โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(อ่านฟรีจนจบ) สลับชะตามาเป็นชายาอ๋องพิการ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ส.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 20.58 น. • เสี่ยวเทีย
มารดาเลี้ยงจับนางแต่งงานกับอ๋องพิการแทนน้องสาวนางก็ยอม สามียังประกาศรักมั่นสตรีอีกคนนางก็ยอม แต่ใครให้ความกล้าพวกเขามารังแกนางกัน? แค้นนี้ย่อมส่งมอบคืน ในเมื่ออยู่กันดีๆไม่ได้ ก็ต้องย่อยยับกันไปข้าง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ

เจียงเยี่ยนฟางถูกสลับตัวมาแต่งงานแทนน้องสาว สิ่งใดที่บิดาขอให้ทำ นางยอมทำตามทั้งหมดด้วยเพราะมีเรื่องที่ต้องการ

หากแต่แต่งให้ใครไม่แต่ง กลับต้องแต่งเข้าจวนชินอ๋องพิการที่ประกาศรักมั่นเพียงสตรีอีกนาง (คู่นกยวนยาง)

แถมทั้งบ้านเดิม และคู่นกยวนยางยังสลับกันมารังแกนางไม่เว้นวัน สรรหาเรื่องปวดหัวมาให้ตลอด

พวกเขาคิดว่านางเป็นสตรีที่ถูกมารดาเลี้ยงส่งไปอยู่ไกลบ้านไกลเมืองแล้วจะอ่อนแองั้นหรือ

นางหาใช่ 'เจียงเยี่ยนฟาง' คนที่พวกเขาคิดว่าใช่เสียที่ไหน!

คราแรกนางก็ยอมทนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ในเมื่ออยู่กันดีๆ ไม่ได้ก็ให้ย่อยยับกันไปข้าง!

นิยายไม่มี Nc มีแค่เนื้อหาล้วนๆ

อ่านฟรีจนจบ ฟรีตอนละ 14 วันค่ะ หลังจากนั้นจะติดเหรียญ

มีฉากนองเลือดตามฉบับนิยายจีน กรุณาเลื่อนลงอ่านแท๊คข้างล่างสุดของหน้าแนะนำ

นางเอกไม่ใช่คนดี ธงแดง 5 ผสมดำ 4 ผสมเขียว 1 (เขียวแค่กับพระเอก อิอิ)

เป็นนิยายยาว อ่านฟรีจนถึงตอนจบ จบที่ว่าคือทั้งคู่ได้จบเรื่องราววุ่นวายและพร้อมจะครองคู่กันแล้ว

ส่วนในอีบุ๊คจะมีตอนพิเศษ 200 กว่าหน้า ซึ่งขายรวมกับเนื้อหาในเล่ม 5 ที่มีอีกแค่ 100 หน้าค่ะ

นักเขียนได้เฉลี่ยราคาและจำนวนหน้าให้เท่ากัน เพื่อให้ราคาต่อเล่มไม่แพงเกินไป ดังนั้นจะเป็นการขายรวมราคาตอนพิเศษด้วยเลย ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่จะแถมตอนพิเศษไปด้วย ถ้าทำแบบนั้นแล้วราคาเล่มอื่นจะแพงกว่าเล่มสุดท้ายค่ะ เพราะเล่มสุดท้ายเนื้อหาหลักมันเป็นติ่ง ถ้ารวมเล่ม 4+5 ให้เป็นหนึ่งก็เกิน 600 กว่าหน้าแน่ๆ อัดไปจนหมดก็คิดว่ามันจะเยอะเกินไป จึงทำการแยกเล่มและเฉลี่ยราคาให้เท่ากันแทน

อารมณ์เหมือนซื้อบ็อคเซทแล้วหารราคาเล่มให้ตกราคาเท่าๆ กันงัฟ

เรื่องนี้นอ.จะเด่นกว่าพอ.นะคะ

เนื้อเรื่องเป็นการเล่าถึงคนสองคน ตัวหลักคือ พอ.นอ. ส่วนเรื่องของคนตัวร้ายจะเล่าแบบรวบรัดนิดหน่อยค่ะ เพื่อไม่ให้เรื่องยาวเกินไป

คำเตือน มีเลือด การใช้ความรุนแรง การฆ่า และการเล่นกับจิตใจ อายุ18 ไม่ควรอ่านในที่สารธารณะ แต่แอบแม่อ่านได้อยู่

Creepy: น่าสยดสยอง Blood: มีเลือดViolence: การใช้ความรุนแรงAbleism: การดูถูกเหยียดหยาม หรือมีอคติต่อผู้พิการ

Abusive relationship: ความสัมพันธ์ที่มีการทำร้าย / การใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ว่าจะทางร่างกาย จิตใจ คำพูด หรือทางเพศ

