โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รพ.เอกชนบัตรทอง ชี้ร่วมบริการ ขาดทุนคือกำไรชีวิต แต่ควร 'ร่วมจ่าย'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 06.22 น.

ก่อนหน้านี้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แทบจะไม่มี “รพ.เอกชน”เข้าร่วมในการให้บริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) การรับบริการระดับปฐมภูมิของผู้ป่วยจะเป็นการใช้ “คลินิกชุมชนอบอุ่น” เป็นสำคัญ หากเกินศักยภาพจึงจะส่งไปรพ.ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็น รพ.รัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ,กรุงเทพมหานคร และรพ.โรงเรียนแพทย์

5 รพ.เอกชนบัตรทอง รักษาปฐมภูมิ

ล่าสุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มี รพ.เอกชน 5 แห่ง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิและหน่วยบริการประจำเพื่อดูแลประชาชนสิทธิบัตรทอง 30 บาท รองรับการดูแลประชาชนได้หลายแสนคน
ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2568 ช่วงกว่า 1 เดือน ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2568 มีประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง ได้ทำการลงทะเบียนและย้ายหน่วยบริการมายัง รพ.เอกชนบัตรทอง 5 แห่งแล้ว จำนวน 24,997 คน แยกเป็น

  • โรงพยาบาลไอเอ็มเอช สีลม (เขตบางรัก) จำนวน 2,852 คน
  • โรงพยาบาลไอเอ็มเอช ธนบุรี (เขตราษฎร์บูรณะ) จำนวน 4,216 คน
  • โรงพยาบาลบางนา 1 (เขตบางนา) จำนวน 5,094 คน
  • โรงพยาบาลเดอะซีพลัส ประเวศ (เขตประเวศ) จำนวน 624 คน
  • โรงพยาบาลเพชรเวช (เขตห้วยขวาง) จำนวน 12,211 คน

“ประชาชนที่มีความประสงค์ย้ายสิทธิมารับบริการที่รพ.เอกชนทั้ง 5 แห่ง ยังคงทำได้ ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลมีศักยภาพรองรับบริการได้อีก” นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าว

รพ.เอกชนบัตรทอง ขาดทุนคือกำไรชีวิต

นางปรานอมวัน สมสกุล อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการบริการสถานพยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี และผู้ช่วยผอ.รพ.มิตรประชา ซึ่งเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการบัตรทอง 30 บาท กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ส่วนตัวแล้วรู้สึกยอมรับ เชื่อมั่นไว้และวางใจการบริหารจัดการระบบบัตรทองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ช่วยดูแลประชากรถึง 46 ล้านคน โดยเฉพาะผู้มีฐานะปานกลางและยากจน ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารจัดการและการเบิกจ่ายซึ่งมีความโปร่งใส รวดเร็วและเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

สิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มเติมคือ อยากให้เผยแพร่และสื่อสารในเรื่องสิทธิให้มากขึ้น เช่น การสื่อสารในโรงเรียนเพื่อให้มีพื้นฐานตั้งแต่เด็กๆ และสามารถบอกผู้ปกครองได้ว่าใช้สิทธิ์อย่างไร หรือแม้แต่การมีวิชาสอนเรื่องสิทธิบัตรทองในโรงเรียนเพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในระยะยาว รวมทั้งการสื่อสารกับให้กลุ่มพนักงานในโรงพยาบาลเข้าใจเรื่องสิทธิ เพราะบางครั้งบุคลากรก็อาจจะยังไม่เข้าใจและไม่สามารถอธิบายให้คนไข้ฟังได้

ผลที่ตามมาทำให้เกิดความขัดแย้ง ร้องเรียนได้ แต่ถ้าพนักงานโรงพยาบาลเข้าใจสิทธิจะสามารถสื่อสารให้ผู้มาใช้บริการเข้าใจตรงกันได้เช่นกัน แต่หากพนักงานโรงพยาบาลทำงานได้อย่างโปร่งใสถูกต้อง จะปลอดภัยทุกฝ่าย

แนะบัตรทอง co-payment เพิ่ม

สำหรับประเด็นเรื่องอัตราการจ่ายชดเชยที่หน่วยบริการบางส่วนมองว่าไม่สะท้อนต้นทุนบริการที่แท้จริงหรือให้บริการแล้วขาดทุน ตนมองว่าเป็นการขาดทุนคือกำไรชีวิต ให้เพื่อนมนุษย์คนไทยได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ปลอดภัย ในยุคเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ได้รับกุศลร่วมกันทั้ง 3 ฝ่ายคือผู้ป่วย โรงพยาบาล และ สปสช. ต้องเข้าใจว่าคนไข้บัตรทองส่วนมากไม่มีเงิน แต่ถ้ามองว่าโรงพยาบาลอยู่ได้ มีการจ้างงาน ทำให้พนักงานมีงานทำก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ win-win ด้วยกันทุกฝ่าย

