โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“บิล เกตส์” ประกาศบริจาคเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2045 วิจารณ์อีลอน มัสก์ตัดงบช่วยเหลือโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 พ.ค. 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 03.45 น.

บิล เกตส์ ประกาศแผนปิดมูลนิธิภายในปี 2045 หลังมอบทรัพย์สินกว่า 99% เพื่อช่วยเหลือสาธารณสุขทั่วโลก วิจารณ์อีลอน มัสก์ ที่ผลักดันการตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศอย่างรุนแรง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บิล เกตส์ มหาเศรษฐีวัย 69 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจำนวน 200,000 ล้านดอลลาร์ผ่านมูลนิธิของเขาภายในปี 2045 และจะปิดมูลนิธิลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2045 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมหลายปี พร้อมกล่าวหาว่าอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนในการทำให้เด็กที่ยากจนที่สุดในโลกต้องตาย จากการลดงบช่วยเหลือต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอย่างรุนแรง

บิล เกตส์ กล่าวว่า เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายหลายด้าน เช่น การกำจัดโรคโปลิโอและมาลาเรีย ยุติการเสียชีวิตของสตรีและเด็กที่สามารถป้องกันได้ และลดความยากจนทั่วโลก

โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ ซึ่งเดิมมีไว้สำหรับป้องกันโรคร้ายแรงและความอดอยาก

ซึ่งการตัดงบดังกล่าวของสหรัฐถูกบริหารโดยอีลอน มัสก์ ซึ่งเคยโอ้อวดว่าเขาได้โยนหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) เข้าเครื่องบดไม้ ผ่านหน่วยงานที่เขาตั้งขึ้นชื่อว่า Department of Government Efficiency หรือ DOGE โดยประมาณ 80% ของโครงการของ USAID จะถูกตัดงบ ขณะที่หน่วยงานดังกล่าวเคยใช้งบประมาณทั่วโลกราว 44,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2023

“ภาพของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกที่เป็นต้นเหตุให้เด็กยากจนที่สุดของโลกต้องตาย ไม่ใช่ภาพที่ใครอยากเห็น” เกตส์กล่าวกับ Financial Times

ในบทสัมภาษณ์กับ Reuters บิล เกตส์เตือนว่าโลกอาจเผชิญการถดถอยของความก้าวหน้าด้านสุขภาพที่ใช้เวลาหลายสิบปีสร้างมา โดยเฉพาะในช่วง 4-6 ปีข้างหน้า เนื่องจากการลดงบประมาณอย่างหนักของรัฐบาลทั่วโลก

“จำนวนผู้เสียชีวิตจะเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ… ซึ่งจะนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนเพิ่มขึ้นอีกนับล้าน เพราะขาดทรัพยากร” เกตส์กล่าว

งบประมาณรายปีของมูลนิธิเกตส์จะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 และจะอยู่ที่ราว 1หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีหลังจากนั้นจากการเร่งใช้จ่าย เกตส์ย้ำว่าแม้มูลนิธิของเขาจะมีงบจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถทดแทนบทบาทของรัฐบาลได้

“ผมคิดว่ารัฐบาลจะกลับมาใส่ใจเรื่องการช่วยให้เด็กมีชีวิตรอดอีกครั้งในอีก 20 ปีข้างหน้า”

ในอดีตเกตส์และมัสก์เคยเห็นพ้องกันว่าคนรวยควรแบ่งปันทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือสังคม แต่ปัจจุบันทั้งสองมีความเห็นขัดแย้งกันหลายครั้ง เมื่อถูกถามว่าได้พยายามโน้มน้าวให้มัสก์เปลี่ยนแนวทางหรือไม่ เกตส์ตอบว่า ขณะนี้ขึ้นอยู่กับสภาคองเกรสว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อการใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือของสหรัฐ

“มีปัญหาเร่งด่วนมากมายเกินกว่าที่ผมจะเก็บทรัพย์สินไว้กับตัว ในเมื่อมันสามารถนำไปช่วยเหลือผู้คนได้ …แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนเลยว่า ประเทศร่ำรวยของโลกจะยังยืนหยัดเพื่อผู้คนที่ยากไร้อยู่หรือไม่”

นอกจากนี้เขากล่าวชื่นชมหลายประเทศในแอฟริกาที่พยายามปรับงบประมาณของตนเพื่อตอบรับกับภาวะการตัดงบช่วยเหลือ แต่ยกตัวอย่างว่าโรคโปลิโอจะไม่สามารถกำจัดได้หากขาดงบจากสหรัฐ

ทั้งนี้ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมูลนิธิเกตส์ได้บริจาคเงินรวมกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ช่วยชีวิตผู้คนนับล้าน และสนับสนุนโครงการสำคัญ เช่น องค์กร Gavi ที่จัดหาวัคซีน และกองทุนโลกเพื่อต่อต้านโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย

บิล เกตส์ระบุว่า มูลนิธิจะปิดตัวลงหลังจากใช้เงินไปประมาณ 99% ของทรัพย์สินส่วนตัวของเขา ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าราว 108,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป้าหมายคือการบริจาคให้ได้ประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2045 ตัวเลขสุดท้ายอาจปรับเปลี่ยนตามภาวะตลาดและอัตราเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิเกตส์ก็เคยถูกวิจารณ์เกี่ยวกับอิทธิพลมหาศาลของตนในวงการสาธารณสุขโลก โดยเฉพาะกับองค์กรอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยไม่ได้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจน และตัวเกตส์เองก็เคยตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิด โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์หลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึง 2 ครั้งหลังทรัมป์รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อ 20 มกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านสุขภาพระดับโลก

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...