เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี'65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน
มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี’65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดโรค
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ โดยนายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดทั่วโลก จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก ปี 2022 (พ.ศ.2565) ทั่วโลกพบผู้ป่วยรายใหม่ 2,480,675 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1,817,469 ราย สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดถือเป็น 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ประมาณ 17,222 ราย เป็นเพศชาย 10,766 ราย และเพศหญิง 6,456 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 14,534 ราย หรือคิดเป็น 40 รายต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอดคือการสัมผัสสารก่อมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง การสัมผัสแร่ใยหิน การได้รับมลภาวะทางอากาศ รวมทั้งฝุ่น PM2.5 เป็นต้น
ด้าน โรงพยาบาลศิริราช ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ว่า มะเร็งปอด ทุกระยะดูแลได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งมีอาการลุกลาม ซึ่งผลการรักษาไม่ค่อยดี ขณะที่หากได้รับการรักษาในระยะแรกๆ ของโรค ผลการรักษาจะดีกว่ามาก ดังนั้น การตรวจพบโรคมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยให้มีผลการรักษาที่ดี นอกจากนี้ ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและพัฒนามากขึ้น ทำให้การรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด
มะเร็งปอดมีต้นกำเนิดมาจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองเป็นระยะเวลานานๆ จึงเรียกชื่อตามต้นกำเนิดของมะเร็งได้อีกชื่อหนึ่งว่า Bronchogenic Carcinoma (Broncho = หลอดลม, Carcinoma = มะเร็ง) ซึ่งอาจเกิดในบริเวณหลอดลมใหญ่ใกล้ขั้วปอด หรืออาจเกิดในหลอดลมแขนงเล็กๆ ส่วนปลายที่ไกลออกไปจากขั้วปอดก็ได้
โดยมีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
1.บุหรี่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอดสูงกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วย การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่มากกว่า 10 เท่า ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปอย่างน้อย 2 เท่า หากผู้ที่สูบบุหรี่จัดหยุดสูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดลดลงเรื่อยๆ แต่กว่าจะลดลงจนเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่จะต้องใช้เวลากว่า 10 ปี
2.สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอส หรือแร่ใยหินซึ่งมักนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ เช่น ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก คลัช การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมืองแร่ สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่ร่วมด้วย จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 90 เท่า นอกจากนี้สารอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ สารหนู นิกเกิล โครเมียม และมลภาวะในอากาศ
3.โรคปอด ผู้ที่เคยมีรอยแผลเป็นของโรคที่ปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง มีโอกาสเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป
4.ปัจจัยอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด เช่นอายุที่เพิ่มขึ้น การใช้ยาเสพติดบางประเภท เช่น โคเคน ภาวะขาดวิตามินเอ พันธุกรรม
อาการของโรคมะเร็งปอด
1.อาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่
- ไอเรื้อรัง อาจมีหรือไม่มีเสมหะก็ได้
- ไอเป็นเลือด
- หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลง หรือก้อนมะเร็งนั้นกดเบียดหลอดลม
- เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ
- ปอดอักเสบ มีไข้
แต่อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ของปอดได้เช่นกัน จึงไม่ใช่อาการของมะเร็งปอดเสมอไป
2.อาการของระบบอื่นๆ ได้แก่
- เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- บวมที่หน้า แขน คอ และทรวงอกส่วนบนเนื่องจากมีเลือดดำคั่ง
- เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังเส้นประสาทบริเวณกล่องเสียง
- ปวดกระดูก
- กลืนลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดหลอดอาหาร
- อัมพาต เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือไขสันหลัง
- มีตุ่มหรือก้อนขึ้นตามผิวหนัง
ซึ่งอาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคมะเร็งปอดเช่นกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่นด้วย
การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด
1.การตรวจคัดกรองในผู้มีความเสี่ยง ในปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (Low – Dose Computerized Tomography : LDCT) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็งปอด ซึ่งช่วยในการตรวจพบจุดหรือก้อนมะเร็งปอดขนาดเล็กๆ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอดแบบธรรมดา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนตรวจ >> คลิกดูโปรแกรมตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งปอด <<