Anesthetics: สารที่ทำให้ประสาทสัมผัสทำงานน้อยลง ตอบสนองต่อสิ่ง เร้าน้อยลง และทำให้สมองทำงานช้าลง คือทำให้กึ่งๆ ไม่รู้สึกตัวAphrodisiacs: อาหารหรือยาที่กระตุ้นความต้องการทางเพศ Major character death: มีตัวละครหลักตาย

physical abuse: การทำร้ายทางกาย mental abuse: การทำร้ายจิตใจ emotional abuse: การทำร้ายทางอารมณ์ Murder: การฆาตกรรม Imprison: การกักขังหน่วงเหนี่ยว Psychopath: โรคจิต ชนิดว่าไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือรู้สึกผิดชอบชั่วดี เหมือนคนปกติ

บทนำ

บทนำ

ภายในห้องอันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินจากภายนอกสาดส่องเข้ามากระทบลงบนเงาร่างของคนสองคนที่อยู่กลางห้อง

คนผู้หนึ่งยืนสูงตระหง่าน เพียงแค่แผ่นหลังก็ดูสง่างาม

หากแต่อีกคนกลับนั่งอยู่กับพื้น แขนขาล้วนถูกพันธนาการไว้ทั้งหมด กอปรกับผมที่หลุดลุ่ยปกปิดหน้าตา ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

ปลายดาบแผ่ไอเย็นจรดลงข้างแก้มของนักโทษ ปาดปอยผมบางส่วนที่ปรกใบหน้าของคนเบื้องล่างอยู่ให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่สนใจ ตามติดมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจสายธารในเหมันต์ฤดูเอ่ยถามออกไปว่า

"เจ้าเป็นใคร" เงาวาววับของดาบที่สะท้อนอยู่ในความมืดยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงกว่าเดิม

"แม้แต่ยามนี้ ความจำของท่านอ๋องก็เลอะเลือนเสียแล้ว" สิ้นเสียงที่ตอบกลับมา ปลายประโยคก็ยังเจือด้วยการหัวเราะแผ่วเบาตบท้าย ประหนึ่งว่าไอเย็นจากดาบที่นาบอยู่ข้างแก้มมิได้ทำให้นางรู้สึกรู้สาอันใด

"บอกมา" การเอื้อนเอ่ยของอีกฝ่ายยังคงเชื่องช้าเหมือนเคย หากแต่ปลายดาบกลับยิ่งแนบสนิทชิดผิวขาวราวหิมะของนางมากขึ้นกว่าเก่า

มิรู้ว่าผู้ถูกถามมองเห็นถึงเจตนาในการวางดาบอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่ รึไม่คิดเกรงกลัวกันแน่ นางถึงได้เอ่ยตอบเขาไปว่า

"ท่านอ๋อง… ผู้อื่นกล่าวว่าท่านช่างน่าสงสาร เป็นถึงเทพแห่งสงครามแต่กลับโชคร้ายขาพิการ มิหนำซ้ำส่วนนั้นก็มิทำงาน เรื่องนี้ถูกพูดถึงในวงสนทนากี่รอบต่อกี่รอบ ข้าฟังจนหูแทบไร้ความรู้สึกไปแล้ว ยามนี้ หากเรื่องที่ท่านหลง ๆ ลืม ๆ ถูกเปิดเผยออกไปอีก ชาวบ้านจะมิเวทนาอาดูรท่านกว่าเดิมหรือไร" ความกระจ่างในน้ำเสียงของนางยังคงเด่นชัด ชัดเสียยิ่งกว่าการมองเห็นสภาพภายในห้องมืด ๆ แห่งนี้เสียอีก

"เจ้า!" สุดท้ายคนที่ใจเย็นอย่างเขาก็มิอาจทนไหว เผลอตวาดออกมา ตัวเขาสั่งคนมัดนางไว้ก็แล้ว ล่ามโซ่ก็แล้ว แต่ก็มิวายมีเรื่องให้หงุดหงิดใจอีก เพียงเพราะต้องเหลือปากให้นางตอบคำถาม ยามนี้ถึงได้หัวเสียเพราะคำพูดของนางเข้าให้แล้ว

ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คำตอบที่มอบกลับมาอีกคราก็ทำให้สรรพสิ่งรอบกายเงียบงันลงกว่าเดิม

"พี่ลี่หยาง ข้าก็คือ 'เจียงเยี่ยนฟาง' ชายารองของท่านอย่างไรเล่าเพคะ บุตรสาวคนโตของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย…"

"…" มือที่ถือดาบอยู่พลันกำแน่นขึ้นอีกนิด หวังว่าสัมผัสในมือจะย้ำเตือนสติ มิให้เขาใช้อารมณ์ชั่ววูบสังหารนางทิ้งไปเสียตอนนี้ "เจ้าไม่ใช่!"

