“ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีนำเข้าญี่ปุ่นรอบใหม่ ปมไม่เปิดตลาดข้าว เร่งเจรจาก่อนเส้นตาย 9 ก.ค.
สงครามการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นปะทุอีกระลอก หลัง ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าญี่ปุ่นรอบใหม่ เหตุไม่ยอมรับข้าวจากอเมริกา ด้านทำเนียบขาวเร่งเดินหน้าปิดดีลการค้ากับหลายประเทศ ก่อนเส้นตายภาษีใหม่มีผล 9 ก.ค.
วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.44 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่จะเรียกเก็บภาษีรอบใหม่กับญี่ปุ่น ขณะที่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของทำเนียบขาวเผยว่ารัฐบาลมีเป้าหมายจะสรุปข้อตกลงการค้ากับพันธมิตรหลายประเทศหลังวันชาติสหรัฐ ในวันที่ 4 กรกฎาคม
คำขู่ล่าสุดของทรัมป์ต่อญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ภาษีสินค้านำเข้าจะกลับมาเพิ่มขึ้นสำหรับคู่ค้าหลายสิบประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น โดยทรัมป์อ้างว่าญี่ปุ่นไม่ยอมเปิดตลาดให้ข้าวจากสหรัฐ
“พวกเขาไม่รับข้าวจากเรา ทั้งที่มีปัญหาข้าวขาดแคลนอย่างหนัก” ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดีย “พูดง่าย ๆ คือ เราจะส่งจดหมายไปหา และเราก็ยังชอบมีญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางการค้าต่อไปอีกหลายปี”
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามใช้ความกดดันต่อคู่เจรจาก่อนถึงเส้นตาย โดยขู่ว่าจะยุติการเจรจากับประเทศที่เขาเห็นว่าไม่ให้ความร่วมมือ และจะส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีใหม่ไปแทน ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ทรัมป์ระงับการเรียกเก็บภาษีรายประเทศเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจา ซึ่งตั้งแต่นั้นมา เขาและทีมงานก็ให้คำมั่นว่าจะมีข้อตกลงออกมาภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่จนถึงตอนนี้ มีเพียงข้อตกลงกรอบกว้าง ๆ กับจีนและสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่ประกาศออกมา
ขณะเดียวกันเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวว่า จะมีการประกาศข้อตกลงกับรัฐบาลต่างประเทศหลายแห่งหลังวันชาติสหรัฐ โดยช่วงก่อนหน้านั้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันร่างกฎหมายลดภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ของทรัมป์ให้ผ่านรัฐสภาให้ทันก่อนวันหยุด
แม้ทรัมป์จะโพสต์ข้อความกดดัน แต่แฮสเซตต์ยืนยันว่าการเจรจากับญี่ปุ่นจะยังดำเนินต่อไปจนถึงนาทีสุดท้าย โดยระบุว่า“ยังไม่มีอะไรจบ ผมรู้ว่าเขาโพสต์อะไร แต่การเจรจาก็จะมีต่อไปจนถึงวินาทีสุดท้าย”
หลังจากข่าวดังกล่าวออกมา หุ้นโตเกียวร่วงลงช่วงเช้าวันอังคาร ดัชนี Topix ลดลงสูงสุด 0.7% ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบจากคำขู่ของทรัมป์
ทั้งนี้ปัญหาข้าวขาดแคลนที่ทรัมป์พูดถึงกำลังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ โดยราคาข้าวในญี่ปุ่นพุ่งขึ้นเป็นสองเท่าในรอบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ต้องนำข้าวสำรองฉุกเฉินออกมาจำหน่าย และลดบทบาทช่องทางจำหน่ายแบบดั้งเดิม
แม้การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดความไม่พอใจของประชาชน แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครัฐบาล
การเพิ่มการนำเข้าข้าวจากสหรัฐอาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลน แต่จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับภาคเกษตรในประเทศ โดยเฉพาะหากประชาชนมองว่าผลประโยชน์ของเกษตรกรถูกละทิ้งเพื่อแลกกับการลดภาษีอุตสาหกรรมยานยนต์
รัฐบาลอิชิบะมีแนวโน้มที่จะชะลอการยอมรับข้อเรียกร้องจากสหรัฐที่กระทบเกษตรกร ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568
ทั้งนี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลทรัมป์กล่าวหาญี่ปุ่นว่ากีดกันตลาดข้าวอย่างไม่เป็นธรรม โดยเมื่อเดือนมีนาคม โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ เลวิตต์ ระบุว่าญี่ปุ่นเก็บภาษีข้าวสูงถึง 700% ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง
ที่ผ่านมาคำขู่ของทรัมป์หลายครั้งทำให้คู่ค้าเปลี่ยนท่าที และกลับมาเจรจา เช่น ในกรณีแคนาดา ที่ทรัมป์ประกาศยุติการเจรจาตอบโต้ภาษีบริการดิจิทัลของแคนาดา แต่หลังจากออตตาวายกเลิกภาษีดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐก็กลับมาเจรจาต่อ โดยแฮสเซตต์ระบุว่ามีความคืบหน้ามากในการหารือกับแคนาดา
ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้ารายสำคัญของสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มองว่าอยู่ในกลุ่มที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ มากกว่าการถูกตั้งภาษี
ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลตั้งเป้าสรุปข้อตกลงการค้ากับ 10 ประเทศพันธมิตรหลัก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับจดหมายแจ้งอัตราภาษีใหม่แทน
ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นอัตราภาษีและอุปสรรคทางการค้า แม้การเจรจาจะยืดเยื้อมาหลายเดือนแล้ว โดยญี่ปุ่นเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีรถยนต์ 25% ของทรัมป์ โดยระบุว่าภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสำคัญ แต่ทรัมป์ปฏิเสธ พร้อมอ้างว่า ญี่ปุ่นไม่ได้นำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ
โดยญี่ปุ่นยังต้องเผชิญภาษีส่งออกไปสหรัฐอีกรอบที่ 24% ซึ่งลดลงมาอยู่ที่ 10% ในช่วงที่เปิดให้มีการเจรจา
เลวิตต์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐกำลังจะสรุปข้อตกลงกับอินเดียและประเทศอื่น ๆ ก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 9 กรกฎาคม ที่จะกลับมาใช้ภาษีสูงขึ้น หลังจากระงับการเรียกเก็บไป 90 วันเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจา
“ประธานาธิบดีจะกำหนดอัตราภาษีสำหรับประเทศเหล่านี้ หากพวกเขาไม่ยอมขึ้นโต๊ะเจรจาอย่างจริงใจ และเขาก็กำลังประชุมกับทีมเจรจาการค้าตลอดสัปดาห์นี้เพื่อจัดการเรื่องนี้” เลวิตต์กล่าว
ช่วงก่อนถึงเส้นตาย รัฐบาลต่างชาติ ภาคอุตสาหกรรม และทีมงานทำเนียบขาวต่างเร่งจัดประชุมและโทรศัพท์หารือ เพื่อผลักดันให้สินค้าและภาคธุรกิจของตนได้รับข้อยกเว้นจากภาษีนำเข้าของทรัมป์
อ้างอิง : finance.yahoo.com