2.การซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจพิเศษโดยแพทย์
- เอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray)
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
- การตรวจด้วยเครื่องเพท/ซีทีสแกน (PET/CT Scan)
- การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) และตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)
- การส่องกล้องในช่องกลางทรวงอก (Mediastinoscopy)
- การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อ (CT-Guided Biopsy) เป็นต้น
ข้อมูลจากการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่สุดในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด เนื่องจากผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาจะสามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็ง และสามารถแยกชนิดของมะเร็งได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดใด หรือเป็นมะเร็งของอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายที่ปอด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการรักษาจำเพาะต่อไป
โรคมะเร็งปอดมี 2 ชนิด
1.มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer)
มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 10-25 ของมะเร็งปอดทั้งหมด เป็นมะเร็งชนิดที่มีการเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้เร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติสูบบุหรี่ มะเร็งชนิดนี้อาจสร้างสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) ในร่างกาย มะเร็งปอดชนิดนี้มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดีทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แต่โอกาสหายขาดยังเป็นไปได้น้อย
2.มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer)
มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 75-90 ของมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีการดำเนินโรคที่ช้ากว่า มีโอกาสตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก หากพบในระยะแรก การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออก บางรายอาจให้การรักษาร่วมกับการใช้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ได้แก่ ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และ/หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) หรือใช้รังสีรักษาร่วมด้วย ผลการรักษานั้นดีกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มีโอกาสหายขาดได้ แต่หากตรวจพบในระยะแพร่กระจาย การรักษาหลักคือการใช้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย
ระยะของโรคมะเร็งปอด
1.การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มี 2 ระยะ ดังนี้
- ระยะจำกัด (Limited-Stage) เป็นระยะที่มะเร็งพบอยู่ในปอด 1 ข้าง และต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงเท่านั้น
- ระยะลุกลาม (Extensive-Stage) เป็นระยะที่มะเร็งกระจายออกนอกบริเวณช่องทรวงอกข้างนั้น หรือออกจากปอดสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย
2.การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก มี 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์ไม่เกิน 4 เซนติเมตร และยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 4 เซนติเมตร มีการลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอดชั้นนอก และผนังหน้าอก หรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ กับก้อนมะเร็ง
ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการลุกลามไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง และแพร่กระจายไปที่ปอดกลีบอื่นๆ ในข้างเดียวกันหรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่กลางช่องอก หรือไกลออกไปจากช่องอกข้างนั้นๆ
ระยะที่ 4 มะเร็งที่แพร่กระจายไปยังปอดอีกข้างหนึ่ง ไปยังเยื่อหุ้มปอด หรือต่อมน้ำเหลืองนอกทรวงอก หรือแพร่กระจายออกจากปอดไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ตับ กระดูก ต่อมหมวกไตและสมอง เป็นต้น
การรักษาโรคมะเร็งปอด
1.การผ่าตัด ใช้สำหรับรักษามะเร็งในระยะแรกที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปไกลหรือมีการกระจายไปเฉพาะต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ และไม่มีการลุกลามไปที่อวัยวะสำคัญต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นทางเลือกที่พิจารณาก่อนการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้การผ่าตัดมี 4 แบบ
- การตัดเป็นรูปลิ่ม (Wedge Resection) คือ การผ่าตัดเพื่อนำเอาก้อนมะเร็ง และเนื้อเยื่อรอบๆ ออก
- การตัดกลีบปอด (Lobectomy) คือ การตัดกลีบปอดออกทั้งกลีบ เป็นการผ่าตัดที่เหมาะสมในผู้ป่วยส่วนใหญ่
- การตัดปอดทั้งข้าง (Pneumonectomy)
- การตัดปอดและส่วนของหลอดลมร่วมออกด้วย (Sleeve Resection) คือ การตัดปอดออกทั้งกลีบร่วมกับการตัดและต่อหลอดลมข้างเคียงของปอดนั้นด้วย
โดยทั่วไปแพทย์จะผ่าตัดด้วยวิธี Lobectomy ร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง แต่แพทย์อาจเลือกวิธีอื่นๆ ให้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนั้นอาจพิจารณาตัดอวัยวะข้างเคียงออกบางส่วนถ้ามีการลุกลามเฉพาะที่
