โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สัญลักษณ์แห่ง"ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร"พระมงกุฎลงยาที่เจ้ากัมพูชาได้มาจากไทย

The Better

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.30 น. • THE BETTER

เรื่อง "กัมพูชาเป็นประเทศราชของไทย" และ "ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร" เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่คนไทยให้ความสนใจกันมากในปัจจุบัน

เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหนือกว่ากัมพูชา และเพื่อทวงกับคนเขมรว่า "ครั้งหนึ่งพวกคุณเคยเป็นส่วนหนึ่งของเรา"

แต่ประวัติศาสตร์ตอนนี้มีความซับซ้อนมาก เพราะบางช่วงกัมพูชาก็เป็นประเทศราชจริงๆ โดยพระมหากษัตริย์ไทยทรงแต่งตั้งเจ้าเขมรไปปกครองบ้านเมือง แต่บางครั้งกัมพูชาตกเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามโดยรับอำนาจของเจ้าอันนัมและบางช่วงถึงกับถูกกลืนโดยวัฒนธรรมเวียด

ยังไม่นับช่วงที่เจ้าเขมร "แปรพักตร์" จากไทยไปคบคนโน้นทีคนนี้ที ทำให้ปกครองลำบาก

แต่ช่วงที่มีสัญลักษณ์ยืนยันชัดเจนว่า "ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร" ก็คือตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไทยไม่เพียงตั้งเจ้าเขมรไปเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดน 'เขมรส่วนนอก' (เขมรส่วนในไทยปกครองไว้) แต่ยังมอบ 'เครื่องต้น/เครื่องราชูปโภค' ไปให้ประดับเกียรติยศด้วย

เช่นในรัชกาลที่ 1 มีปรากฎในหนังสือ 'ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร ตอนที่ 1 เรื่องดินแดนเขมร' ว่า "ครั้นมาเมื่อปีขาล ฉศก ศักราช 1156 (พ.ศ. 2337) นักพระองค์เอง เจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี มีชนมายุได้ 21 จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานอภิเศกให้มีนามว่า องค์สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีศรีสุริโยประพันธ์ มีสร้อยนามต่อไปอีกโดยสมควร พระราชทานเครื่องยศอย่างสูงเป็นเจ้าประเทศราชอย่างเอก แล้วโปรดให้ออกไปครอบครองแผ่นดินเมืองเขมรซึ่งแผ่นดินเดิมของพระบิดา"

ต่อมา "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้พระราชทานเพลิง แล้วทรงพระมหากรุณาพระราชทานอภิเศกนักองค์จันให้เป็นสมเด็จพระอุทัยราชาธิราช เจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี พระราชเครื่องยศบรรดาศักดิ์เจ้าประเทศราชอย่างสูงเหมือนกับองค์สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีผู้พระบิดาของนักองค์จันนั้น"

ย้ำว่า "พระราชทานเครื่องยศอย่างสูงเป็นเจ้าประเทศราช" ไม่ใช่เจ้าประเทศเอกราช

Photo - พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร

เครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคพวกนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็น 'เจ้าประเทศราช' หรือ 'สามนตราช' คือราชาที่อยู่ใต้อำนาจของพระจักรพรรดิราชหรือพระราชาธิราช อันหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพมหานคร

ดังนั้น เครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคพวกนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำว่า "กัมพูชาเป็นประเทศราชของไทย" และ "ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร"

จนกระทั่งถึงวันที่ฝรั่งเศสเข้ามาและ "แย่ง" เขมรส่วนนอกไปจากไทยผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ 'อินโดจีนฝรั่งเศส' ทำให้กษัตริย์กัมพูชาไม่ใช่ 'เจ้าประเทศราช' หรือ 'สามนตราช' ของไทยอีกต่อไป แต่เป็น Minor king หรือกษัตริย์เล็กๆ น้อยๆ ของประเทศที่อยู่ใต้การอารักขาหรือการปกครองของฝรั่งเศส

แต่กษัตริย์กัมพูชาก็ยังใช้เครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยต่อไป และในช่วงต้นที่ฝรั่งเศสเข้ามาแทนที่ไทย เจ้าเขมรก็ยังต้องรับการอภิเษกจากเมืองไทยเสียก่อนด้วย ดั่งปรากฎใน 'พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4' ว่า "ฝ่ายที่กรุง อัดมิราลเดลากรอนเดมีหนังสือมานัดจะเศกองค์พระนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินกัมพูชา ให้กรุงเทพมหานครออกไปเศกให้พร้อมกัน ครั้นณเดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงศ์คุมเครื่องอิศริยยศสุพรรณบัฏไปเศกองค์พระนโรดมด้วยเรือรบกลไฟฝรั่งเศสชื่อดังเตอสกาโต"

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อองค์พระนโรดมพรหมบริรักษ์ ได้ครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร

Photo - มงกุฎของไทยในภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์

การเมืองเรื่องเครื่องต้นของเจ้าเขมรยังมีหลักฐานว่าเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2407 พระเจ้านโรดมทรงส่งจดหมายไปถึงพลเรือเอกลา กรองดิแยร์ ของฝรั่งเศสเพื่อแจ้งให้ทราบถึงแผนการราชาภิเษกของพระองค์ที่เมืองอุดงค์ เมืองหลวงในเวลานั้นของกัมพูชา เนื้อความจดหมายมีว่า

"เย็นวานนี้ ข้าพเจ้าได้แจ้งคุณลาเกรให้ทราบถึงขุนนางสยามท่านหนึ่งที่นำจดหมายจากพระมหากษัตริย์สยามมาให้ข้าพเจ้า พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่างานศพของพระราชโอรสและพระอนุชาที่พระองค์สูญเสียไปนั้น ขัดขวางมิให้พระองค์มาในพิธีราชาภิเษกของข้าพเจ้า พระองค์จะส่งมนตรีสุรยวงศ์ ผู้เป็นสมุหะ น้องชายของกาลาโหม [นายกรัฐมนตรี] มาเป็นผู้แทนพระองค์ในพิธี ส่วนขุนนางที่เคยประจำการในกัมพูชามาก่อนก็จะมาเช่นกัน พวกเขาจะนำเครื่องราชต้นมาถวายข้าพเจ้าที่อุดงค์ในช่วงครึ่งหลังของเดือนนี้ (20 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์) อีกหนึ่งเดือนต่อมา พระมหากษัตริย์สยามจะเสด็จเยือนเมืองกัมปอต และข้าพเจ้าจะไปรับ พระองค์ทรงเสนอชื่อสามชื่อ (หรือราชทินนาม) ที่จะพระราชทานโดยพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงขอให้ข้าพเจ้าแจ้งชื่อที่เหมาะสมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการเสื้อคลุม กางเกง และหมวกที่พลเรือเอกสัญญาไว้โดยเร็วที่สุด"

และก่อนที่พระนโรดมจะยอมอยู่ใต้อารักขาของฝรั่งเศสนั้น เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2407 กัมพูชาและสยามได้ให้สัตยาบันสนธิสัญญาลับที่ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2406 โดยพระนโรดมต้องทำสัญญานี้ก็เพื่อได้รับการยอมรับในฐานะเจ้าผู้ปกครองกัมพูชาโดยความยินยอมจากไทย

แต่แล้ววันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2407 พระนโรดมทรงได้รับแจ้งว่า สนธิสัญญาอารักขาฝรั่งเศส-กัมพูชา ได้ลงนามในกรุงปารีสแล้ว

ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เขมรเลิกอาศัยไทยในการเษกเจ้าเป็นกษัตริย์ แต่อาศัยอำนาจของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่ โดยมีบันทึกการตั้งเจ้าเขมรโดยฝรั่งเศสไว้ใน'ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ภาคที่ 21' เรื่องเรื่องพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระมณีวงศ์ โดยเฉพาะการสวมมงกุฏ (ของไทย) โดยข้าหลวงฝรั่งเศสให้กับสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ ความว่า

ตอนแรกนั้น "ออกญามหามนตรี จางวางกรมเรือนหลวง สวดถวายพระมหามกุฎราช" ให้กับสมเด็จพระมณีวงศ์ครั้นแล้ว "ท่านลือคูแวรเนอรเยเนราล (ข้าหลวงฝรั่งเศสปกครองอินโดจีน) กับท่านลือเรสิดองต์ สุปรีเยือร (ข้าหลวงฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เข้าถวายคำนับจวบชุมประชุมใหญ่ นำข่าวสาสนถวายศัพทสาธุการพรแต่คูแวรเนอมองต์ดือลาเรปุบลิกบารังแสส (บารังแสส เป็นสำเนียงเขมรแปลว่าฝรั่งเศส) ที่ทำนุกบำรุงกรุงกัมพุชาธิบดี แล้วอัญเชิญและแห่เสด็จขึ้นประทับเลอพระบัลลังก์รัตน์ ใต้พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น ยิงปืน 21 นัด แล้วสมเด็จพระอิสีภัทราธิบดีอัญเชิญพระมหามกุฎราช ส่งไปท่านลือคูแวรเนอรเยเนราล ๆ ทรงถวายพระกรุณา ต่างพระนามกรุงบารังแสส"

Photo - มงกุฎของไทยในภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร

นี่คือตัวอย่างการที่ข้าหลวงฝรั่งเศสปกครองอินโดจีนเชิญมงกุฎส่งให้เจ้าเขมรเท่ากับยืนยันความเป็นกษัตริย์ แม้จะเป็นมกุฏสำหรับเจ้าประเทศราช แต่ตอนนี้เจ้าเขมรกระทำตนเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพฯ แล้ว โดยประทับใต้พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น

การประทับใต้พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้นนั้นเท่ากับเป็น 'เอกราช' คือพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจอธิปไตยเต็มตัว แต่เจ้าเขมรนั้นกลับทำเอาอย่างพระเจ้ากรุงสยามโดยลืมไปว่าตนมิได้เป็น 'เจ้าเอกราช' แต่เป็นประเทศราชของฝรั่งเศสชัดๆ

ต่อมาเราจะพบว่าในหนังสือ 'นิราสนครวัด' พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งบันทึกไว้คราวเสด็จเยือนกัมพูชาในฐานะรัฐอารักขาของฝรั่งเศส ได้เสด็จไปทอดพระเนตรเครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคของเจ้าเขมร โดยเฉพาะ 'เครื่องต้น' คือเครื่องประกอบยศของกษัตริย์ ทรงบันทึกไว้ว่า

"อยากดูเครื่องต้น เขาเชิญเครื่องทรงพระเศียรพระเจ้ากรุงกัมพูชามาตั้งให้ดู 4 องค์ และอธิบายให้ทราบ คือ พระมงกุฎลงยา ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนั้น สำหรับทรงราชาภิเษกและทรงเลียบพระนครกระบวรราบ พระมาลาเสร้าสะเทิน (เหมือนอย่างต่างกรมทรงในกรุงเทพ ฯ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน สำหรับทรงเลียบพระนครกระบวรม้า พระชฎาห้ายอดทองเกลี้ยง สร้างขึ้นในกรุงกัมพูชา สำหรับทรงเลียบพระนครกระบวรรถ พระมาลาทรงประพาส พื้นตาดเครื่องทอง ทำในกรุงกัมพูชา สำหรับทรงเลียบพระนครกระบวรช้าง ดูก็ชอบกลอยู่"

Photo - พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์กับพระมาลาเสร้าสะเทิน

พระมงกุฎลงยาเป็นศิลปะไทยอย่างชัดเจน ได้ใช้กันมาจนถึงการราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต

หลังจากนั้นกัมพูชาเกิดความวุ่นวายทางการเมือง คือสงครามกลางเมือง การยึดอำนาจของ ลอน นอล และการครองอำนาจของเขมรแดง ในช่วงเวลาที่การยึดอำนาจของ ลอน นอล เมื่อปี พ.ศ. 2513 ว่ากันว่าเครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคได้สูญหายไปจากไปพระราชวัง

ครั้นถึงการราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี มีการตั้งข้อสังเกตว่าเครื่องราชูปโภคและเครื่องต้นของเจ้าเขมรนั้น "ฝีมือดูหยาบ" ไม่เหมือนของเดิมที่ได้รับพระราชทานมาจากกรุงเทพฯ น่าจะเครื่องยืนยันได้ว่าเครื่องต้น/เครื่องราชูปโภคของเดิมที่ได้จากไทยนั้น ได้สูญไปหมดแล้ว

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...