เครือข่ายทุนนิยมพวกพ้อง เครื่องมือสร้างอำนาจของตระกูลฮุน โดยไม่ต้องพึ่งความนิยมจากประชาชน
มีความเข้าใจผิดกันอย่างกว้างขวางว่ารัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และบิดาของเขา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและประธานองคมนตรี สร้างประเด็นพิพาทเรื่องเขตแดนกับประเทศไทยเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง แต่แท้จริงแล้วตระกูลฮุนไม่ได้อาศัยคะแนนนิยมค้ำจุนอำนาจ หากแต่ใช้เครือข่ายทางอำนาจและธุรกิจในระบบทุนนิยมพวกพ้อง สร้างความชอบธรรมด้วยผลงาน
ตรงกันข้ามกับภาพของผู้นำประชานิยมในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องหาเสียง สร้างนโยบายถูกใจ หรือเรียกความนิยมผ่านวาทกรรม ‘ชาตินิยม’ ตระกูลฮุนสร้างอำนาจจากสิ่งที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่า สิ่งนั้นคือเครือข่ายทางอำนาจที่เชื่อมโยงกันระหว่างรัฐ ราชการ วงศ์ตระกูล และทุน ซึ่งถูกออกแบบอย่างเป็นระบบและดำรงอยู่อย่างมั่นคงภายใต้รูปแบบของ ‘ทุนนิยมพวกพ้อง’ (Crony Capitalism)
อำนาจของตระกูลฮุนไม่ใช่เพียงการสืบทอดทางสายเลือด แต่คือการฝังรากในระบบราชการ พรรคการเมือง รัฐสภา ฝ่ายความมั่นคง และเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ โดยสมาชิกในครอบครัว ฮุน เซน ได้ครองตำแหน่งสำคัญทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายความมั่นคง และเศรษฐกิจ มาอย่างยาวนาน
ในครอบครัวของ ฮุน เซน บรรดาลูกๆ ของเขาต่างมีตำแหน่งแห่งที่ซึ่งจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ
คนที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดเริ่มจาก ฮุน มาเนต บุตรชายคนโต ผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากผู้เป็นบิดาผ่านระบบการคัดเลือกในพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party) และการเลือกตั้งเมื่อปี 2023 โดยปราศจากคู่แข่ง เขาได้รับการฝึกปรือให้มีทักษะทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ จากสถาบันการศึกษาชั้นสูงในสหรัฐฯ และอังกฤษ
ฮุน มานิต (Hun Manith) บุตรชายคนรอง เป็นทหารเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่ทำงานด้านการข่าวในตำแหน่งเจ้ากรมข่าวกรอง สังกัดกระทรวงกลาโหม และเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วย เขาควบคุมกลไกความมั่นคงที่สามารถชี้เป็นชี้ตายคู่แข่งทางการเมืองได้ ส่วนภรรยาของเขาคือ ฮก จันเทวี ก็เป็นบุตรสาวของ ฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจผู้ทรงอิทธิพล
ฮุน มานี (Hun Many) ลูกชายอีกคน ทำงานการเมืองมาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา (Union of Youth Federations of Cambodia: UYFC) ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนที่ทรงอิทธิพล ใช้สร้างเครือข่ายทางการเมืองรุ่นใหม่และจัดกิจกรรมเชิงอุดมการณ์ของพรรคประชาชนกัมพูชา มีบทบาทสำคัญในพรรค ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ ฮุน มาเนต ผู้เป็นพี่ชาย
ฮุน มานา (Hun Mana) บุตรสาวคนโตของ ฮุน เซน เป็นนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพล สร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ด้านสื่อและโทรคมนาคม เธอเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุหลายแห่ง สื่อสิ่งพิมพ์ แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ แม้กระทั่งหนึ่งในบริษัทโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดของกัมพูชา
มีรายงานระบุว่า ฮุน มานา ได้จดทะเบียนถือหุ้นในบริษัทจำนวน 22 แห่ง รวมทุนจดทะเบียนทั้งสิ้นกว่า 66 ล้านดอลลาร์ ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของครอบครัวฮุน นอกจากนี้ ฮุน มานา ยังขยายธุรกิจไปทำเหมืองแร่ เคยเป็นผู้บริหารของบริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ได้รับสัมปทานพื้นที่กว่า 600,000 ไร่ (มีทหารดูแลสัมปทาน) ในพื้นที่ของชาวบ้าน การถือครองธุรกิจในวงกว้างของ ฮุน มานา สะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวผู้นำได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
ฮุน มะลิ (Hun Maly) บุตรสาวคนเล็กของ ฮุน เซน มีบทบาทสาธารณะน้อยกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่ก็มีส่วนในเครือข่ายพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของครอบครัวผ่านการแต่งงาน โดย ฮุน มะลิ แต่งงานกับนักธุรกิจ ซก พุทธิวุฒิ บุตรชายของ ซก อาน อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ (ซก อาน เคยเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน มาอย่างยาวนานและมีบทบาทในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนในไหล่ทวีปกับไทยและลงนามในแถลงการณ์ร่วมกรณีปราสาทพระวิหาร ปี 2008) การแต่งงานครั้งนี้เชื่อมโยงครอบครัวฮุนเข้ากับเครือข่ายอำนาจของ ซก อาน โดย ฮุน มะลิ และสามีมีส่วนร่วมในกลุ่มธุรกิจ Soma Group ที่ดำเนินการในหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่เกษตรกรรมไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ทำให้เครือข่ายครอบครัวฝังรากลึกยิ่งขึ้นในภูมิทัศน์ธุรกิจของกัมพูชา
ในขณะที่ตระกูลฮุนควบคุมกลไกรัฐ กลุ่มทุนที่เกี่ยวดองกับพวกเขาก็ขยายตัวไปพร้อมกันในฐานะผู้รับสัมปทาน การผูกขาด และผู้จัดการโครงการของรัฐ ซึ่งนายทุนสำคัญที่จะต้องได้รับการกล่าวถึงในที่นี้ได้แก่
กิต เม้ง (Kith Meng) ประธานหอการค้ากัมพูชา เจ้าของ Royal Group คุมกิจการโทรคมนาคม Cellcard สื่อ CTN ธนาคาร ANZ Royal พลังงาน และโรงแรม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘ออกญา’ (Oknha) และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหลายแห่งโดยเฉพาะจีน เช่น Huawei, China Southern Power Grid
เจียง โซเพียบ (Choeung Sopheap) และ เลา เมงคิน (Lao Meng Khin) เจ้าของ Pheapimex ได้รับสัมปทานป่าไม้และที่ดินขนาดใหญ่ มีสายสัมพันธ์กับ บุน รานี ภริยา ฮุน เซน และลูกหลานแต่งงานเชื่อมโยงกันกับครอบครัวฮุน มีบทบาทอยู่ในเครือข่ายธุรกิจผูกโยงกับตระกูลฮุน โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างโครงการรัฐ รายงานบางฉบับระบุว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินและการบริหารโครงการให้กับครอบครัวฮุนในเชิงธุรกิจ การเชื่อมโยงของเขาไม่ได้มีฐานะเป็นเครือญาติ แต่มีความสัมพันธ์แบบ ‘พันธมิตรธุรกิจ’ ที่เอื้อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างเครือข่ายทุนกับอำนาจการเมือง
มง ฤทธี (Mong Reththy) มหาเศรษฐีเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่ม Mong Reththy Group ร่วมทุนกับกลุ่มไทยในโรงงานน้ำตาลและท่าเรือส่งออก ได้รับฉายาว่า ‘เจ้าพ่อปาล์มน้ำมันแห่งกัมพูชา’ ด้วยธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่สัมปทานนับแสนไร่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ ฮุน เซน ไว้วางใจ และมักกล่าวถึงในเชิงชื่นชมว่าเป็นนักธุรกิจที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชา เคยเป็นผู้นำในการบริจาคและสนับสนุนโครงการของรัฐบาล เช่น การสร้างถนน สนามบิน และโรงเรียนในชนบท มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมทุนภาคเอกชนมาสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคประชาชนกัมพูชา
ลี ยง พัด (Ly Yong Phat) หรือ เสี่ยพัด ที่รู้จักกันดีในนาม ‘ราชาแห่งเกาะกง’ เจ้าของ L.Y.P. Group ครองกิจการคาสิโน น้ำตาล และโรงแรมในพื้นที่เกาะกง เป็นวุฒิสมาชิกและผู้ทรงอิทธิพลระดับชายแดนที่ขึ้นชื่อที่สุด เขาเพิ่งจะถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในฐานเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายอันละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็วๆ นี้
