โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เครือข่ายทุนนิยมพวกพ้อง เครื่องมือสร้างอำนาจของตระกูลฮุน โดยไม่ต้องพึ่งความนิยมจากประชาชน

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 08.51 น.
ภาพไฮไลต์

มีความเข้าใจผิดกันอย่างกว้างขวางว่ารัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และบิดาของเขา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและประธานองคมนตรี สร้างประเด็นพิพาทเรื่องเขตแดนกับประเทศไทยเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง แต่แท้จริงแล้วตระกูลฮุนไม่ได้อาศัยคะแนนนิยมค้ำจุนอำนาจ หากแต่ใช้เครือข่ายทางอำนาจและธุรกิจในระบบทุนนิยมพวกพ้อง สร้างความชอบธรรมด้วยผลงาน

ตรงกันข้ามกับภาพของผู้นำประชานิยมในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องหาเสียง สร้างนโยบายถูกใจ หรือเรียกความนิยมผ่านวาทกรรม ‘ชาตินิยม’ ตระกูลฮุนสร้างอำนาจจากสิ่งที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่า สิ่งนั้นคือเครือข่ายทางอำนาจที่เชื่อมโยงกันระหว่างรัฐ ราชการ วงศ์ตระกูล และทุน ซึ่งถูกออกแบบอย่างเป็นระบบและดำรงอยู่อย่างมั่นคงภายใต้รูปแบบของ ‘ทุนนิยมพวกพ้อง’ (Crony Capitalism)

อำนาจของตระกูลฮุนไม่ใช่เพียงการสืบทอดทางสายเลือด แต่คือการฝังรากในระบบราชการ พรรคการเมือง รัฐสภา ฝ่ายความมั่นคง และเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ โดยสมาชิกในครอบครัว ฮุน เซน ได้ครองตำแหน่งสำคัญทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายความมั่นคง และเศรษฐกิจ มาอย่างยาวนาน

ในครอบครัวของ ฮุน เซน บรรดาลูกๆ ของเขาต่างมีตำแหน่งแห่งที่ซึ่งจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ

คนที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดเริ่มจาก ฮุน มาเนต บุตรชายคนโต ผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากผู้เป็นบิดาผ่านระบบการคัดเลือกในพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party) และการเลือกตั้งเมื่อปี 2023 โดยปราศจากคู่แข่ง เขาได้รับการฝึกปรือให้มีทักษะทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ จากสถาบันการศึกษาชั้นสูงในสหรัฐฯ และอังกฤษ

ฮุน มานิต (Hun Manith) บุตรชายคนรอง เป็นทหารเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่ทำงานด้านการข่าวในตำแหน่งเจ้ากรมข่าวกรอง สังกัดกระทรวงกลาโหม และเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วย เขาควบคุมกลไกความมั่นคงที่สามารถชี้เป็นชี้ตายคู่แข่งทางการเมืองได้ ส่วนภรรยาของเขาคือ ฮก จันเทวี ก็เป็นบุตรสาวของ ฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจผู้ทรงอิทธิพล

ฮุน มานี (Hun Many) ลูกชายอีกคน ทำงานการเมืองมาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา (Union of Youth Federations of Cambodia: UYFC) ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนที่ทรงอิทธิพล ใช้สร้างเครือข่ายทางการเมืองรุ่นใหม่และจัดกิจกรรมเชิงอุดมการณ์ของพรรคประชาชนกัมพูชา มีบทบาทสำคัญในพรรค ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ ฮุน มาเนต ผู้เป็นพี่ชาย

ฮุน มานา (Hun Mana) บุตรสาวคนโตของ ฮุน เซน เป็นนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพล สร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ด้านสื่อและโทรคมนาคม เธอเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุหลายแห่ง สื่อสิ่งพิมพ์ แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ แม้กระทั่งหนึ่งในบริษัทโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดของกัมพูชา

มีรายงานระบุว่า ฮุน มานา ได้จดทะเบียนถือหุ้นในบริษัทจำนวน 22 แห่ง รวมทุนจดทะเบียนทั้งสิ้นกว่า 66 ล้านดอลลาร์ ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของครอบครัวฮุน นอกจากนี้ ฮุน มานา ยังขยายธุรกิจไปทำเหมืองแร่ เคยเป็นผู้บริหารของบริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ได้รับสัมปทานพื้นที่กว่า 600,000 ไร่ (มีทหารดูแลสัมปทาน) ในพื้นที่ของชาวบ้าน การถือครองธุรกิจในวงกว้างของ ฮุน มานา สะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวผู้นำได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ฮุน มะลิ (Hun Maly) บุตรสาวคนเล็กของ ฮุน เซน มีบทบาทสาธารณะน้อยกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่ก็มีส่วนในเครือข่ายพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของครอบครัวผ่านการแต่งงาน โดย ฮุน มะลิ แต่งงานกับนักธุรกิจ ซก พุทธิวุฒิ บุตรชายของ ซก อาน อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ (ซก อาน เคยเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน มาอย่างยาวนานและมีบทบาทในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนในไหล่ทวีปกับไทยและลงนามในแถลงการณ์ร่วมกรณีปราสาทพระวิหาร ปี 2008) การแต่งงานครั้งนี้เชื่อมโยงครอบครัวฮุนเข้ากับเครือข่ายอำนาจของ ซก อาน โดย ฮุน มะลิ และสามีมีส่วนร่วมในกลุ่มธุรกิจ Soma Group ที่ดำเนินการในหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่เกษตรกรรมไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ทำให้เครือข่ายครอบครัวฝังรากลึกยิ่งขึ้นในภูมิทัศน์ธุรกิจของกัมพูชา

ในขณะที่ตระกูลฮุนควบคุมกลไกรัฐ กลุ่มทุนที่เกี่ยวดองกับพวกเขาก็ขยายตัวไปพร้อมกันในฐานะผู้รับสัมปทาน การผูกขาด และผู้จัดการโครงการของรัฐ ซึ่งนายทุนสำคัญที่จะต้องได้รับการกล่าวถึงในที่นี้ได้แก่

กิต เม้ง (Kith Meng) ประธานหอการค้ากัมพูชา เจ้าของ Royal Group คุมกิจการโทรคมนาคม Cellcard สื่อ CTN ธนาคาร ANZ Royal พลังงาน และโรงแรม ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘ออกญา’ (Oknha) และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหลายแห่งโดยเฉพาะจีน เช่น Huawei, China Southern Power Grid

เจียง โซเพียบ (Choeung Sopheap) และ เลา เมงคิน (Lao Meng Khin) เจ้าของ Pheapimex ได้รับสัมปทานป่าไม้และที่ดินขนาดใหญ่ มีสายสัมพันธ์กับ บุน รานี ภริยา ฮุน เซน และลูกหลานแต่งงานเชื่อมโยงกันกับครอบครัวฮุน มีบทบาทอยู่ในเครือข่ายธุรกิจผูกโยงกับตระกูลฮุน โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างโครงการรัฐ รายงานบางฉบับระบุว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินและการบริหารโครงการให้กับครอบครัวฮุนในเชิงธุรกิจ การเชื่อมโยงของเขาไม่ได้มีฐานะเป็นเครือญาติ แต่มีความสัมพันธ์แบบ ‘พันธมิตรธุรกิจ’ ที่เอื้อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างเครือข่ายทุนกับอำนาจการเมือง

มง ฤทธี (Mong Reththy) มหาเศรษฐีเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่ม Mong Reththy Group ร่วมทุนกับกลุ่มไทยในโรงงานน้ำตาลและท่าเรือส่งออก ได้รับฉายาว่า ‘เจ้าพ่อปาล์มน้ำมันแห่งกัมพูชา’ ด้วยธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่สัมปทานนับแสนไร่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ ฮุน เซน ไว้วางใจ และมักกล่าวถึงในเชิงชื่นชมว่าเป็นนักธุรกิจที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชา เคยเป็นผู้นำในการบริจาคและสนับสนุนโครงการของรัฐบาล เช่น การสร้างถนน สนามบิน และโรงเรียนในชนบท มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมทุนภาคเอกชนมาสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคประชาชนกัมพูชา

ลี ยง พัด (Ly Yong Phat) หรือ เสี่ยพัด ที่รู้จักกันดีในนาม ‘ราชาแห่งเกาะกง’ เจ้าของ L.Y.P. Group ครองกิจการคาสิโน น้ำตาล และโรงแรมในพื้นที่เกาะกง เป็นวุฒิสมาชิกและผู้ทรงอิทธิพลระดับชายแดนที่ขึ้นชื่อที่สุด เขาเพิ่งจะถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในฐานเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายอันละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็วๆ นี้

ซก กง (Sok Kong) เป็นนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนาม-เขมร ผู้สร้างอาณาจักร Sokimex Investment Group จากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะขยายไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การก่อสร้าง ยา อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ ในช่วงทศวรรษ 1990s – 2000s เขาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลที่สุดในกัมพูชา

ซก กง ถือว่าเป็น oligarch เจ้าแรก ๆ ที่เติบโตมาพร้อมกับอำนาจของ ฮุน เซน โดยได้รับสัมปทานสำคัญจากรัฐบาล เช่น สิทธิบริหารท่องเที่ยวปราสาทนครวัด ผ่านบริษัท Sokha Hotel สิทธิการนำเข้าน้ำมันแบบปลอดภาษี สัมปทานที่ดินกว้างขวาง สำหรับพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการใหญ่ บริษัทในกลุ่ม Sokimex ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล ฮุน เซน ผ่านกลไกทางนโยบายและกฎหมาย ทั้งในด้านสัมปทานและภาษี ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐ แม้ในช่วงหลัง (โดยเฉพาะหลังปี 2015) บทบาทของ ซก กง จะลดลงเล็กน้อย และ ฮุน เซน เริ่มผลักดันกลุ่มทุนรุ่นใหม่ เช่น กิต เม้ง และลูกหลานของตนเองขึ้นมาแทน แต่เครือข่ายของ ซก กง ยังมีบทบาทในระดับเบื้องหลัง โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม

ด้วยระบบที่ผูกพันกันแน่นระหว่างรัฐ - ตระกูล - ทุนเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเรียกหาคะแนนนิยมจากประชาชนแบบผู้นำประชาธิปไตย การเลือกตั้งของกัมพูชาในระยะหลังๆ มีทั้งจำกัดและกำจัดฝ่ายค้านได้ จนการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงพิธีกรรมของการถ่ายโอนและรักษาอำนาจที่ไม่มีผลต่อโครงอำนาจที่เป็นอยู่เดิม ในทางกลับกัน รัฐบาลตระกูลฮุนเลือกสร้างความชอบธรรมผ่านผลงาน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนนหนทาง สะพาน เป็นต้น มีการดึงดูดทุนจีนเข้าไปลงทุนในประเทศอย่างมาก สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และโครงการประชานิยมที่รัฐควบคุมผ่านกลุ่มทุนพวกพ้อง

ประชาชนถูกผูกพันอยู่กับระบบผ่านการบริโภคสินค้าที่ผูกขาดและการพึ่งพาระบบราชการที่ตระกูลฮุนควบคุม และอาจจะได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยจากเครือข่ายอุปถัมภ์ ในประเทศเช่นนี้คะแนนนิยมจึงไม่ใช่เงื่อนไขการอยู่ในอำนาจ หากแต่เป็นเสถียรภาพของเครือข่ายอำนาจที่มีความสำคัญกว่า

ในกัมพูชา การเมืองไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์หรือการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างของครอบครัวและทุนที่แนบแน่นกับรัฐ การเข้าใจผิดว่า ฮุน มาเนต กำลังสร้างกระแสชาตินิยมเพื่อจูงใจประชาชน จึงอาจเป็นการมองการเมืองกัมพูชาผ่านกรอบทฤษฎีตะวันตกอย่างทื่อๆ ไม่สอดคล้องกับบริบทของกัมพูชา ในรัฐที่ประชาชนไม่มีบทบาท การจัดสรรอำนาจคะแนนนิยมไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญคือการควบคุมทุน ควบคุมรัฐ และรักษาเครือข่ายพวกพ้องให้ไม่แตกร้าว และนี่คือเหตุผลที่ตระกูลฮุนยังคงมั่นคงในอำนาจ แม้ไม่มีเสียงเชียร์จากประชาชนอย่างแท้จริงเลยก็ตาม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...