โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจแบบนี้ จะเลือกของแท้ หรือ ของปลอม ? แบรนด์หรูสู้ศึกของก็อป

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 21.40 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 05.00 น.

แบรนด์หรูเผชิญความท้าทายจาก 2 ทาง คือ สินค้าแบรนด์เนมมือ 2 กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และของปลอมแบบ Super fake

ข้อมูลจาก HSBC Holdings Plc ชี้ว่า ราคาสินค้าฟุ่มเฟือยได้พุ่งสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 54% ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019 โดยเฉพาะ กระเป๋าถือบางรุ่นที่มีราคาเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า!

ผู้บริโภคบางคนแสดงความไม่พอใจบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ คุณภาพของสินค้าที่ลดลง เช่น การเย็บที่ไม่ตรงแนว อะไหล่สีทองที่หมองคล้ำลงหลังจากใช้ไปเพียงไม่กี่เดือน

ปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดนี้กำลังส่งเสริมให้เกิด "วัฒนธรรมการลอกเลียนแบบ" ที่ทำให้สินค้าปลอมแปลงที่เคยเป็นสิ่งต้องห้าม กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภครู้สึกว่า "เท่" และยอมรับได้มากขึ้นในปัจจุบันครับ

ผู้บริโภคอเมริกันกับการซื้อ "ของปลอม"

ดูเหมือนว่าทัศนคติของผู้คนต่อสินค้าปลอมแปลงกำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากรายงานของ Business of Fashion สื่อสิ่งพิมพ์ด้านอุตสาหกรรมแฟชั่น พบว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันถึงหนึ่งในสามคนตั้งใจที่จะซื้อสินค้าปลอม ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของลอกเลียนแบบราคาถูก หรือแม้แต่ของปลอมที่ทำได้เหมือนของจริงจนแทบแยกไม่ออก

Emilia Petrarca ผู้สร้างจดหมายข่าวแฟชั่นชื่อ Shop Rat ให้ความเห็นว่า "ความสุขที่เราเห็นในทุกวันนี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติครั้งใหญ่" เธอยกตัวอย่างกระแสฮือฮาของกระเป๋า "Wirkin" ซึ่งเป็นกระเป๋า Birkin ปลอมราคา 78 ดอลลาร์จาก Walmart ที่ขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็วเมื่อปีที่แล้ว

เธอยังกล่าวอีกว่า "ของปลอมกลายเป็นของเลียนแบบไปแล้ว" ซึ่งสะท้อนว่าสินค้าปลอมแปลงได้ถูกมองว่าเป็นการลอกเลียนแบบที่ยอมรับได้มากขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปกปิดอีกต่อไปครับ

เมื่อ "ของแท้" อาจไม่สำคัญเท่า "การเข้าถึง" อีกต่อไป

แบรนด์สินค้าหรูหราจำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของราคาที่แพงลิบลิ่ว ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า มิฉะนั้น พวกเขาจะต้องเฝ้าดูความแตกต่างระหว่าง "ของแท้" กับ "ของปลอม" ที่เคยชัดเจนในอดีต กลายเป็นเรื่องที่ ไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไปสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการ "เข้าถึง" สินค้ามากกว่า "ความพิเศษเฉพาะตัว"

ตามข้อมูลของ Bain & Co. ยอดขายสินค้าหรูมือสองเพิ่มขึ้นถึง 7% ในปี 2024 รวมมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตเร็วกว่าตลาดสินค้าหรูใหม่เสียอีก

บริษัทต่างๆ ในตลาดนี้ก็เติบโตอย่างน่าสนใจ เช่น Vestiaire Collective มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อปีที่แล้ว และ The RealReal คู่แข่งจากซานฟรานซิสโก มียอดขายเพิ่มขึ้น 9.3% ในปี 2024 เป็นกว่า 600 ล้านดอลลาร์ รวมถึง Vinted ตลาดซื้อขายต่อที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็เพิ่งเปิดหมวดสินค้าหรูในปี 2023 และระบุว่ากำลังไปได้สวย

อะไรทำให้คนสนใจ 'แบรนด์เนมมือ 2'

ด้วยภาษีนำเข้าสินค้าหรูในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% และอาจสูงกว่านั้นมาก อาจทำให้สินค้าหรูมือสองยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก ตลาดนี้จึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

การเติบโตของตลาดนี้หมายถึงความต้องการสินค้าแท้ที่ผ่านการตรวจสอบมีมากขึ้น การปราบปรามของปลอมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและรักษาชื่อเสียงของตลาด

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การตรวจสอบสินค้าหรูว่าแท้จริงแค่ไหนเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก เพราะของปลอมที่เป็นปัญหาตอนนี้ไม่ใช่แค่ของก๊อปเกรดต่ำที่เห็นกันตามตลาดนัดทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่วงการเรียกว่า "ของปลอมขั้นสุดยอด" (Super Fakes) ซึ่งหมายถึงของลอกเลียนแบบที่ทำได้เหมือนของจริงจนแทบแยกไม่ออก

การเพิ่มขึ้นของ "ของปลอมขั้นสุดยอด" ทำให้ผู้บริโภคและแพลตฟอร์มสินค้ามือสองต้องระมัดระวังและลงทุนกับการตรวจสอบให้มากขึ้น เพื่อปกป้องทั้งชื่อเสียงของแบรนด์และความเชื่อมั่นของลูกค้าครับ

ตลาดสินค้าปลอมมีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์

องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) เผยว่าอุตสาหกรรมสินค้าปลอมแปลงทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 467,000 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าเหล่านี้จำนวนมากถูกส่งเข้าไปยังสหรัฐ

ปีที่แล้ว หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐยึดสินค้าหรูปลอมได้มูลค่าตลาดถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ, นาฬิกา, กระเป๋าถือ และกระเป๋าสตางค์

โลรองต์ เดอเนอแกง ผู้อำนวยการของ Comité Colbert (กอมิเต โกลแบร์) กลุ่มการค้าชื่อดังในปารีส กล่าวว่ายอดที่ยึดได้นั้น "เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น" เขายังบ่นถึงปริมาณงานของเขาที่กลายเป็น "สินค้าปลอมที่ไม่หยุดหย่อน" หรือมีเข้ามาไม่ขาดสายเลยทีเดียว

ต่อต้านไม้ได้ แบรนด์ใหญ่ก็ต้องเข้าร่วม!

แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Chanel , Hermès และ Louis Vuitton เคยต่อต้านตลาดสินค้ามือสองมานาน เพราะกังวลว่าการซื้อขายสินค้ามือสองจะทำให้คนหันไปซื้อของใหม่น้อยลง และทำลายภาพลักษณ์ความพิเศษเฉพาะตัวที่พวกเขาสร้างมาอย่างเข้มงวด

แต่ในทางกลับกัน สินค้าของแบรนด์เหล่านี้กลับกลายเป็น สินค้าที่ขายดีที่สุด บนแพลตฟอร์มอย่าง Vestiaire และ The RealReal

เมื่อเห็นถึงกระแสที่เปลี่ยนไป แบรนด์หรูบางแห่งก็เริ่มหันมาจับมือกับตลาดสินค้ามือสอง แม้จะยังไม่เต็มใจนักก็ตาม

ในปี 2021 Vestiaire เริ่มจับมือเป็นพันธมิตรกับ 5 แบรนด์ รวมถึง Alexander McQueen และ Mulberry ในปีเดียวกันนั้น Kering SA ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทแม่ของแบรนด์ดังอย่าง Gucci , Saint Laurent และอีกกว่าสิบแบรนด์ ก็ได้เข้าซื้อหุ้น 5% ของ Vestiaire

François-Henri Pinault ประธานและซีอีโอของ Kering ได้กล่าวไว้ในตอนนั้นว่า "สินค้าหรูมือสองกลายเป็นกระแสที่แท้จริงและหยั่งรากลึกแล้ว"

แม้ตลาดสินค้าหรูมือสองจะเติบโต แต่ก็มีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ “ไม่มีมาตรฐานสากล” สำหรับการตรวจสอบและรับรองว่าสินค้าเป็นของแท้หรือไม่ ทำให้ร้านมือ 2 มักจะเรียกสินค้าว่า 'ได้รับการรับรองความถูกต้อง' แทนที่จะใช้คำว่า 'ของแท้' เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ป้องกัน 'ของปลอม'

นอกเหนือจากการใช้ภาษาที่รัดกุมเพื่อป้องกันตัวเองทางกฎหมายแล้ว วิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขายสินค้ามือสองคือการทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงสินค้าปลอมแปลงให้ได้มากที่สุด

พนักงานใหม่ของ Vestiaire ต้องเข้ารับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น อย่างน้อย 750 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เช่น วัสดุและการผลิต การใช้อุปกรณ์ หรือศึกษาวิธีการปลอมแปลงล่าสุด

หลังจากเรียนรู้โปรแกรมตรวจสอบสินค้า 12 จุดของบริษัทอย่างน้อย 2 เดือน พนักงานใหม่จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า, เสื้อผ้า, กระเป๋า, เครื่องประดับ หรืออุปกรณ์เสริม

การลงทุนกับการฝึกอบรมบุคลากรอย่างจริงจังนี้ ทำให้ Vestiaire สามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรับมือกับปัญหา "ของปลอมขั้นสุดยอด" ได้

Vestiaire Collective เปิดเผยว่ากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับแบรนด์หรูอย่างน้อย 12 แบรนด์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อบริษัทเหล่านั้นได้เนื่องจากข้อตกลงรักษาความลับ อาจให้ข้อมูลเชิงลึกหรือความเชี่ยวชาญพิเศษเพื่อช่วยในการตรวจสอบสินค้าที่มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

แม้ว่า Vestiaire จะต้องส่งคืนสินค้าปลอมที่ตรวจพบให้กับผู้ขาย แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาจะ รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด จากสินค้าปลอมเหล่านั้น และบ่อยครั้งที่ผู้ขายไม่มารับคืนสินค้าปลอมที่พยายามปลอมแปลงเป็นของแท้ ทำให้ Victoire Boyer Chammard หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบสินค้าของ Vestiaire สามารถเก็บสินค้าปลอมเหล่านั้นไว้เพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมได้

"เรามีข้อมูลที่เราสามารถแบ่งปันเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการปลอมแปลงแบรนด์ของพวกเขาได้" เธอกล่าว ซึ่งหมายความว่า Vestiaire มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการปลอมแปลงใหม่ๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับแบรนด์หรูในการทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันการปลอมแปลงสินค้าของตนเองในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...