ซก กง (Sok Kong) เป็นนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนาม-เขมร ผู้สร้างอาณาจักร Sokimex Investment Group จากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะขยายไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การก่อสร้าง ยา อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ ในช่วงทศวรรษ 1990s – 2000s เขาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลที่สุดในกัมพูชา
ซก กง ถือว่าเป็น oligarch เจ้าแรก ๆ ที่เติบโตมาพร้อมกับอำนาจของ ฮุน เซน โดยได้รับสัมปทานสำคัญจากรัฐบาล เช่น สิทธิบริหารท่องเที่ยวปราสาทนครวัด ผ่านบริษัท Sokha Hotel สิทธิการนำเข้าน้ำมันแบบปลอดภาษี สัมปทานที่ดินกว้างขวาง สำหรับพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการใหญ่ บริษัทในกลุ่ม Sokimex ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล ฮุน เซน ผ่านกลไกทางนโยบายและกฎหมาย ทั้งในด้านสัมปทานและภาษี ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐ แม้ในช่วงหลัง (โดยเฉพาะหลังปี 2015) บทบาทของ ซก กง จะลดลงเล็กน้อย และ ฮุน เซน เริ่มผลักดันกลุ่มทุนรุ่นใหม่ เช่น กิต เม้ง และลูกหลานของตนเองขึ้นมาแทน แต่เครือข่ายของ ซก กง ยังมีบทบาทในระดับเบื้องหลัง โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม
ด้วยระบบที่ผูกพันกันแน่นระหว่างรัฐ - ตระกูล - ทุนเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเรียกหาคะแนนนิยมจากประชาชนแบบผู้นำประชาธิปไตย การเลือกตั้งของกัมพูชาในระยะหลังๆ มีทั้งจำกัดและกำจัดฝ่ายค้านได้ จนการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงพิธีกรรมของการถ่ายโอนและรักษาอำนาจที่ไม่มีผลต่อโครงอำนาจที่เป็นอยู่เดิม ในทางกลับกัน รัฐบาลตระกูลฮุนเลือกสร้างความชอบธรรมผ่านผลงาน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนนหนทาง สะพาน เป็นต้น มีการดึงดูดทุนจีนเข้าไปลงทุนในประเทศอย่างมาก สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และโครงการประชานิยมที่รัฐควบคุมผ่านกลุ่มทุนพวกพ้อง
ประชาชนถูกผูกพันอยู่กับระบบผ่านการบริโภคสินค้าที่ผูกขาดและการพึ่งพาระบบราชการที่ตระกูลฮุนควบคุม และอาจจะได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยจากเครือข่ายอุปถัมภ์ ในประเทศเช่นนี้คะแนนนิยมจึงไม่ใช่เงื่อนไขการอยู่ในอำนาจ หากแต่เป็นเสถียรภาพของเครือข่ายอำนาจที่มีความสำคัญกว่า
ในกัมพูชา การเมืองไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์หรือการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างของครอบครัวและทุนที่แนบแน่นกับรัฐ การเข้าใจผิดว่า ฮุน มาเนต กำลังสร้างกระแสชาตินิยมเพื่อจูงใจประชาชน จึงอาจเป็นการมองการเมืองกัมพูชาผ่านกรอบทฤษฎีตะวันตกอย่างทื่อๆ ไม่สอดคล้องกับบริบทของกัมพูชา ในรัฐที่ประชาชนไม่มีบทบาท การจัดสรรอำนาจคะแนนนิยมไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญคือการควบคุมทุน ควบคุมรัฐ และรักษาเครือข่ายพวกพ้องให้ไม่แตกร้าว และนี่คือเหตุผลที่ตระกูลฮุนยังคงมั่นคงในอำนาจ แม้ไม่มีเสียงเชียร์จากประชาชนอย่างแท้จริงเลยก็ตาม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กลไกระหว่างประเทศแบบไหนจะช่วยแก้ไขข้อพิพาทไทย-กัมพูชา
- สมรภูมิบ้านร่มเกล้า 2531 ข้อพิพาทเขตแดนไทย-ลาว การใช้กำลังทหารอาจไม่ใช่คำตอบ?
- คณะกรรมาธิการ JBC คืออะไร ทำไมถึงมีจุดอ่อน จนข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ต้องพึ่งศาลโลก
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath