โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อือหือ! อุทาหรณ์ ชาวจีนเป็น “โรคลิ้นจี่” หลังกินลิ้นจี่ไป 5 กิโล

อีจัน

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 07.03 น. • อีจัน

เคยได้ยินกันมั้ย? “โรคลิ้นจี่”

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Jeenthai Business Inside ได้ออกมาแชร์อุทาหรณ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคๆนี้ที่คนไทยอย่างเราอาจไม่ค่อยได้รู้จัก อย่าง “โรคลิ้นจี่” โดยระบุข้อความว่า…

“ชาวจีนเป็น ‘โรคลิ้นจี่’ หลังซัดลิ้นจี่ไป 5 กิโล

เข้าสู่ฤดูกาลลิ้นจี่อีกครั้ง ผลไม้เนื้อใส หอมหวานที่ใครหลายคนโปรดปราน กินแล้วหยุดไม่ได้ แต่ล่าสุด แฮชแท็ก #โรคลิ้นจี่ กำลังเป็นกระแสร้อนบนโลกโซเชียล มีรายงานว่า หญิงสาวคนหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง กินลิ้นจี่มากถึง 5 กิโลกรัม ภายในวันเดียว เช้าวันต่อมาเธอมีอาการเวียนศีรษะ เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ต้องรีบส่งโรงพยาบาลด่วน และพบว่าเป็น “โรคลิ้นจี่” ที่หลายคนอาจตั้งถามว่า ลิ้นจี่ทำให้ป่วยได้ด้วยเหรอ?

อะไรคือสิ่งที่ชาวจีนเรียกว่า “โรคลิ้นจี่”

“โรคลิ้นจี่” (Reactive hypoglycemia) หรือภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำผิดปกติ ภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตสูง ชื่อทางการของโรคนี้คือ “กลุ่มอาการสมองอักเสบเฉียบพลันจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ” (Hypoglycemic encephalopathy) หรือ ภาวะที่สมองได้รับความเสียหายจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลงต่ำมากและนานเกินไป มักพบในเด็กอายุระหว่าง 4-11 ปี แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นได้เช่นกัน หากกินลิ้นจี่ในขณะท้องว่างและในปริมาณมาก

fresh lychee on tree in lychee orchard
fresh lychee on tree in lychee orchard

อาการที่พบได้มีตั้งแต่อาการเบาไปจนถึงขั้นรุนแรง

เวียนหัว เหนื่อยง่าย ใจสั่น ผิวซีด หิวบ่อย หากรุนแรงอาจเกิดอาการชัก ความดันตก หมดสติ ตับบวม ไปจนถึงช็อกและอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

แล้วลิ้นจี่หวานๆ ทำไมถึงทำให้ “น้ำตาลในเลือดต่ำ”

หลายคนอาจแปลกใจ เพราะลิ้นจี่จัดเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง แต่ในลิ้นจี่ดิบหรือยังไม่สุกดี จะมีสารธรรมชาติที่ชื่อว่า MCPG และ Hypoglycin A ซึ่งไปยับยั้งการสร้างน้ำตาลในร่างกาย และยับยั้งการเผาผลาญกรดไขมัน พอกินมากเกินโดยเฉพาะในขณะท้องว่าง จึงเสี่ยงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่ายขึ้น

ทำไมเด็กถึงเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่?

เพราะระบบควบคุมฮอร์โมนและการเผาผลาญในเด็กยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ลิ้นจี่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของเด็กได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับเด็กเล็กและไม่ควรให้กินในขณะท้องว่างเด็ดขาด

ถ้าเผลอเป็นแล้ว ควรทำอย่างไร?

-หากมีอาการเบาๆ เช่น เวียนหัว เหนื่อย ควรให้นอนพักและรีบให้กินอาหารที่มีน้ำตาล เช่น น้ำผึ้ง ขนมปัง ขนมหวาน หรือเกลือแร่

-หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานที่มีฟรุกโตสสูง นม หรือช็อกโกแลต เพราะดูดซึมช้า ไม่ช่วยในกรณีฉุกเฉิน

-หากมีอาการรุนแรง เช่น ชัก หมดสติ ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำเด็ดขาด รีบส่งโรงพยาบาลทันที

สรุปแล้วยังจะกินลิ้นจี่ได้ไหม?

กินได้แต่ต้องกินอย่างมีสติ เพื่อป้องกันโรคลิ้นจี่ เช่น ไม่กินขณะท้องว่าง – แนะนำกินหลังอาหารประมาณ 30 นาที, กินในปริมาณพอเหมาะ – ผู้ใหญ่ควรกินไม่เกิน 10–15 ลูกต่อวัน (ตามคำแนะนำของสาธารณสุขจีน), หลีกเลี่ยงลิ้นจี่ดิบ/ยังไม่สุกดี – เพราะสารที่เป็นอันตรายมีมากกว่าลิ้นจี่สุก, กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยง – ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้มีปัญหาลำไส้หรือเจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงลิ้นจี่

ข้อควรระวัง

ลิ้นจี่อร่อยก็จริง แต่ไม่ควรกินมากเกินไปโดยเฉพาะตอนท้องว่าง ผู้ปกครองควรดูแลเด็กให้ดี หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยไว้เดี๋ยวอันตราย

ลูกเพจล่ะคะ ชอบกินลิ้นจี่มั้ยแล้วคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก Jeenthai Business Insidehttps://www.facebook.com/share/p/19AjS8sPVV/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...