หยุดเป็น Echoist ขอโทษมากเกินไปแม้จะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
เมื่อวานในห้องประชุม เพื่อนร่วมงานเสนอไอเดียที่คุณเคยพูดไปเมื่อเดือนก่อน แต่ไม่มีใครฟัง พอเขาพูด ทุกคนชื่นชม ส่วนคุณก็แค่ยิ้มและพยักหน้า
.
เมื่อเช้านี้ คุณลืมส่งไฟล์ให้เพื่อน เพื่อนโกรธ คุณจึงขอโทษนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เขานัดคุณตอน 9 โมงเช้า แต่ตอนนี้เพิ่ง 8 โมงครึ่ง
.
แฟนเก่าขอคืนดี บอกกับคุณว่าเขาเสียใจที่เคยนอกใจ บอกว่าเป็นเพราะคุณทำงานหนักเกินไป ไม่มีเวลาให้ คุณเริ่มคิดว่า “จริงด้วย ฉันคงผิดเอง”
.
ถ้านี่คือสิ่งที่คุณคิดและทำเป็นประจำ นั่นเพราะคุณอาจเป็น "Echoist" โดยไม่รู้ตัว
.
Echoist เป็นชื่อเรียกลักษณะของกลุ่มคนที่กลัวจะไปรบกวนคนอื่น หรือโดดเด่นมากจนเกินไป คนกลุ่มนี้จะยอมลดตัวเองลง เพื่อรักษาความสงบ ยอมยอมรับผิดแทน แม้จะรู้ว่าไม่ผิด จนเลือกที่จะ "ไม่เป็นตัวเอง" ไปเรื่อยๆ โดยชื่อนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทพนิยายกรีกโบราณ ซึ่งเป็นเรื่องราวของนางไม้ "Echo" ที่ถูกสาปให้พูดได้แค่ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินจากคนอื่น เธอตกหลุมรัก Narcissus (นาร์ซิสซัส) แต่ทำได้แค่สะท้อนคำพูดรักตัวเองของเขา สุดท้าย Echo ต้องสูญเสียตัวเองไป
.
ในทางจิตวิทยา Echoism เป็นลักษณะนิสัยที่ตรงข้ามกับ Narcissism คนที่ชอบรักตัวเองและต้องการการยอมรับ แต่ Echoist กลับกลัวการยอมรับและยกย่อง จนทำให้เสียผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมไปได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อ
.
.
ทำไมการเป็น Echoist จึงกลายเป็นปัญหา
.
"แค่เป็นคนดี เข้าใจคนอื่น อยากให้ทุกคนมีความสุข มันผิดตรงไหน?" นี่คือคำถามที่ Echoist มักจะถามตัวเอง เมื่อมีคนทักว่าพวกเขาใส่ใจคนอื่นมากเกินไป การเป็นคนใจดีและเอื้อเฟื้อไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคือ Echoist ไม่ได้แค่ใจดี แต่พวกเขายอมสูญเสียตัวตนเพื่อทำให้คนอื่นพอใจ
.
ความเข้าใจผิดที่สุดของ Echoist คือพวกเขาคิดว่าการดูแลตัวเองคือความเห็นแก่ตัว และการดูแลคนอื่นคือการไม่เห็นแก่ตัว แต่ความจริงแล้ว การดูแลตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น มันเหมือนกับคำแนะนำบนเครื่องบินที่ว่า “ให้สวมหน้ากากออกซิเจนของตัวเองก่อน แล้วจึงช่วยคนอื่น" เพราะถ้าคุณหมดแรง คุณจะช่วยใครไม่ได้เลย
.
ยิ่งไปกว่านั้น Echoist มักจะดึงดูดคนประเภท Narcissist หรือคนที่ชอบเอาเปรียบเข้ามาในชีวิต เพราะคนพวกนี้รู้ว่า Echoist จะไม่มีวันปฏิเสธหรือขัดใจพวกเขา ทำให้เกิดเป็นวงจรความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลและทำร้ายจิตใจในระยะยาว อย่างเช่น
.
[ ] เครียดและซึมเศร้า
การเก็บกดความรู้สึกไว้ตลอดเวลา การไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายจะก่อตัวเป็นความเครียดสะสม วิตกกังวล และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เพราะคุณไม่เคยให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเอง
.
[ ] ถูกเอาเปรียบบ่อยๆ
คนที่ไม่เคยปฏิเสธใคร จะกลายเป็นเป้าหมายชั้นดีของคนที่ชอบเอาเปรียบ โดยเฉพาะในที่ทำงาน คุณจะกลายเป็นคนที่ต้องรับงานหนักเกินไป ทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าตอบแทน หรือรับผิดชอบงานของคนอื่นโดยไม่ได้รับการยอมรับ
.
[ ] ความสัมพันธ์ไม่มีความสุข
ความสัมพันธ์ที่ดีต้องมีการให้และรับที่สมดุล แต่ Echoist มักจะให้ฝ่ายเดียวตลอดไป จนสุดท้ายคุณเหนื่อยล้า รู้สึกว่าไม่มีใครเห็นคุณค่า และเริ่มขมขื่นกับความสัมพันธ์ที่มี
.