แม้ดวงหน้าของนางที่ถูกแสงจันทร์ลอดผ่านเส้นผมไปกระทบ มองดูอย่างไรก็รู้ว่ากำลังเยาะเย้ยเขาอย่างออกนอกหน้า แถมยังดูไม่สนแม้ว่าตนกำลังจะตายก็ตาม ทว่าสตรีที่บอกว่าตนคือเจียงเยี่ยนฟางกลับเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน "ท่านพี่… ท่านลืมข้าได้อย่างไรเพ…"

แต่ไม่ทันได้ให้ผู้อื่นหยอกเย้าเล่นจนจบ ปลายดาบก็เปลี่ยนมาเชยคางของเจียงเยี่ยนฟางขึ้น จนนางต้องจำยอม เชิดหน้าตามขึ้นไป นำพาให้ปากที่กำลังเอ่ยวาจาต้องหุบลงทันที

จังหวะนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันพลันปรากฏบนมุมปากของท่านอ๋องผู้อยู่เหนือกว่าสตรีใต้เท้าของตน เพียงแต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะสิ่งที่นางกระทำต่อมากลับยิ่งเหนือความคาดหมาย

เมื่อรอยยิ้มของสตรีที่นั่งอยู่พลันกระตุกขึ้นตามคนที่ยืนกดตาลงต่ำมองดูตนเอง นางเบี่ยงหน้าหลบไม่ให้คมของดาบสัมผัสโดนใบหน้า อย่างไรเสียสตรีก็รักใบหน้ายิ่งชีพ นางเองก็ไม่ต่าง แต่พอหลบพ้นแล้วเจียงเยี่ยนฟางก็เอาคอพาดลงไปบนดาบอีกรอบ เพื่อให้ดาบบาดผิวบนลำคอของตนแทน

ตายเพราะดาบปาดคอนางรับได้ แต่ตายศพไม่สวย… นางรับไม่ได้!

มือใหญ่แทบจะดึงดาบออกมาเกือบไม่ทัน เซียวลี่หยางเซถอยหลังไปถึงสองก้าวด้วยความตกใจในความบ้าบิ่นของนาง เขารู้ว่านางประหลาด รู้ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียสติ หรือคนที่ส่งนางมา ก็หวังให้นางสละชีพตนเองอยู่แล้วหากทำงานมิสำเร็จ นางเลยไม่สู้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ดีกว่าถูกเขาจับทรมานสอบปากคำให้คลายความจริงออกมา

จังหวะนั้น เสียงหัวเราะก็ดังออกมาจากร่างบางที่ถูกมัดมือไขว้หลังนั่งอยู่บนพื้น ผมยาวสยายตกลงมาราวกับภูตผี

ความหนาวเย็นรอบกายกอปรกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดก็ทำให้อีกคนในห้องที่หลบอยู่ในเงามืดถึงขั้นขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้ามาประชิดเจ้านายของตนเพื่อหวังจะถามว่าจะเอายังไงต่อ

ฉับพลันนั้นที่เจียงเยี่ยนฟางเงยหน้าขี้นมา นางก็ยกยิ้มหวานยียวนจ้องมองท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ หยาดเลือดสีแดงสดค่อย ๆ แทรกซึมออกมาจากบาดแผลบนลำคอ สีชาดของเลือดช่างตัดกับผิวขาวซีดนั้นอย่างชัดเจน เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาไม่พอใจของสามี นางก็หัวเราะเสียงเย็นออกมาอีกระลอกหนึ่ง

ตัวท่านอ๋องที่สบตากับนางอยู่ก็จ้องมองนางด้วยใบหน้าสงสัย 'เจ็บขนาดนั้นแต่กลับยังหัวเราะออกมาได้ นาง… เสียสติไปแล้วหรือไร!'

ครั้นเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว เจียงเยี่ยนฟางก็หอบหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เอ่ยกับเขาด้วยเสียงหวานอย่างที่ไม่เคยเอ่ยมาก่อน แต่คนฟังย่อมรู้แน่ว่านางกำลังกวนประสาทเขาอยู่

"ตัดใจสังหารมิลงหรือเพคะ หรือทรงมีใจให้หม่อมฉันไปแล้ว"

"ประสาท!" เขาสบถอย่างหาได้ยาก สะบัดกายเตรียมจะจากไป "ทรมานนาง เค้นคำตอบมาให้ข้า!"

ประตูห้องมืดถูกเปิดออกแล้ว แสงจากด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามา ก็นำพาให้เห็นดวงตาไร้ความรู้สึกของนักโทษบนพื้นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่กำลังยิ้มให้สวามีของตนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ยิ่งบวกกับสภาพผมเผ้าที่ดูไม่ต่างจากขอทานของนาง ผู้ใดที่ได้พบเห็น หากไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็คงคิดว่านางคือวิญญาณร้ายที่ถูกจับขังก็ไม่ปาน

"พ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าองครักษ์ด้านนอกรับคำ แต่มิทันได้เดินเข้ามาด้านในก็ต้องรีบหันกลับไปสนใจร่างของเจ้านายที่ทรุดลงกะทันหันแทน

"ท่านอ๋อง!"