“ในเรื่องการบริหารกองทุน หากเพิ่มเติมเรื่อง co-payment เข้ามาอีกเล็กน้อย เช่น ไม่เกิน 10% จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุน แต่เรื่องนี้ก็ต้องคุยกันอีกทีว่าประชาชนจะสามารถรับได้หรือไม่

ปัจจุบันเงินของ สปสช. มาจากภาษีของประชาชน ถ้าการเบิกจ่ายถูกต้อง โปร่งใส มันก็ win-win กันทุกฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลมิตรประชา ดูแลเรื่องการเบิกจ่าย จะเน้นเสมอว่าต้องทำให้ถูกต้องโปร่งใส แล้วจะเป็นธรรมด้วยกันทุกฝ่าย สปสช.ก็ไม่เหนื่อย ฝั่งโรงพยาบาลก็ไม่เหนื่อย พออยู่ได้ ถ้าวันนี้ทำให้ถูกต้องโปร่งใสก็ไม่ต้องกลัววันพรุ่งนี้ว่าจะมีการร้องเรียนอะไร

บัตรทอง คนเหนือเส้นจนควรร่วมจ่าย

แหล่งข่าวแวดวง รพ.เอกชน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ รพ.เอกชนบัตรทองว่า 5 แห่งที่เข้าร่วมนั้น เป็นรพ.ขนาดไม่ใหญ่จากเจ้าเดียวกัน จะเป็นให้บริการรักษาโรคทั่วไป ส่วนรพ.เอกชนใหญ่ๆ ที่หัตถการมากจะไม่ได้เข้าไปร่วม จะมีเฉพาะรพ.มงกุฏวัฒนะอยู่แห่งเดียว

สิ่งที่ส่วนตัวเห็นและมองว่าจะเป็นปัญหาตลอดไป จากที่ได้มีการยกเลิกหลักการสำคัญ เรื่องของการร่วมจ่าย เดิมอยู่ที่ 30 บาทเมื่อเข้ารักษา ซึ่งเงินของกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบั ตรทอง 30 บาท มาจากงบประมาณภาษีประชาชน และไม่ได้ขึ้นตลอดตามค่าเสื่อมทางการแพทย์ (medical inflation)ที่อยู่ที่ 10-15 % เมื่อเป็นเช่นนี้รพ.จึงต้องรับเงินค่าบริการในอัตราที่น้อยกว่าต้นทุน ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมในระบบได้ อย่าง รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เงินบำรุงรพ.ก็หมด

แหล่งข่าว มองว่า หลักที่ถูกต้องควรคำนึงถึงเรื่องหลักการร่วมจ่ายด้วย ลักษณะของการร่วมจ่ายขึ้นกับมุมมอง เช่น ประเทศไทยอาจดูจากเส้นความจนที่มีการวัดทุกปี คนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความจนที่มีอยู่ราว 10 กว่าล้านคน ไม่ต้องร่วมจ่าย แต่คนที่อยู่เหนือเส้นความจนต้องร่วมจ่าย

อาจจะนำระบบของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ก็ได้ คือ ผู้ป่วยนอก(OPD) 30 % ผู้ป่วยใน(IPD) 10 % ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หรืออาจจะใช้รูปแบบอื่นโดยคิดให้รพ.ที่ร่วมให้บริการไม่เข้าเนื้อ ปัจจุบัน แม้แต่ในส่วนของประกันสุขภาพภาคเอกชนยังกำหนดให้ต้องร่วมจ่ายหรือ Co-Payment

“การร่วมจ่ายส่วนหนึ่งเป็นการเบรกให้คนตระหนักเรื่องการเข้ารับการรักษาเมื่อจำเป็น อย่างคนที่อยู่เหนือเส้นความจนที่ควรต้องร่วมจ่าย คนนึงไปใช้บริการ 5 ครั้ง อีกคนใช้ 50 ครั้ง แบบนี้ควรร่วมจ่ายหรือไม่เมื่อมีการใช้เกินกว่าความเป็นจริง ก็แฟร์อยู่แล้ว หรือถ้าเป็นผู้ป่วยใน ค่ารักษาพยาบาลราว 20,000 บาท ร่วมจ่าย 2,000 บาทก็ตรงไปตรงมาขึ้นกับโรคหนักโรคเบา”แหล่งข่าวกล่าว

อนึ่ง ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งผู้ที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ หรือผู้ที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนมา สามารถลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิและหน่วยบริการประจำได้ ตามรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 5 แห่งที่ขึ้นทะเบียนใหม่ เมื่อลงทะเบียนแล้วสามารถเข้ารับบริการได้โดยตรง ณ โรงพยาบาลที่ลงทะเบียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...