[ ] สูญเสียตัวตนที่แท้จริง
เมื่อคุณใช้ชีวิตเป็น "เงาสะท้อน" ของคนอื่นไปนานๆ คุณจะลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร ชอบอะไร ต้องการอะไร คุณอาจรู้สึกว่ามีตัวตนต่อเมื่อได้ดูแลหรือเป็นประโยชน์กับคนอื่นเท่านั้น
.
.
5 วิธีเลิกเป็น Echoist แล้วเริ่มมีความสุขกับการเป็นตัวเอง
.
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะหยุดเป็นแค่เงาสะท้อนของคนอื่น และเริ่มมีเสียงของตัวเอง! ถ้าคุณพบว่าตัวเองมีลักษณะของ Echoist และอยากเปลี่ยนแปลง ลองเริ่มต้นด้วยวิธีต่อไปนี้
.
[ ] ฝึกพูด "ไม่" อย่างมั่นใจ
"ไม่" คือประโยคปฏิเสธง่ายๆ แต่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายหรือข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น เริ่มฝึกจากเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น "วันนี้ฉันไม่ว่าง" "ฉันไม่ชอบอาหารนี้" "ฉันต้องการเวลาพักบ้าง"
.
จำไว้ว่า การปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เป็นการดูแลขอบเขตและสุขภาพจิตของตัวเอง
.
[ ] เปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ลดการขอโทษลง
แทนที่จะพูดว่า "ขอโทษที่รบกวน" ลองใช้ "ขอบคุณสำหรับเวลาของคุณ" แทนที่จะพูด "ขอโทษที่ฉันล่าช้า" ลองใช้ "ขอบคุณที่รอ" แทนที่จะพูด "ขอโทษที่ขอความช่วยเหลือ" ลองใช้ "ฉันจะซาบซึ้งมากถ้าคุณช่วยฉันเรื่องนี้ได้"
.
[ ] รู้จักและเคารพความต้องการของตัวเอง
ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า "ฉันต้องการอะไร?" "ฉันรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้?" "อะไรที่จะทำให้ฉันมีความสุข?" และทำสิ่งนั้น โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นอนุญาตหรือเห็นชอบ ความต้องการของคุณก็สำคัญไม่แพ้ใคร
.
[ ] ฝึกรับคำชม
เมื่อมีคนชม แทนที่จะด่วนปฏิเสธหรืออธิบายลดคุณค่าตัวเอง ลองพูดแค่ "ขอบคุณ" สั้นๆ ก็พอ ยอมรับว่าคุณทำได้ดี และภูมิใจกับมัน อย่าลืมว่าคุณเองก็สมควรได้รับคำชื่นชมเช่นกัน
.
[ ] ตั้งขอบเขตที่ชัดเจน
กำหนดว่าอะไรที่คุณรับได้ อะไรที่คุณรับไม่ได้ แล้วยืนหยัดในขอบเขตนั้น เช่น "ฉันจะไม่รับโทรศัพท์เรื่องงานหลัง 2 ทุ่ม" "ฉันจะไม่ยอมให้ใครพูดดูถูกฉัน" "ฉันจะใช้วันหยุดเพื่อพักผ่อนจริงๆ"
.
เพราะคนที่รักและเคารพคุณจริงๆ จะเคารพในขอบเขตของคุณ ส่วนคนที่ไม่เคารพนั้น คุณอาจต้องพิจารณาว่าควรมีพวกเขาอยู่ในชีวิตหรือไม่
.
.
การเป็น Echoist คือการมีชีวิตอยู่เพื่อสะท้อนความต้องการของผู้อื่น จนหลงลืมเสียงของตัวเอง สิ่งนี้อาจเกิดจากความกลัวการถูกปฏิเสธ กลัวความขัดแย้ง หรือถูกปลูกฝังมาให้เชื่อว่าการดูแลตัวเองคือความเห็นแก่ตัว
.
แต่ชีวิตที่สมดุลต้องการทั้งการให้และการรับ การรู้จักตั้งขอบเขตไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเคารพตัวเองมากพอที่จะรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้เป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งตัวคุณเองและคนที่คุณรัก
.
สุดท้ายนี้ การเลิกเป็น Echoist ไม่ได้หมายความว่าคุณจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่คุณกำลังก้าวไปสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณมีความสุขและมีพลังในการช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม เพราะการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความสุขของตัวเอง
.
จงเริ่มต้นรักตัวเองก่อน แล้วคุณจะพบว่าคนอื่นก็จะรักและเคารพคุณมากขึ้นเช่นกัน
.
.
อ้างอิง
- Echoism: 12 Signs You Might Be an Echoist: Newport Institute - https://bit.ly/43h41G0
- Echoism: The Narcissism Response You Haven’t Heard of: Sarah Fielding, VeryWell Mind - https://bit.ly/43Kcthp
.
.
#Echoism
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast