สร้างพลัง กรมธนารักษ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน
“คนกรมธนารักษ์เป็นคนเก่งไม่แพ้ที่อื่น ดังนั้น การเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีจึงตั้งใจที่จะสร้างพลังให้คนของกรมธนารักษ์รู้สึกว่า เราเป็นกรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจว่ากรมธนารักษ์เป็นกรมเกรดA ซึ่งมั่นใจว่าบุคลากรทุกคนอยากเดินไปด้วยกัน”
กรมธนารักษ์ เป็นหนึ่งกรมภายใต้กระทรวงการคลังที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากมีหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินมีค่าของประเทศ การประเมินราคาที่ดิน และเป็นผู้ผลิตเหรียญกษาปณ์ที่นำมาใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า เป็นเวลา 5 เดือน ที่ได้ทำงานกับกรมธนารักษ์ สัมผัสได้ว่าบุคลากรของกรมธนารักษ์เป็นคนเก่ง ดังนั้น จึงมีเป้าหมายในการทำให้คนธนารักษ์นำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ให้ได้มากขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสู่ความยั่งยืน
“คนกรมธนารักษ์เป็นคนเก่งไม่แพ้ที่อื่น ดังนั้น การเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีจึงตั้งใจที่จะสร้างพลังให้คนของกรมธนารักษ์รู้สึกว่า เราเป็นกรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ได้ ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจว่ากรมธนารักษ์เป็นกรมเกรด A ซึ่งมั่นใจว่าบุคลากรทุกคนอยากเดินไปด้วยกัน”
ตรงเป้า-ตรงกลุ่ม-ตรงใจ
เป็นกรมธนารักษ์คุณธรรม
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ภารกิจของกรมธนารักษ์มีด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารที่ราชพัสดุ การจัดทำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และการประเมินราคาที่ดิน โดยนับตั้งแต่ปี 2568 นี้ กรมธนารักษ์จะเดินหน้าในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของภารกิจในทุกด้าน
“กรมธนารักษ์เป็นเหมือนยักษ์หลับ ก่อนอื่นก็ต้องทำให้รู้ก่อนว่าเราเป็นยักษ์ เพราะกรมธนารักษ์เป็นกรมที่มีความสำคัญ มีบทบาท มีภารกิจ และมีทรัพย์สินของแผ่นดินที่ดูแลจำนวนมาก ทั้งที่ราชพัสดุ เหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ และเหรียญที่ระลึกหรือเหรียญสะสมที่มีมูลค่ามหาศาล”
โดยในปี 2568 นี้กรมธนารักษ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ โดยจะเป็นกรมที่เพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศสู่ความยั่งยืน โดยได้กำหนดเป้าหมายขององค์กรและตัวชี้วัด (Objective & Key Result: KOR) ได้แก่
- การจัดเก็บรายได้ตรงเป้า โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้น 20% ในปี 2569 รวมถึงจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ หรือ Return On Asset (ROA) ให้เพิ่ม 20% จากปัจจุบันเก็บได้ 1.3% จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ 6.6 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2568 ที่มีเป้าจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การจัดเก็บรายได้จากค่าเช่าที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ 10,600 ล้านบาท และรายได้จากเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกอีก 400 ล้านบาท
“5 เดือนที่ผ่านมา กรมจัดเก็บรายได้สูงกว่าปีก่อน 13% และสูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ 9.2% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการบริหารสัญญาค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ”
- บริหารทรัพย์สินตรงกลุ่ม โดยจะนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI มาใช้ เพื่อแยกกลุ่มทรัพย์สินให้สามารถบริหารได้ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น
“เราจะต้องแยกให้ชัดว่าที่ดินผืนไหนเหมาะสำหรับนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจ ผืนไหนต้องนำมาใช้ในเชิงสังคมเพื่อช่วยประชาชน หรือผืนไหนควรนำมาช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อจะบริหารได้อย่างถูกต้อง”
- บริการตรงใจ โดยต้องบริการให้ตรงใจทั้งในฝั่งของประชาชนซึ่งเป็นผู้รับบริการและต้องตรงใจบุคลากรของกรมธนารักษ์ด้วย
