โกลด์แมน แซคส์ ชี้ “เฮดจ์ฟันด์” ทุ่มซื้อหุ้นแบงก์ หลังเลเวอเรจสูงสุดในรอบ 5 ปี
โกลด์แมน แซคส์ ชี้ "เฮดจ์ฟันด์" ทุ่มซื้อหุ้นแบงก์ รับดอกเบี้ยขาขึ้น หลังเลเวอเรจสูงสุดในรอบ 5 ปี พร้อมเทขายหุ้นยุโรป-เอเชีย หวั่นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐ ถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.32 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับเลเวอเรจของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยนักลงทุนเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร บริษัทเทรดดิ้ง และบริษัทประกันภัย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และไม่นานก่อนที่สหรัฐจะเปิดฉากโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน
เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และส่งสัญญาณว่าต้องการรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลดดอกเบี้ย ต่อมาในวันเสาร์ สหรัฐเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในวันจันทร์พุ่งขึ้นแตะใกล้ระดับสูงสุดของปีนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าการตอบโต้ของอิหร่านอาจรวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก
โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าระดับเลเวอเรจรวม (Gross leverage) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดขนาดการทำธุรกรรมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 294% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2563 เทียบกับระดับ 271.8% เมื่อต้นปีนี้
กองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่มสถานะการขายชอร์ต (short position) ในหุ้นยุโรปและเอเชีย ขณะที่ยังคงสถานะซื้อ (long position) ในหุ้นอเมริกาเหนือในระดับปานกลาง ขณะที่การขายชอร์ตเป็นกลยุทธ์ที่คาดว่าราคาหุ้นจะลดลง ในขณะที่สถานะซื้อเป็นการเดิมพันว่าราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหุ้นกลุ่มการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทประกันภัย และบริษัทเทรดดิ้ง ถือเป็นกลุ่มหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากงบดุลของบริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูง โดยเฉพาะธนาคารซึ่งมีรายได้จากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
ตามข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์ พบว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่มการถือครองหุ้นกลุ่มการเงินในอเมริกาเหนือและยุโรป แต่ยังคงสถานะขายชอร์ตในหุ้นกลุ่มเดียวกันในเอเชีย นอกจากนี้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังถือสถานะซื้อสุทธิในหุ้นกลุ่มพลังงานในช่วงสิ้นสัปดาห์ด้วย
โกลด์แมน แซคส์ ระบุเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนจากการคัดเลือกหุ้นรายตัว (stock picking) ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% โดยในยุโรปผลตอบแทนเฉลี่ยทะลุ 10% และผลตอบแทนจากการลงทุนแบบอัตโนมัติทั่วโลก (global systematic returns) อยู่ที่เกือบ 12%
อ้างอิง : reuters.com