โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ทูตสวีเดน' ย้ำชัด 'เศรษฐกิจสีเขียวโตได้จริง' จับมือไทยลุยสู่ Net Zero

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.44 น.

“เนชั่นกรุ๊ป” โดย ฐานเศรษฐกิจ และ Thandigital จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “Road to Net Zero 2025: Thailand Green Action” โดยช่วงปาฐกถาพิเศษ ได้รับเกียรติจาก "อันนา แฮมมาร์เกรน" (Anna Hammargren) เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ "Sweden's Green Action เปลี่ยนเพื่อยั่งยืน" โดยเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงบทบาทนำของสวีเดนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนในระดับโลก

"อันนา" ชี้ว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ไกลตัว แต่เป็นความจริงที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก เช่น คลื่นความร้อนในยุโรป ภัยแล้งในแอฟริกา และน้ำท่วมในภูมิภาคนี้ ซึ่งนำมาซึ่งความเสียหายและการสูญเสียอย่างกว้างขวาง สำหรับสวีเดน การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศและนโยบายระดับชาติ โดยสอดคล้องกับวาระปี 2030

สวีเดน อันดับ 1 ความสามารถด้านความยั่งยืน

สวีเดนได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่หนึ่งในดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านความยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainability Competitiveness Index) และเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจนวัตกรรมมากเป็นอันดับสองของโลก ภาคเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศของสวีเดนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยมีบริษัทกว่า 500 แห่ง และมีมูลค่ารวมประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

"อันนา" กล่าวว่า บทบาทของสวีเดนด้านความยั่งยืน ไม่ได้มาจากแนวคิดที่รวดเร็วหรือการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลมาจากการเดินทางที่ยาวนานหลายทศวรรษของนโยบายและความมุ่งมั่นที่มองการณ์ไกล สวีเดนเป็นประเทศแรกที่ผ่านกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1967

Agenda ของสวีเดน

สวีเดนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ในปี 1972 ซึ่งเป็นการประชุมสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของ UN (United Nations) และได้วางรากฐานการบริหารจัดการระดับโลกด้านประเด็นสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ในปี 1991 สวีเดนได้ริเริ่มการเก็บภาษีคาร์บอนเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งสำหรับการใช้พลังงานหมุนเวียน และในปี 2017 ได้มีการนำพระราชบัญญัติสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมมาใช้ โดยกำหนดเป้าหมายให้สวีเดนเป็นประเทศที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045

ปัจจุบัน สวีเดนสามารถผลิตพลังงานได้ 98% โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และประสบความสำเร็จในการรีไซเคิลของเสียได้ 98% สวีเดนยังสนับสนุนความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิอย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 1990

จัดงบ 1 พันล้านดอลฯ ลดโลกร้อน

"อันนา" อธิบายต่อว่า สวีเดนจัดสรรงบประมาณประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ผ่านองค์กรสหประชาชาติ ธนาคารเพื่อการพัฒนา และธนาคารโลกในภูมิภาคนี้ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานปลอดฟอสซิล และเสริมสร้างความพยายามในการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง

ภาคเอกชนสวีเดน ร่วมมือลดปล่อยมลพิษ

ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งครอบคลุมการปล่อยมลพิษของสวีเดนถึง 70% โดยภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของสวีเดนได้จัดทำแผนงานของตนเองโดยสมัครใจ เพราะบริษัทต่างๆ เริ่มมองเห็นว่าการเป็นผู้ที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ตัวอย่างเช่น การผลิตเหล็กปลอดฟอสซิล (Hybrit) ที่แทบไม่ส่งผลกระทบต่อราคาผู้บริโภค หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกลง 90% พลังงานลมถูกลง 70% และต้นทุนแบตเตอรี่ลดลง 85% พร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นสองเท่า ทำให้ความยั่งยืนเข้าถึงได้และคุ้มค่ามากขึ้น

ธุรกิจต่างๆ ตระหนักว่าหากไม่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบปลอดฟอสซิลภายในปี 2035 พวกเขาอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากนั้น สวีเดนใช้ แบบจำลอง Quadruple Helix ที่นำอุตสาหกรรม รัฐบาล สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคมมาร่วมมือกัน ซึ่งความร่วมมือข้ามภาคส่วนนี้เป็นรากฐานของการทำงานแบบไฮบริดและนวัตกรรม

ไทย-สวีเดน ผนึกกำลังสู่ Net Zero

"อันนา" ยังเน้นย้ำถึงความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสวีเดนและประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งสองประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเวที "Sweden-Thailand Sustainable Development Forum" ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ก็เป็นช่องทางสำคัญที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศได้พบปะและขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกัน

โดยมีบริษัทสวีเดนหลายแห่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย เช่น Midsummer ผู้เชี่ยวชาญด้านแผงโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มบาง และ Candela ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือไฮโดรฟอยล์ไฟฟ้า

สวีเดนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความยั่งยืนไม่ได้ขัดแย้งกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของสวีเดนเติบโตขึ้น 98% ตั้งแต่ปี 1990 (ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น World Bank และ CEIC ระบุว่า Real GDP ของสวีเดนเติบโตขึ้นเกือบ 100% ตั้งแต่ปี 1990 ถึงช่วงปี 2022)

ในขณะที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 30% ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม กฎระเบียบ ภาษีคาร์บอน และนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...