มือของเซียวลี่หยางที่ยังคงถือดาบอยู่ก็พลันปักดาบทิ่มลงดิน ใช้ประคองร่างที่เจ็บปวดอย่างกะทันหันไว้ได้ทันพอดี ทำให้เขาไม่ล้มลงไป หากแต่เลือดคลั่งที่กลั้นไว้ได้ในตอนแรก สุดท้ายก็ไหลออกมาที่มุมปาก ขับเน้นให้ดวงตาที่แผ่ไอสังหารออกมาวาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่ด้านใน มือใหญ่อีกข้างที่ยังว่าง ก็ยกห้ามคนของตนไว้ ไม่ให้มาประคองตัวเอง

ทว่าความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นอีกทบเท่าพันทวี จนแขนขาอ่อนแรง ร่างพลันทรุดลงไปกับพื้นในท่าคุกเข่าด้วยการฝืนทนอย่างสุดความสามารถแล้ว

"ท่านอ๋อง!" เหล่าองครักษ์ต่างร้องเรียกด้วยความตกใจอีกระรอก

ชินอ๋องแห่งแคว้นเฉิงที่กำลังจะไร้สติก็หันกลับไปมองด้านหลัง หวังใช้แรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะทนไม่ไหวเพื่อบอกถึงต้นเหตุของเรื่อง

ทว่า… ด้านหลังที่เคยมีสตรีเสียสติผู้นั้นนั่งคุกเข่าอยู่พร้อมกับเชือกที่มัดตัวและโซ่ตรวนที่ขา บัดนี้กลับว่างเปล่า ร้างไร้คน! ภายในห้องหลงเหลือเพียงกลิ่นเลือดเจือจางในอากาศบ่งบอกว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง เรื่องที่เมื่อครู่นางยังอยู่ตรงนั้น และหากไม่เห็นว่า ยังคงมีโซ่ที่ถูกถอดออกวางไว้อยู่ข้างปอยผมที่ถูกตัดขาดของนาง บัดนี้คงพานคิดไปแล้วว่าสตรีนางนั้นอาจเป็นผีสางจริง!

"นักโทษหายไปไหนแล้ว!" เติ้งอู๋ที่เดินตามเซียวลี่หยางออกมาตะโกนเสียงดังลั่น พลางนั่งลงประคองเจ้านายไว้ "ค้นหาให้ทั่ว อย่าให้นางหนีได้!"

อันนี้เป็นแค่บทเปิดเรื่อง ไม่มีความเกี่ยวข้อกับต้นเรื่องนะคะ

สปอยล์ในตต.แบบคราวๆ ค่ะ https://vt.tiktok.com/ZShoL6Gyy/

บทที่ 1.1 งานแต่งครั้งนี้ท่านไม่ยินยอมแล้วคิดว่าข้าเต็มใจหรือ

1 งานแต่งครั้งนี้ท่านไม่ยินยอมแล้วคิดว่าข้าเต็มใจหรือ

รัชศกหนิงเฉิง [1] ปีที่ 3

เมื่อสารทฤดู [2] เริ่มต้นไปครึ่งทาง

ที่เรือนแห่งหนึ่งภายในจวนของชินอ๋อง กลิ่นความเป็นสิริมงคลตลบอบอวลไปทั่วห้อง รายล้อมด้วยสรรพสิ่งที่มีสีแดงของสัญลักษณ์การแต่งงาน

คราแรกเจียงเยี่ยนฟางที่ถูกพาเข้ามาในห้องหอ นางก็ยอมนั่งสงบเสงี่ยมบนเตียงนอนอยู่นานสองนาน ทว่าทันทีที่สาวใช้จากไปแล้ว มือเรียวยาวดั่งหยกก็ยกขึ้นดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้าปูดบวมอันจืดชืดไร้การแต่งแต้มสีชาดอย่างที่ควรเป็น หากแต่บนใบหน้าที่ดูไม่ได้ กลับมีดวงตาที่กระจ่างชัด คล้ายมองทุกสิ่งบนโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง ติดที่ว่าสายตาคู่นั้นช่างดูเฉยเมยไร้ความรู้สึก

ยามเมื่อสิ่งบดบังสายตาถูกโยนออกไปไกลแล้ว ดวงตาของนางก็ไปตกต้องอยู่บนโต๊ะอาหารทันที

'ถึงแม้จะเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว แต่ท่านอ๋องพิการนั่นก็คงไม่เข้ามาในห้องหอกระมัง มิสู้ให้ปากอิ่มท้องอิ่มเสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดแผนต่อไป'