“ในฝั่งของผู้รับบริการ เราจะใช้ดิจิทัลมาทำ User Experience เพื่อตอบโจทย์ผู้รับบริการ ซึ่งในอนาคตกรมธนารักษ์ก็จะใช้ดิจิทัล และ AI เข้ามาในกระบวนการทำงานในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าความพอใจของผู้รับบริการต้องมากกว่า 80% การร้องเรียนต้องเป็นศูนย์ และความผูกพันของบุคลากรต้องเพิ่มเป็นมากกว่า 80%”
นอกจากนี้ ยังจะดำเนินการเรื่องการเป็นกรมธนารักษ์คุณธรรม เนื่องจากกรมธนารักษ์เป็นกรมที่ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดินจึงจำเป็นต้องมีคุณธรรมกำกับควบคู่ไปด้วย
กำหนดกลยุทธ์ VALUE
พาธนารักษ์เดินไปทางเดียวกัน
ดร.เอกนิติกล่าวว่า หลังจากได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานแล้ว จำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์หลักเพื่อให้กรมธนารักษ์เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้กลยุทธ์ VALUE ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ดังนี้
เสาที่ 1V : Value กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าและคุณค่าที่ราชพัสดุ โดยจัดทำ Master Plan เพื่อพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม เพื่อให้การจัดประโยชน์ใช้ที่ราชพัสดุเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่
“การเพิ่มมูลค่าที่ดิน เช่น ในเชิงพาณิชย์ ที่ดินบางที่ไม่ได้ปรับสัญญากันมานาน ปล่อยเช่าไปเรื่อยๆ 30 ปี ก็ยังค่าเช่าเท่าเดิม ดังนั้น เราก็อาจจะต้องไปปรับสัญญาเพื่อเพิ่ม ROA ให้ได้มากขึ้น ในด้านสังคม เช่น ที่ราชพัสดุเอื้อราษฎรช่วยแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชน และด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องมีการทำพื้นที่ในการใช้ Solar Rooftop ในกรมธนารักษ์เพื่อเป็นต้นแบบ”
เสาที่ 2A : Appraise กลยุทธ์เพิ่มความแม่นยําในการประเมินราคาที่ดิน ด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลการประเมินราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาดและเป็นธรรม โดยมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการประเมินราคาที่ดินเพื่อเพิ่มความถูกต้อง นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบสืบค้นราคาประเมินที่ดินออนไลน์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลราคาประเมินได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว
“เราตั้งใจจะเป็นผู้นำราคาที่ดินอ้างอิงในตลาด ซึ่งการจะเป็นผู้นำได้ต้องเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือ ดังนั้น เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินที่ดิน โดยตั้งเป้าจะลดช่องว่างราคาประเมินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและให้ห่างจากการประเมินของเอกชนไม่เกิน 15% โดยในปี 2568 นี้ จะเริ่มจากพื้นที่ กทม. และนครนายก เพื่อเป็นต้นแบบก่อน”
ทั้งนี้ กรมธนารักษ์จะเชื่อมต่อข้อมูลกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในการใช้ดาวเทียมเพื่อให้ประเมินรายละเอียดของที่ดินเป็นรายแปลงได้ นอกจากนี้ ยังจะร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันด้วย
“ทุกวันนี้เวลาคนใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ก็ต้องไปจ้างเอกชนมาประเมินราคาให้ เพราะราคาประเมินของธนารักษ์ต่ำเกินไป ดังนั้น หากทำให้ราคาประเมินของธนารักษ์เป็นมาตรฐานมากขึ้น ก็จะทำให้ Value ของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นประชาชนก็จะขอสินเชื่อได้มากขึ้น โดยไม่ต้องไปเสียเงินจ้างเอกชนมาประเมิน ให้ใช้ราคาของกรมธนารักษ์ได้เลย”
เสาที่ 3L : Legacy กลยุทธ์เพิ่มคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้เหรียญกษาปณ์และพิพิธภัณฑ์ของกรมธนารักษ์ โดยจะมีการยกระดับการผลิตและจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ให้เป็นมาตรฐานสากลและนำแนวคิด ESG มาใช้ในกระบวนการผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาการทำตลาดรองสำหรับการซื้อขายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก โดยจะต้องพัฒนาการตรวจสอบคัดกรองคุณภาพของเหรียญ ซึ่งกรมธนารักษ์มีเป้าหมายจะให้บุคลากรกองกษาปณ์ที่เกษียณแล้วเป็นผู้ตรวจสอบเหรียญที่นำมาซื้อขาย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับบุคลากรเหล่านั้นด้วย
