าจะชะลอ ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 68 เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ 2.9%
“แต่หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะชะลอลง เพราะผลจากสงครามการค้าโลกจะกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น ความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกมีเพิ่มมากขึ้น โดยประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยต้องจับตาว่าจะกระทบถึงเรื่องงบประมาณฯภาครัฐหรือไม่”
โดยรวมมองว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2568 จะโตได้น้อยลง และเมื่อมองเป็นไตรมาสต่อไตรมาสจะลดลงค่อนข้างแรง หากเทียบไตรมาสต่อไตรมาสในครึ่งปีแรกจีดีพีจะอยู่ที่ 0.6% และลดลงเหลือ 0.1%ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำว่าศักยภาพรายไตรมาสที่ควรอยู่ในระดับ 0.7 – 0.8% และแนวโน้มการชะลอตัวเศรษฐกิจจะต่อเนื่องไปในปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 1.7%
“จีดีพีในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.3% และประเมินว่าไม่น่าจะขยายตัวต่ำกว่า 2.0% หากไม่เกิด shock รุนแรง เพราะหากจะต่ำกว่า 2% ได้คือเศรษฐกิจไทยต้องเกิดถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือเศรษฐกิจรายไตรมาสติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยในอดีตนับจากปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเกิด Technical Recession มาแล้ว 4 ครั้ง และต้องมีการเกิด Recession จากต่างประเทศด้วยถึงจะทำให้เกิด”
นายสักกะภพ กล่าวว่า โดยการส่งออกของไทยคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้า รวมทั้งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แม้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรยังขยายตัวได้บ้างจากอุปสงค์โลก โดยคาดว่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะติดลบ 2.9% ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโต 10.9% ทำให้ทั้งปี 2568 การส่งออกจะขยายตัวได้ 3.8%
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป แม้รายรับนักท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ จากค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีกนง.ปรับประมาณการนักท่องเที่ยวมาไทยในปี 2568 เหลือ 35 ล้านคนจากเดิมคาดไว้ที่ 37.5 ล้านคน โดยในปี 2569 ปรับลดลงเหลือ 38 ล้านคนจากเดิมคาดไว้ที่ 40.5 ล้านคน
อย่างไรก็ดีปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านอุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เผชิญกับการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาถูกกว่า ซึ่งมาตรการที่เหมาะสมในการช่วยเหลือกลุ่มนี้ คือ มาตรการสกัดการทุ่มตลาดจากสินค้านำเข้า
“นอกจากนี้พบว่าเริ่มมีปัญหา Over Supplier ในบางธุรกิจเช่น ธุรกิจร้านอาหาร โดยพบว่าร้านอาหารเพิ่มขึ้น 106% แต่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 12% จาก Pre-Covid และยังพบว่าธุรกิจรายเล็กถูกกระทบจากการแข่งขันของรายใหญ่ และ Online platform โดยยอดขายกลุ่มเอสเอ็มอีลดลง 7% ในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มใหญ่และมีจำนวนมากจึงกระทบค่อนข้างมาก”
ขณะที่สินเชื่อหดตัวส่วนหนึ่งจากภาคธุรกิจบางกลุ่มมีความต้องการสินเชื่อลดลงและการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนคุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ดีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การขยายตัวและคุณภาพสินเชื่อ โดยผลกระทบของ trade war รวมทั้งความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศ
“กนง.มองว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้ายังสูง จังหวะและประสิทธิผลของนโยบายการเงินจึงสำคัญ เพราะกระสุนเหลือไม่มาก Policy Space ที่มีต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสมและได้ประสิทธิภาพสูงสุด”