สิ้นความคิดในหัว เจียงเยี่ยนฟางในชุดสีแดงรุ่มร่ามที่พรั่งพร้อมด้วยเครื่องหัวครบชุดก็ลุกเดินไปยังโต๊ะอาหาร ทว่าเมื่อเข้าใกล้ที่หมายมากขึ้นอีกนิด คิ้วเรียวยาวที่เรียบตึงมานานก็พลันย่นเข้าหากัน จมูกสูดดมฟึดฟัดอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าตนได้กลิ่นอาหารเป็นอย่างอื่นแทน

หากแต่ยังมิทันได้เฉียดเข้าใกล้อีกนิดเพื่อตรวจสอบดู ประตูก็กระแทกเปิดออกอย่างแรง

ร่างสูงโปร่งเกินสตรีทั่วไปของเจียงเยี่ยนฟางพลันขยับกายกลับไปที่ที่เพิ่งจะจากมา แม้เครื่องหัวจะหนักไม่ใช่เล่น แต่คนกลับว่องไวราวกับปีศาจในความมืด มือคว้าผ้าสีแดงที่ถอดทิ้งไว้บนเตียงกลับมาคลุมหน้าตามเดิม ก่อนทิ้งตัวนั่งลง คล้ายมิได้ขยับไปไหนมาก่อน

'ชินอ๋องผู้นี้ ชาวบ้านในตลาดต่างกล่าวว่า เขาคือเทพสงครามที่ฟ้าไม่เห็นใจ หลังกลับจากสงครามครั้งสุดท้ายที่ทำให้บ้านเมืองสงบก็ดันโชคร้ายตกจากหลังม้าจนขาพิการ นอกจากนั้นแล้ว… ตั้งแต่เอวลงไปก็ยังใช้การไม่ได้อีก มิหนำซ้ำยังมีพระชายารองที่รักใคร่กลมเกลียวอยู่แล้วนางหนึ่ง ชาตินี้ได้ตระบัดสัตย์รักมั่นเพียงนางต่อหน้าใต้หล้า มิตบแต่งผู้ใดเพิ่มอีก

เห็นได้ชัดว่าเขามิได้สนใจเรื่องแต่งงานในครั้งนี้ แต่เพราะมีพระราชโองการลงมา มิตบแต่งก็เดือดร้อน จึงต้องกล้ำกลืนฝืนทนแต่งข้าเข้ามา เช่นนั้นก็ควรจะไม่เข้าห้องหอมิใช่หรือไร' เจียงเยี่ยนฟางบีบมือแน่น ต่อให้ใบหน้าของนางภายใต้ผ้าโปร่งสีแดงจะสงบนิ่งเพียงใด แต่อย่างไรก็กังวลอยู่ดี นึกถึงเรื่องราวที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นางเบาใจตกปากรับคำแต่งเข้ามา แต่ตอนนี้การกระทำของเขากลับสวนทางกับสิ่งที่นางเข้าใจมาตลอด

และแน่นอนว่านางมิได้คิดผิดว่าใครเป็นผู้มาเยือน ยืนยันได้จากเสียงล้อไม้ที่ลากไปกับพื้นมาตั้งแต่หน้าห้องหอ ก็บ่งบอกได้แล้วว่าเป็นเขาที่นางกำลังนึกถึงแน่ ๆ

"ท่านอ๋อง" เมื่อเสียงล้อลากนั้นหยุดลงตรงหน้านางแล้ว เจียงเยี่ยนฟางลุกขึ้นยืนผสานมือย่อตัวตามพิธี นางย่อมรู้นามและเรื่องราวคร่าว ๆ ของพระสวามีมาก่อน

เขาคือชินอ๋องแห่งแคว้นเฉิง เทพสงครามที่ชาวบ้านต่างยกย่อง นามเดิมคือ ลี่หยาง 'เซียวลี่หยาง' ภายหลังจากชนะศึกนับครั้งไม่ถ้วนฮ่องเต้พระองค์ก่อนจึงประทานนามให้ว่าซีฮัน [3] หากแต่นามเหล่านั้น นางจะเรียกได้หรือ ฟังจากน้ำเสียงเย็นชาของเขาในพิธีกราบไหว้ฟ้าดินก่อนหน้าแล้ว เจียงเยี่ยนฟางจึงทำได้เพียงเรียกเขาว่าท่านอ๋องเท่านั้น

"ออกไป"

น้ำเสียงเย็นเยียบที่นางจำได้ขึ้นใจพลันเอ่ยขึ้นขัดความเงียบงันภายในห้อง ดวงตาใสกระจ่างของเจียงเยี่ยนฟางมองผ่านผ้าแดงคลุมหน้าก็เห็นมือใหญ่ของอีกฝ่ายกำลังยกขึ้นเหนือบ่าของเจ้าตัวอยู่

"เพคะ" นางรับคำเสียงเบา ท่าทางย่อตัวจากลาทั้งนุ่มนวลและอ่อนหวาน แต่ในใจกลับต่างออกไป 'เหอะ! ข้าอยากอยู่ตายแหละ งานแต่งครั้งนี้ท่านไม่ยินยอม แล้วคิดว่าข้าเต็มใจหรือ ต้องขอบคุณท่านที่ไล่ข้าไป ข้าเองก็แทบไม่อยากคิดถึงการนอนร่วมเตียงกับผู้อื่น!'