“เหรียญสะสมทั่วโลกตอนนี้มีมูลค่าการซื้อขายในตลาดรองถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยไม่รู้ว่ามูลค่าปัจจุบันมีอยู่เท่าไรเพราะซื้อขายกันในตลาดรอง ดังนั้น เราจึงอยู่ระหว่างศึกษาการทำตลาดรองสำหรับการซื้อขายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่มีมาตรฐาน ซึ่งฝันไว้ว่าไทยจะเป็นตลาดรองของเหรียญสะสม หรือ ตลาดหลักทรัพย์เหรียญสะสมที่แรกในอาเซียน”
สำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ใช้หมุนเวียนทั่วไปแม้ปัจจุบันจะมีการใช้เงินสดน้อยลง แต่ยังมีการผลิตถึงปีละ 1,000 ล้านเหรียญ โดยหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมดประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ มูลค่า 84,000 ล้านบาท โดยเหรียญ 1 บาทมีการใช้ในระบบมากที่สุด ตามมาด้วยเหรียญ 5 บาท และ 10 บาท
“เหรียญที่ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะช่วยเรื่องเงินเฟ้อด้วย โดยเฉพาะเหรียญ 1 บาท และ 2 บาท เพราะถ้าไม่มีเหรียญเหล่านี้ เมื่อซื้อของราคาก็จะถูกปัดขึ้นเป็นเต็มจำนวน ดังนั้น แม้จะถูก Digital Disruption เหรียญก็จะยังไม่หายไป แต่แนวโน้มก็จะลดลง วันนี้เราจึงปรับกลยุทธ์มาทำเรื่องเพิ่มมูลค่าเหรียญสะสมมากขึ้น”
นอกจากนี้ ด้านกลยุทธ์เพิ่มคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จะมีการบูรณาการร่วมกับชุมชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์ของกรมให้สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียง
“เราไปทำพิพิธภัณฑ์ที่ตลาดน้อย ให้คนในชุมชนมาเล่าประวัติศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เราจึงมีเป้าหมายว่าจะนำโมเดลของพิพิธภัณฑ์ที่ตลาดน้อยไปใช้กับพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ”
เสาที่ 4U : Unity กลยุทธ์ความเป็นหนึ่งเดียวของบุคลากร ส่งเสริมบุคลากรของกรมธนารักษ์ ให้ เก่ง ดี และมีความสุข ด้วยการเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นทั้งในเรื่องงาน Current Skill และ Future Skill จัดตั้งโรงเรียนธนารักษ์ออนไลน์ ส่งเสริมให้บุคลากรของกรมธนารักษ์เป็นคนดี ผ่านการนําองค์กรคุณธรรมมาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ และยังส่งเสริมบุคลากรของกรมธนารักษ์ให้มีความสุข มีการสร้างองค์กรรมนียสถานที่เอื้อต่อการทํางาน และสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
“ผมไปเป็นอธิบดีมาหลายกรม กรมธนารักษ์คือกรมที่แตกต่างจากกรมอื่นมากที่สุด เพราะแต่ละฝ่ายงานไม่มีการสื่อสารกันเลย ดังนั้น เราต้องทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ โดยนำนโยบายทำให้ลูกน้องเก่ง ดี มีความสุข เข้ามาใช้”
เสาที่ 5 E : Efficiency กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน ด้วยการปรับกระบวนการทํางานให้คล่องตัวแบบ Agile และการนำเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI (Digital, Data, AI) มาใช้ในการทำงาน
“เราจะใช้ดิจิทัลมาทำให้การทำงานง่ายขึ้น หลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นดิจิทัลทั้งหมด เพราะถ้าเราไม่ทำเราจะไม่สามารถทำ AI ได้”
ขณะที่ในปี 2568 นี้จะมีการพัฒนา “น้องรักษ์” ซึ่งเป็นระบบ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และยกระดับการให้บริการประชาชน ให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึงลดขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งจะมีการกระจายอำนาจให้ ธนารักษ์ภาค เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ตั้งเป้าจะดำเนินการโครงการทั้งหมดให้ได้ในปี 2569 โดยในปี 2568 นี้ จะเริ่มจากการทำโครงการต้นแบบเพื่อใช้เป็นโมเดล เช่น โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่ที่ทำกินให้ประชาชน รวมถึงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย การทำต้นแบบเหรียญสะสมให้ได้ตามมาตรฐานสากล ให้เกิดขึ้นได้จริงก่อน
“เรากำหนดไว้ว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้ทั้งหมดนี้ต้องทำเสร็จในปี 2569 และภายในเดือนกันยายน 2568 ต้องเริ่มทำโครงการต้นแบบทุกโครงการให้ได้ เพื่อปี 2569 จะได้เริ่มต้นโครงการจริงพร้อมกันทั้งประเทศ”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2568 ฉบับที่ 517 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/