2.การฉายรังสี เป็นการรักษาเฉพาะที่เช่นเดียวกับการผ่าตัด โดยมีข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย ดังนี้
– ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรกในรายที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้
– ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามเฉพาะที่ (ใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด) เป็นการรักษาหลักเพื่อหวังผลหายขาด ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองตรงกลางช่องอกหรือเหนือไหปลาร้า ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้
– ใช้เป็นการรักษาเสริมก่อน และ/หรือหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะที่
– ใช้เป็นการรักษาแบบประคับประคองในรายที่เป็นระยะแพร่กระจาย เช่น บรรเทาอาการปวดกระดูก บรรเทาการกดทับเส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่สำคัญ บรรเทาอาการในกรณีที่มะเร็งกระจายไปยังสมอง เป็นต้น
– ใช้เป็นการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังสมอง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กที่ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัด
3.การให้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic treatment) ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด
3.1 ยาเคมีบำบัด เป็นยาที่ออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งโดยตรง ตัวยาจะผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดและเข้าสู่เซลล์มะเร็งทางเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งนั้น ยาเคมีบำบัดสามารถออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งได้เกือบทุกบริเวณในร่างกาย แต่อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นแผลที่เยื่อบุในปาก ท้องร่วง ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง ทำให้อาจติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าปกติ เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดในกรณีต่อไปนี้
- ให้ภายหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผลการผ่าตัดพบว่าเป็นในระยะที่ 2 (ระยะที่ 1 ในบางกรณี)
- ให้ร่วมกับการฉายแสง เพื่อรักษามะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่
- ให้เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งให้เล็กลง ก่อนพิจารณาการรักษาอื่นๆ สำหรับมะเร็งปอดระยะที่ 3
- ให้เพื่อรักษาประคับประคองโรคระยะแพร่กระจาย หรือรักษามะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ
ทั้งนี้ แพทย์ผู้ดูแลจะประเมินความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งความเหมาะสมในการรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนเสมอ
3.2. ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับเซลล์มะเร็งเป็นหลัก และอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติเพียงเล็กน้อย ก่อนใช้ยามุ่งเป้าจะต้องมีการตรวจหาความผิดปกติของยีนก่อมะเร็ง โดยอาจตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็งหรือเลือดของผู้ป่วย (liquid biopsy) ถ้าตรวจพบยีนผิดปกติ เช่น EGFR mutation, ALK fusion, หรือ ROS-1 fusion จึงจะใช้ยาในกลุ่มนี้ได้ ยาในกลุ่มนี้โดยมากเป็นยาในรูปแบบรับประทาน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพดีกว่ายาเคมีบำบัด
3.3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักมีผลข้างเคียงน้อย เป็นยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ อาจใช้เพียงลำพังหรือให้ร่วมกับยาตัวอื่นๆ เช่น ยาเคมีบำบัด เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละราย
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการรักษาของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด
- ชนิดของมะเร็งปอด ความผิดปกติของยีนก่อมะเร็ง และระยะของโรคมะเร็งปอด
- ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ มักมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์
- การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ การเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่เริ่มแรก มีความสำคัญต่อผลการรักษา โดย
- ทั่วไปแพทย์สามารถทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น แม้ว่าในบางครั้งโรคมะเร็งอาจจะไม่หายขาด
- การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยระหว่างการรักษา เช่น การหยุดสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ
- การกินยาสม่ำเสมอ และการมาตรวจติดตามการรักษาตามนัด
การป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปอด
1.หยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่
2.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง เช่น ที่ๆ มีฝุ่นควันมาก หรือการทำงานในเหมืองแร่โดยไม่ใช้เครื่องมือป้องกันตนเอง
3.หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกที่ใช้รังสีต่ำ (Low-dose CT Scan) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด
4.ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ
ขอบคุณที่มา : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี’65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th