แต่ไม่ทันให้นางได้มีโอกาสก้าวขา บุรุษตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นว่า "ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้า!"

เจียงเยี่ยนฟางจึงชะงักอยู่ตรงนั้นตามเดิม รีบลดมือลงอย่างเชื่องช้าเพื่อแก้เก้อ หัวใจกระตุกเกร็งไปพร้อมกับเสียงเท้าของบ่าวที่พารถเข็นเข้ามาในคราแรกเดินจากไป ยิ่งเสียงปิดประตูนั้นก็คล้ายย้ำเตือนว่าหัวใจของนางยังเต้นแรงเฉกเช่นผู้อื่นเป็นด้วย

"ตระกูลเจียงไม่ได้บอกเจ้ารึไรว่าข้าเดินมิได้"

เจียงเยี่ยนฟางขบฟันแน่น รู้แน่ว่าน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยกับคำถามนั้นกำลังประชดประชันนางอยู่ นางจะมิรู้ได้อย่างไรว่าเขาเดินไม่ได้ ก็เห็น ๆ อยู่ว่าก่อนหน้านี้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป [4] นางเพิ่งจะโค้งคำนับฟ้าดินกับเขามา

แต่กราบไหว้ฟ้าดินอย่างไรถึงได้กราบไหว้กันสามคน! ด้วยคำอ้างที่ว่าเขาขยับเก้าอี้รถเข็นด้วยตัวเองได้ลำบาก จึงให้บ่าวชายคนหนึ่งคอยหันเก้าอี้รถเข็นไปทางนั้นทีทางนี้ที เพื่อทำพิธีกับนางให้ครบตามธรรมเนียม การกระทำแปลกประหลาดที่มองดูก็รู้ว่าไม่เต็มใจแต่งขนาดนี้ ผู้ใดเล่าจะลืมได้ลง!

แต่เรื่องเล่านั้นแน่นอนว่าต้องเก็บไว้ในใจ นางพยายามรักษาน้ำเสียงให้น่าฟังที่สุด ก่อนจะเอ่ยตอบเขาออกไป "หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ"

สตรีที่ดีควรอยู่เป็น เจียงเยี่ยนฟางควรจะเสริมอีกนิดว่า นางรู้อยู่แล้วและมิได้รังเกียจเขา ทั้งยังชมชอบในความสามารถของเขามานาน และยินดีเป็นพระชายาอีกคนของเขา

หากแต่นิสัยเดิมของนางหาใช่คนอ่อนหวานและโอนเอนตามแรงลมได้ตลอด ดังนั้นต่อให้รู้แล้วอย่างไร นาง ไม่ ทำ! แค่เสแสร้งย่อตัวทำความเคารพเขาอย่างลำบากเพื่อให้ดูน่ามองก็เหนือบ่ากว่าแรงแล้ว จะให้นางพยายามประจบเขาให้มากกว่านี้อีกก็คงเป็นไปได้ยาก

"ทราบแล้ว?" อีกฝ่ายถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ "ทราบแล้ว แล้วยังมิมาปรนนิบัติข้าอีก หรือต้องให้บ่าวรับใช้ชายคนเมื่อครู่มาพาข้าเข้าห้องหอกับเจ้า!"

[1] หนิงเฉิง หมายถึง ความสำเร็จที่สงบสุข

[2] สารทฤดู หมายถึง ฤดูใบไม้ร่วง

[3] ซีฮัน หมายถึง เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่คอยคุ้มครองดูแล

[4] หนึ่งก้านธูป เทียบเวลาหนึ่งชั่วโมง

(ส่วนไหนที่คำแปลยาว ไรท์จะใส่ไว้ข้างล่างแทนเพื่อไม่ให้เสียรสชาติในการอ่านค่ะ แต่จะมีฉากหนึ่งของเล่มสามที่ยาวมาก ยังไงไงไรท์จะดูอีกทีนะคะว่าจะเสริมไปพร้อมกันเลยไหม)

บทที่ 1.2 ทำตัวให้เหมือนคนไร้ตัวตน

กึก

เจียงเยี่ยนฟางแทบจะได้ยินเสียงฟันของตัวเองที่ขบกันจนเกือบแตก! แต่นางก็ประคองสติไว้ได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องทำให้สำเร็จ "ขออภัยเพคะท่านอ๋อง เป็นหม่อมฉันเลินเล่อเอง"

ร่างสูงในชุดเจ้าสาวสีแดงขยับเข้าใกล้เขาอีกนิด

"ยืนตรงหน้าข้า" เขาเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย "ตระกูลเจียงไม่สอนแม้กระทั่งพิธี?!"

