โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอย KEX เข้า SET แค่กว่า 4 ปี ขอเพิกถอน จากไอพีโอ 28 บ. ตอนออกรับคืนเพียง 1.5 บ.

efinanceThai

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 07.01 น.

KEX หุ้นขนส่งชื่อดัง ขอเพิกถอนออกจากตลาดฯ โดยสมัครใจ หลังเข้า SET แค่ 4 ปีกว่า พร้อมรับซื้อหุ้นที่เหลือ 18.57% ราคาเพียง 1.50 บาทต่อหุ้น จากตอนไอพีโอเสนอขาย 28 บาท/หุ้น ตะลึง ! ราคาเคยขึ้่นทำไฮถึง 73 บาท แต่อุตสาหกรรมแข่งเดือด ฉุดผลการดำเนินงาน 13 ไตรมาสล่าสุดขาดทุนต่อเนื่อง แถมราคาหุ้นทรุดหนัก แม้จะปรับโครงสร้าง - รีแบรนด์ยังไม่ฟื้น จับตา ! ธุรกิจหลังจากนี้ จะฟื้นตัวได้อย่างไร ?

*** KEX เตรียมถอนหุ้นออก SET หลังเทรดเพียง 4 ปี

หลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เพียง 4 ปีเศษ ล่าสุด บมจ.เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯขอเพิกถอนหุ้นออกจากสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

การเพิกถอนหุ้น KEX โดยสมัครใจ เป็นเพราะ บริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (SFTH) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ KEX ได้เสนอให้เพิกถอนหุ้น KEX จากตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์ที่จะเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ KEX ที่ไม่ได้ถือครองโดย SFTH รวมเป็นหุ้นทั้งหมด 651 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 18.57% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด ในราคาเสนอซื้อที่ 1.50 บาท/หุ้น

อย่างไรก็ตาม SFTH จะดำเนินการทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ฯ ภายหลังจากที่เงื่อนไขบังคับดังต่อไปนี้สำเร็จครบถ้วนทุกประการ

1.ที่ประชุมคณะกรรมการ KEX และที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการเพิกถอนดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3/4 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ KEX โดยต้องไม่มีผู้ถือหุ้นคัดค้านการเพิกถอนเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด

2.ต้องได้รับการอนุมัติ หรือการผ่อนผันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ และคู่สัญญาใด ๆ หรือบุคคลภายนอก ภายใต้สัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

3.SFTH ในฐานะผู้ทำคำเสนอซื้อหุ้น ต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นของ SFTH เป็นจำนวนที่เพียงพอ และสามารถใช้สำหรับการทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ KEX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อ 24 ธ.ค.2563 ภายใต้ชื่อเดิม คือ "บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)" ซึ่งตอนนั้นมี บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จำนวน 907.20 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 63% โดยเสนอขายหุ้น IPO ทั้งหมด 300 ล้านหุ้น ที่ราคา 28 บาท/หุ้น

มีวัตถุประสงค์การขายหุ้น IPO เพื่อนำเงินจากการระดมทุนครั้งนั้นขยายเครื่อข่ายจัดส่งพัสดุ/ลงทุนในระบบการขนส่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานราว 4,370 ล้านบาท, ใช้เป็นทุนหมนุนเวียน 2,077 - 2,961 ล้านบาท และชำระหนี้สถาบันการเงิน 800 ล้านบาท

*** ราคาหุ้นร้อนแรงแค่วันแรก จากนั้นทรุดต่อเนื่อง

สำหรับราคาหุ้น KEX ถือว่าร้อนแรงแค่วันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯช่วงปลายปี 2563 เท่านั้น สะท้อนจากราคาเปิดซื้อขายวันแรกของ KEX ณ 24 ธ.ค.2563 ที่กระโดดขึ้นไปสูงถึง 65 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 132.14% จากราคา IPO ที่ 28 บาท/หุ้น และในวันซื้อขายวันแรกนั้นเอง ราคาหุ้น KEX ก็ยังพุ่งไปต่อทำจุดสูงสุดของวัน และของบริษัทตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นที่ 73 บาท/หุ้น คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 160.71% จากราคา IPO

และหลังจากที่ราคาหุ้น KEX พุ่งไปทำจุดสูงสุดที่ 73 บาท/หุ้น ในช่วงวันแรกของการซื้อขายในวันเดียวกันนั้นเอง ราคาหุ้น KEX ก็ค่อย ๆ ปรับตัวลงมา จนปิดทำการซื้อขายวันดังกล่าว (วันเทรดวันแรก) ราคาหุ้น KEX กลับทรุดลงมาปิดที่ 51.25 บาท/หุ้น หรือลดลงจากราคาเปิด และราคาสูงสุด 21.15% และ 29.79% ตามลำดับ เรียกได้ว่า "ลุกช้าถึงกับจ่ายรอบวงเลยทีเดียว" หลังจากนั้น ราคาหุ้น KEX ก็ค่อย ๆ ไต่ระดับลงมาเรื่อย ๆ จนล่าสุดเทรดอยู่ราว 1.46 - 1.88 บาท/หุ้น เท่านั้น

*** ธุรกิจอาจผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปแล้ว เป็นคีย์หลัก

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหุ้น KEX ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับราคาเสนอขาย IPO อาจเป็นเพราะธุรกิจของ KEX ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว พร้อม ๆ กับการนำหุ้น KEX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปลายปี 2563 นั่นเอง

สะท้อนจากผลการดำเนินงานช่วงปี 2560 - 62 ที่ KEX มีรายได้ 6,626 ล้านบาท, 13,565 ล้านบาท และ 19,781 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2560 - 62 อยู่ที่ 730 ล้านบาท, 1,185 ล้านบาท และ 1,328 ล้านบาท ตามลำดับ และมาพีคสุดคือปี 2563 จากรายได้ 19,010 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 1,405 ล้านบาท

กำไรสุทธิของ KEX ในช่วงปี 2562 - 63 ที่ปรับตัวขึ้นทะลุ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งในขณะนั้น ได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2564 เป็นต้นมา ถือเป็นขาลงแบบโรลเลอร์โคสเตอร์ของ KEX โดยแท้ สะท้อนจากปี 2564 มีกำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 46.92 ล้านบาท หรือลดลง 96.66% จากปีก่อน เนื่องด้วยธุรกิจขนส่งมีการแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด สะท้อนจากปริมาณจัดส่งพัสดุเพิ่มขึ้นราว 30% จากปีก่อน แต่กลับมีกำไรลดลง เพราะผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อต้องการแย่งชิงความเป็นเจ้าตลาด

เมื่อเข้าสู่ปี 2565 การแข่งขันด้านราคายังคงอยู่ แต่กลับถูกซ้ำเติมด้วยการทำสงครามระหว่างรัสเซีย - ยูเครน ที่เริ่มต้นขึ้นช่วงต้นปีดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้เล่นในธุรกิจขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศช่วง ม.ค. - ธ.ค.2565 ปรับตัวขึ้นถึง 22.50% กระทบต่อต้นทุนขนส่งของ KEX ปรับตัวขึ้นด้วย ทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุนครั้งแรกที่ 2,829 ล้านบาท

และยังขาดทุนเพิ่มขึ้นต่อในปี 2566 ที่ 3,880 ล้านบาท หลังปริมาณการขนส่งพัสดุปรับตัวลง 30% จากปีก่อน ตามปริมาณขนส่งผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ลดลง และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง กลับไปซื้อสินค้าแบบออฟไลน์มากขึ้นภายหลังการเปิดประเทศเต็มที่ แม้จะมีการลดต้นทุนให้บริการลงได้ถึง 23.30% จากปีก่อน ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้

โดยหลังผ่านการรายงานงบการเงินปี 2566 ทาง KEX แสดงความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของตนเองได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดว่าปี 2567 ผลการดำเนินงานจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวของ KEX ไม่เกิดขึ้นจริง สะท้อนจากผลการดำเนินงานปี 2567 ที่บรรทัดสุดท้าย ยังรายงานขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 5,911 ล้านบาท

*** แม้ปรับโครงสร้าง - รีแบรนด์ ยังไม่สามารถฟื้นได้

แม้ช่วงต้นปี 2567 ทาง KEX จะมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ โดยได้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง บริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (SFTH) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ใหญ่สุดในจีนและเอเชียเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แทนที่ บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่สัดส่วน 81.43% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 2,853.95 ล้านหุ้น หลังผ่านการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Mandatory Tender Offer)

และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก "เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)" เป็น "เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)" นอกจากนี้ ยังได้ปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้า (Rebranding) จากแบรนด์ "Kerry" มาใช้แบรนด์ "KEX" แทน อีกด้วย

ซึ่งหลังการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ KEX ระบุว่า ภายใต้การนำของ SFTH ทำให้เคอรี่ฯ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนที่คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเงินลงทุน นอกเหนือจากด้านเทคโนโลยี และ ความรู้ต่าง ๆ ที่ SFTH ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เชิงบวกและเป็นการเปิดทางให้เคอรี่ฯ สามารถบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทว่า หลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าว ประกอบกับ การรีแบรนด์ธุรกิจใหม่ของ KEX ในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถทำให้ผลการดำเนินงานของ KEX สามารถฟื้นตัวได้ สะท้อนจากผลการดำเนินงานที่รายงานขาดทุนสุทธิตติดต่อกันถึง 13 ไตรมาส จนท้ายที่สุดต้องยอมขอเพิกถอนหุ้น KEX ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯโดยสมัครใจ

*** ยันเพิกถอนหุ้นแล้ว แต่ยังดำเนินธุรกิจตามปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ KEX จะขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ยังคงยืนยันการดำเนินธุรกิจของบริษัทตามปกติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่กระทบต่อลูกค้า และคู่ค้าของ KEX จะยังคงให้บริการในทุกด้านตามปกติ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ถือ เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามต่อว่า ภายหลังการเพิกถอนหุ้น KEX ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯไปแล้ว พัฒนาการทางธุรกิจของ KEX จะเป็นอย่างไรต่อไป ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่ยังคงดุเดือด และยังไม่มีท่าทีจะเบาความรุนแรงในการแข่งขันลง จนกว่าจะมีผู้เล่นกระเด็นออกจากตลาด จนทำให้ส่วนแบ่งในตลาดเพียงพอต่อผู้เล่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ …

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...