โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. เก็บกระสุน มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอ แต่ไม่ถดถอย มั่นใจจีดีพีปี 68 ไม่ต่ำกว่า 2%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 17.39 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.34 น.

กนง. ชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังชะลอ แต่ไม่ถดถอย! มั่นใจ GDP ปี 68 ไม่ต่ำกว่า 2% ถ้าไม่เจอช็อกแรง พร้อมเก็บกระสุนดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม

25 มิถุนายน 2568 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยหลังจากมีมติ 6 ต่อ 1 ให้คง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75 % ว่า กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้ความไม่แน่นอนสูงและขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) มีจำกัด

ขณะที่ 1 ท่านเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 % ต่อปี เพื่อลดภาระและเอื้อต่อการปรับตัว ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงคณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาสามารถรองรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง

โดยกนง.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเพิ่มจาก 2.0 %เป็น 2.3% ภายใต้สมมติฐานที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ (reciprocal tariff) 18% (ครึ่งหนึ่งของที่เคยประกาศไว้ ณ วันที่ 2 เมษายน 2568) ขณะที่ประเทศอื่นถูกเรียกเก็บ 10% จากการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ ขณะที่ภาคการผลิตไตรมาส 1 และ 2 ปรับดีขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเร่งผลิตตามการส่งออก ส่วนหนึ่งเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการผลิตจากเดิมที่คาดว่าจะชะลอ ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 68 เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ 2.9%

กนง.

“แต่หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะชะลอลง เพราะผลจากสงครามการค้าโลกจะกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น ความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกมีเพิ่มมากขึ้น โดยประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยต้องจับตาว่าจะกระทบถึงเรื่องงบประมาณฯภาครัฐหรือไม่”

โดยรวมมองว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2568 จะโตได้น้อยลง และเมื่อมองเป็นไตรมาสต่อไตรมาสจะลดลงค่อนข้างแรง หากเทียบไตรมาสต่อไตรมาสในครึ่งปีแรกจีดีพีจะอยู่ที่ 0.6% และลดลงเหลือ 0.1%ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำว่าศักยภาพรายไตรมาสที่ควรอยู่ในระดับ 0.7 – 0.8% และแนวโน้มการชะลอตัวเศรษฐกิจจะต่อเนื่องไปในปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 1.7%

“จีดีพีในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.3% และประเมินว่าไม่น่าจะขยายตัวต่ำกว่า 2.0% หากไม่เกิด shock รุนแรง เพราะหากจะต่ำกว่า 2% ได้คือเศรษฐกิจไทยต้องเกิดถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือเศรษฐกิจรายไตรมาสติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยในอดีตนับจากปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเกิด Technical Recession มาแล้ว 4 ครั้ง และต้องมีการเกิด Recession จากต่างประเทศด้วยถึงจะทำให้เกิด”

กนง.

นายสักกะภพ กล่าวว่า โดยการส่งออกของไทยคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้า รวมทั้งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แม้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรยังขยายตัวได้บ้างจากอุปสงค์โลก โดยคาดว่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะติดลบ 2.9% ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโต 10.9% ทำให้ทั้งปี 2568 การส่งออกจะขยายตัวได้ 3.8%

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป แม้รายรับนักท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ จากค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีกนง.ปรับประมาณการนักท่องเที่ยวมาไทยในปี 2568 เหลือ 35 ล้านคนจากเดิมคาดไว้ที่ 37.5 ล้านคน โดยในปี 2569 ปรับลดลงเหลือ 38 ล้านคนจากเดิมคาดไว้ที่ 40.5 ล้านคน

อย่างไรก็ดีปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านอุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เผชิญกับการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาถูกกว่า ซึ่งมาตรการที่เหมาะสมในการช่วยเหลือกลุ่มนี้ คือ มาตรการสกัดการทุ่มตลาดจากสินค้านำเข้า

“นอกจากนี้พบว่าเริ่มมีปัญหา Over Supplier ในบางธุรกิจเช่น ธุรกิจร้านอาหาร โดยพบว่าร้านอาหารเพิ่มขึ้น 106% แต่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 12% จาก Pre-Covid และยังพบว่าธุรกิจรายเล็กถูกกระทบจากการแข่งขันของรายใหญ่ และ Online platform โดยยอดขายกลุ่มเอสเอ็มอีลดลง 7% ในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มใหญ่และมีจำนวนมากจึงกระทบค่อนข้างมาก”

ขณะที่สินเชื่อหดตัวส่วนหนึ่งจากภาคธุรกิจบางกลุ่มมีความต้องการสินเชื่อลดลงและการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนคุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ดีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การขยายตัวและคุณภาพสินเชื่อ โดยผลกระทบของ trade war รวมทั้งความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศ

“กนง.มองว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้ายังสูง จังหวะและประสิทธิผลของนโยบายการเงินจึงสำคัญ เพราะกระสุนเหลือไม่มาก Policy Space ที่มีต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสมและได้ประสิทธิภาพสูงสุด”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...