คำก็ตระกูลเจียง สองคำก็ตระกูลเจียง! นางจะอดทนไปได้สักกี่น้ำเชียว เพียงเพราะชอบสตรีผู้นั้นอยู่ก่อนแล้วและไม่ได้อยากแต่งงาน เหตุใดจึงดูจงเกลียดจงชังไปถึงตระกูลเจียงด้วย

เจียงเยี่ยนฟางเลือกที่จะทิ้งคำถามมากมายไว้ในใจ ก้าวเท้ากลับไปยืนตรงหน้าเขา ก่อนจะถูกดึงผ้าคลุมหน้าออก นางอดแปลกใจมิได้ ตัวนางเป็นสตรีร่างสูงพอ ๆ กับบุรุษ ไหนจะเครื่องประดับบนหัวที่สูงเกินหนึ่งฝ่ามือ แต่ผู้ที่เพิ่งกราบฟ้าดินกับนางมาซึ่งต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นตลอด กลับสามารถตวัดผ้าออกจากศีรษะของนางที่ยืนเต็มความสูงได้อย่างง่ายได้

ชั่วลมหายใจนั้น นางก้มตาลงต่ำ แล้วคิดว่าเดี๋ยวค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นมองหน้าเขาอย่างเชื่องช้าเพื่อทำเหมือนกำลังเขินอายให้สมกับเป็นสตรีทั่วไปเสียหน่อย ทว่าเมื่อได้มองอีกฝ่ายแล้วก็ต้องชะงัก ไม่ทันได้ดึงสายตากลับมาอย่างที่คิดไว้ในใจคราแรก สุดท้ายกลับกลายเป็นเหมือนตนเองตกใจในรูปโฉมของผู้อื่นแทน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

'ซีฮันชินอ๋องรูปโฉมงดงามชวนเพ้อฝัน สง่างามยิ่งกว่าเทพเซียนบนแดนสวรรค์ รูปร่างสูงใหญ่องอาจ ความปรีชาเหนือผู้ใดทั้งปวง'

นั่นคือคำเล่าขานที่นางเคยได้ยินมา เรื่องเล่านั้นช่างดูไกลตัวในคราแรก แต่ยามนี้พอได้แย้มยลด้วยตาตนเองก็พบว่า ไม่เกินจริง!

สิ่งที่ทำให้เจียงเยี่ยนฟางกลับมามีสติอีกครั้ง ก็คงจะเป็นสายตาเย้ยหยันของเขาที่มองนางกลับมา

"ขออภัยที่ใบหน้าของหม่อมฉันทำให้ท่านอ๋องทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยเพคะ" เจียงเยี่ยนฟางรีบค้นหาผ้าปิดหน้าที่พกมาด้วยมาคลุมไว้ครึ่งหน้า

เป็นผู้ใดได้ยลโฉมนางก็ต้องตกใจกับแก้มที่บวมเป่งเหมือนโดนผึ้งต่อย แม้นในสายตานางถือว่าไม่ถึงขั้นอัปลักษณ์ แต่ก็มิได้น่ามอง ยังดีที่สายตาของเขาเพียงแค่มีความไม่พอใจเล็กน้อยเท่านั้น มิได้ถึงขั้นรังเกียจกัน

"ดื่มสุรามงคลเถิด" ประหนึ่งว่าเซียวลี่หยางมิอยากเสียเวลาเสวนากับนางให้มากความ จึงพูดถึงขั้นตอนต่อไปออกมา แถมยังเบนสายตามองไปทางอื่น

เจียงเยี่ยนฟางรับคำ พลางขยับตัวไปเข็นเก้าอี้รถเข็นพาเขาไปที่โต๊ะอาหาร

ต่อจากนั้นท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ก็เริ่มลงมือรินสุรามงคลให้นางด้วยตนเอง และมิทันรอให้สุราได้กำจายกลิ่นจรุงออกมา เขาก็ทำท่าจะยกจอกสุราของตนเองขึ้นมาแล้วดูอย่างไรก็รู้ว่าต้องการรีบเร่งพิธีให้จบอย่างไม่คิดจะปิดบัง หรือแม้แต่คิดจะรักษาน้ำใจนาง

ถึงแม้ใบหน้าของเจียงเยี่ยนฟางจะเรียกได้ว่าสามัญจนแทบจะไม่น่ามอง แต่แววตาคู่ที่อยู่พ้นผ้าปิดหน้าขึ้นมากลับสว่างไสวราวกับแสงดาว ยามนี้ดวงตาคู่นั้นที่กำลังชำเลืองมองจอกสุราก็สั่นไหวเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตาไปมองมือเรียวยาวของผู้ที่ตนเพิ่งเข้าพิธีมงคลด้วย กำลังยกจอกสุราขึ้นมา

นางก็รีบคว้าจอกสุราของตัวเองตามมาติด ๆ แต่กลับไม่ระวัง ตอนที่กำลังจะยกจอกไปหาอีกฝ่าย มือก็ปัดกาสุราหล่นจากโต๊ะจนตกแตก เสียงเคร้งคร้างของกาสุราที่ทำมาจากหยกชั้นดีก็ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ แม้นกาหยกจะมีราคาแพง แต่ช่างแสนเปราะบาง เมื่อหล่นลงพื้นก็แตกกระจายไปคนละทิศละทางจนไม่เหลือรูปร่างเดิม

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เพราะความตกใจและมัวแต่หันไปมองตามกาสุราที่หล่นลงไป เจียงเยี่ยนฟางยังเผลอปัดมือไปชนกับมือของเซียวลี่หยางอย่างแรง เป็นผลให้จอกสุราของทั้งคู่หลุดออกจากมือไปพร้อมกัน

"…" เซียวลี่หยาง

เจียงเยี่ยนฟางรีบทรุดตัวนั่งลงหน้ารถเข็น ตัวสั่นงันงก "ขออภัยเพคะ ขออภัยเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยด้วยเสียงอันสั่นเครือและรวดเร็ว แต่ภายใต้ใบหน้าที่ก้มอยู่ ดวงตากลับมองหาจอกสุราที่หล่นไปเมื่อครู่ว่าแตกไม่เหลือชิ้นดีเช่นกันกับกาสุราแล้วหรือไม่

ก่อนหน้านี้ตอนที่ทำจอกหลุดมือ คราแรกยังคิดว่าท่านอ๋องคงจะอารมณ์เสียใส่นาง เพราะดูจากการกระทำที่ผ่านมาตั้งแต่เจอหน้ากันเขาก็เอาแต่ไม่ชอบใจนาง ยามนี้มันควรจะเป็นอย่างที่นางคาดไว้ แต่เขากลับเพียงแค่ผ่อนลมหายใจแรง ๆ ออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจแทน ไม่เหมือนคนในตระกูลของนางที่แม้นจะเป็นตระกูลอันมีชื่อเสียง แต่การกระทำกลับไม่สูงส่งเหมือนคนตรงหน้าแม้แต่น้อย

เจียงเยี่ยนฟางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่นั่งอยู่สูงกว่า ใบหน้าใต้ผืนผ้าบางนั้นแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

"คุณหนูใหญ่เจียง เพียงแค่พิธีง่าย ๆ เจ้าก็ทำให้มันพังลงได้ ช่างมีความสามารถยิ่งนัก" หากแต่เมื่อเขาเอ่ยวาจาแล้วนั้น แม้ไม่ด่าทอทว่ากลับเจ็บแสบยิ่งนัก

คนฟังได้แต่นิ่งงัน ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดได้อีก กล่าวเช่นนี้ มิสู้ตบหน้านางเสียยังดีกว่า มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังคงกล่าวต่ออีกว่า

"แม้เจ้าจะถูกส่งไปอยู่บ้านเดิมของมารดาที่ห่างไกล แต่อย่างไรก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรสาวของขุนนางชั้นสูงในราชสำนักอยู่ดี อีกทั้งยังได้ตบแต่งมาเป็นเช่อฝูจิ้น [1] ในจวนชินอ๋อง อย่างไรก็ควรวางตัวให้ดีกว่านี้"

"หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ ขอท่านอ๋องโปรดอภัย…" เจียงเยี่ยนฟางคลานเข่าเข้าไปเกาะที่หัวเข่าของอีกฝ่าย หยาดน้ำตาเอ่อคลอไปทั่วดวงตาคู่สวยจนดูน่าเวทนา

"ข้าขอเตือนเจ้า…" เซียวลู่หยางใช้มือบีบแก้มชายารองคนใหม่ของตนแน่น บังคับให้นางเชิดหน้าขึ้นมาสบตาตนเอง ไม่สนว่าอีกฝ่ายอยู่ในอาการหวาดกลัวตนเอง จนมือที่กำลังเกาะอยู่บนหัวเข่าของเขาจะสั่นเพียงไร นางก็แค่หมากตัวหนึ่งที่จะต้องกำจัดทิ้งในสักวัน ไม่ต้องให้เขานำมาใส่ใจ

[1] เช่อฝูจิ้น คือ ตำแหน่งพระชายารองของชินอ๋อง มีได้ทั้งหมดสี่คน

นางชอบแต่งตัวเหมือนผู้ชาย นักเขียนเลยสั่งปกโดยบอกให้นักวาดใส่ชุดผู้ชายให้นางเอกค่ะ ไม่ใช่ปกชายชายเด้อ

วาดโดย Lunary

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...