โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี'65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 08.17 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.14 น.

มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี’65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดโรค

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ โดยนายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดทั่วโลก จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก ปี 2022 (พ.ศ.2565) ทั่วโลกพบผู้ป่วยรายใหม่ 2,480,675 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1,817,469 ราย สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดถือเป็น 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ประมาณ 17,222 ราย เป็นเพศชาย 10,766 ราย และเพศหญิง 6,456 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 14,534 ราย หรือคิดเป็น 40 รายต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอดคือการสัมผัสสารก่อมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง การสัมผัสแร่ใยหิน การได้รับมลภาวะทางอากาศ รวมทั้งฝุ่น PM2.5 เป็นต้น

ด้าน โรงพยาบาลศิริราช ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ว่า มะเร็งปอด ทุกระยะดูแลได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งมีอาการลุกลาม ซึ่งผลการรักษาไม่ค่อยดี ขณะที่หากได้รับการรักษาในระยะแรกๆ ของโรค ผลการรักษาจะดีกว่ามาก ดังนั้น การตรวจพบโรคมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยให้มีผลการรักษาที่ดี นอกจากนี้ ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและพัฒนามากขึ้น ทำให้การรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด

มะเร็งปอดมีต้นกำเนิดมาจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองเป็นระยะเวลานานๆ จึงเรียกชื่อตามต้นกำเนิดของมะเร็งได้อีกชื่อหนึ่งว่า Bronchogenic Carcinoma (Broncho = หลอดลม, Carcinoma = มะเร็ง) ซึ่งอาจเกิดในบริเวณหลอดลมใหญ่ใกล้ขั้วปอด หรืออาจเกิดในหลอดลมแขนงเล็กๆ ส่วนปลายที่ไกลออกไปจากขั้วปอดก็ได้

โดยมีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้

1.บุหรี่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอดสูงกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วย การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่มากกว่า 10 เท่า ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปอย่างน้อย 2 เท่า หากผู้ที่สูบบุหรี่จัดหยุดสูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดลดลงเรื่อยๆ แต่กว่าจะลดลงจนเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่จะต้องใช้เวลากว่า 10 ปี

2.สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอส หรือแร่ใยหินซึ่งมักนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ เช่น ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก คลัช การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมืองแร่ สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่ร่วมด้วย จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 90 เท่า นอกจากนี้สารอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ สารหนู นิกเกิล โครเมียม และมลภาวะในอากาศ

3.โรคปอด ผู้ที่เคยมีรอยแผลเป็นของโรคที่ปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง มีโอกาสเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป

4.ปัจจัยอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด เช่นอายุที่เพิ่มขึ้น การใช้ยาเสพติดบางประเภท เช่น โคเคน ภาวะขาดวิตามินเอ พันธุกรรม

อาการของโรคมะเร็งปอด

1.อาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง อาจมีหรือไม่มีเสมหะก็ได้
  • ไอเป็นเลือด
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลง หรือก้อนมะเร็งนั้นกดเบียดหลอดลม
  • เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ
  • ปอดอักเสบ มีไข้

แต่อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ของปอดได้เช่นกัน จึงไม่ใช่อาการของมะเร็งปอดเสมอไป

2.อาการของระบบอื่นๆ ได้แก่

  • เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • บวมที่หน้า แขน คอ และทรวงอกส่วนบนเนื่องจากมีเลือดดำคั่ง
  • เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังเส้นประสาทบริเวณกล่องเสียง
  • ปวดกระดูก
  • กลืนลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดหลอดอาหาร
  • อัมพาต เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือไขสันหลัง
  • มีตุ่มหรือก้อนขึ้นตามผิวหนัง

ซึ่งอาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคมะเร็งปอดเช่นกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่นด้วย

การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด

1.การตรวจคัดกรองในผู้มีความเสี่ยง ในปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (Low – Dose Computerized Tomography : LDCT) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็งปอด ซึ่งช่วยในการตรวจพบจุดหรือก้อนมะเร็งปอดขนาดเล็กๆ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอดแบบธรรมดา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนตรวจ >> คลิกดูโปรแกรมตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งปอด <<

2.การซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจพิเศษโดยแพทย์

  • เอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray)
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • การตรวจด้วยเครื่องเพท/ซีทีสแกน (PET/CT Scan)
  • การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) และตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)
  • การส่องกล้องในช่องกลางทรวงอก (Mediastinoscopy)
  • การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อ (CT-Guided Biopsy) เป็นต้น

ข้อมูลจากการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่สุดในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด เนื่องจากผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาจะสามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็ง และสามารถแยกชนิดของมะเร็งได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดใด หรือเป็นมะเร็งของอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายที่ปอด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการรักษาจำเพาะต่อไป

โรคมะเร็งปอดมี 2 ชนิด

1.มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer)

มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 10-25 ของมะเร็งปอดทั้งหมด เป็นมะเร็งชนิดที่มีการเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้เร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติสูบบุหรี่ มะเร็งชนิดนี้อาจสร้างสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) ในร่างกาย มะเร็งปอดชนิดนี้มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดีทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แต่โอกาสหายขาดยังเป็นไปได้น้อย

2.มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer)

มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 75-90 ของมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีการดำเนินโรคที่ช้ากว่า มีโอกาสตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก หากพบในระยะแรก การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออก บางรายอาจให้การรักษาร่วมกับการใช้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ได้แก่ ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และ/หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) หรือใช้รังสีรักษาร่วมด้วย ผลการรักษานั้นดีกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มีโอกาสหายขาดได้ แต่หากตรวจพบในระยะแพร่กระจาย การรักษาหลักคือการใช้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย

ระยะของโรคมะเร็งปอด

1.การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มี 2 ระยะ ดังนี้

  • ระยะจำกัด (Limited-Stage) เป็นระยะที่มะเร็งพบอยู่ในปอด 1 ข้าง และต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงเท่านั้น
  • ระยะลุกลาม (Extensive-Stage) เป็นระยะที่มะเร็งกระจายออกนอกบริเวณช่องทรวงอกข้างนั้น หรือออกจากปอดสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย

2.การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก มี 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์ไม่เกิน 4 เซนติเมตร และยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 4 เซนติเมตร มีการลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอดชั้นนอก และผนังหน้าอก หรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ กับก้อนมะเร็ง

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการลุกลามไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง และแพร่กระจายไปที่ปอดกลีบอื่นๆ ในข้างเดียวกันหรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่กลางช่องอก หรือไกลออกไปจากช่องอกข้างนั้นๆ

ระยะที่ 4 มะเร็งที่แพร่กระจายไปยังปอดอีกข้างหนึ่ง ไปยังเยื่อหุ้มปอด หรือต่อมน้ำเหลืองนอกทรวงอก หรือแพร่กระจายออกจากปอดไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ตับ กระดูก ต่อมหมวกไตและสมอง เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอด

1.การผ่าตัด ใช้สำหรับรักษามะเร็งในระยะแรกที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปไกลหรือมีการกระจายไปเฉพาะต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ และไม่มีการลุกลามไปที่อวัยวะสำคัญต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นทางเลือกที่พิจารณาก่อนการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้การผ่าตัดมี 4 แบบ

  • การตัดเป็นรูปลิ่ม (Wedge Resection) คือ การผ่าตัดเพื่อนำเอาก้อนมะเร็ง และเนื้อเยื่อรอบๆ ออก
  • การตัดกลีบปอด (Lobectomy) คือ การตัดกลีบปอดออกทั้งกลีบ เป็นการผ่าตัดที่เหมาะสมในผู้ป่วยส่วนใหญ่
  • การตัดปอดทั้งข้าง (Pneumonectomy)
  • การตัดปอดและส่วนของหลอดลมร่วมออกด้วย (Sleeve Resection) คือ การตัดปอดออกทั้งกลีบร่วมกับการตัดและต่อหลอดลมข้างเคียงของปอดนั้นด้วย

โดยทั่วไปแพทย์จะผ่าตัดด้วยวิธี Lobectomy ร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง แต่แพทย์อาจเลือกวิธีอื่นๆ ให้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนั้นอาจพิจารณาตัดอวัยวะข้างเคียงออกบางส่วนถ้ามีการลุกลามเฉพาะที่

2.การฉายรังสี เป็นการรักษาเฉพาะที่เช่นเดียวกับการผ่าตัด โดยมีข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย ดังนี้

– ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรกในรายที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้

– ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามเฉพาะที่ (ใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด) เป็นการรักษาหลักเพื่อหวังผลหายขาด ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองตรงกลางช่องอกหรือเหนือไหปลาร้า ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้

– ใช้เป็นการรักษาเสริมก่อน และ/หรือหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะที่

– ใช้เป็นการรักษาแบบประคับประคองในรายที่เป็นระยะแพร่กระจาย เช่น บรรเทาอาการปวดกระดูก บรรเทาการกดทับเส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่สำคัญ บรรเทาอาการในกรณีที่มะเร็งกระจายไปยังสมอง เป็นต้น

– ใช้เป็นการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังสมอง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กที่ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัด

3.การให้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic treatment) ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด

3.1 ยาเคมีบำบัด เป็นยาที่ออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งโดยตรง ตัวยาจะผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดและเข้าสู่เซลล์มะเร็งทางเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งนั้น ยาเคมีบำบัดสามารถออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งได้เกือบทุกบริเวณในร่างกาย แต่อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นแผลที่เยื่อบุในปาก ท้องร่วง ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง ทำให้อาจติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าปกติ เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดในกรณีต่อไปนี้

  • ให้ภายหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผลการผ่าตัดพบว่าเป็นในระยะที่ 2 (ระยะที่ 1 ในบางกรณี)
  • ให้ร่วมกับการฉายแสง เพื่อรักษามะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่
  • ให้เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งให้เล็กลง ก่อนพิจารณาการรักษาอื่นๆ สำหรับมะเร็งปอดระยะที่ 3
  • ให้เพื่อรักษาประคับประคองโรคระยะแพร่กระจาย หรือรักษามะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ

ทั้งนี้ แพทย์ผู้ดูแลจะประเมินความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งความเหมาะสมในการรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนเสมอ

3.2. ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับเซลล์มะเร็งเป็นหลัก และอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติเพียงเล็กน้อย ก่อนใช้ยามุ่งเป้าจะต้องมีการตรวจหาความผิดปกติของยีนก่อมะเร็ง โดยอาจตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็งหรือเลือดของผู้ป่วย (liquid biopsy) ถ้าตรวจพบยีนผิดปกติ เช่น EGFR mutation, ALK fusion, หรือ ROS-1 fusion จึงจะใช้ยาในกลุ่มนี้ได้ ยาในกลุ่มนี้โดยมากเป็นยาในรูปแบบรับประทาน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพดีกว่ายาเคมีบำบัด

3.3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักมีผลข้างเคียงน้อย เป็นยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ อาจใช้เพียงลำพังหรือให้ร่วมกับยาตัวอื่นๆ เช่น ยาเคมีบำบัด เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละราย

ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการรักษาของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด

  • ชนิดของมะเร็งปอด ความผิดปกติของยีนก่อมะเร็ง และระยะของโรคมะเร็งปอด
  • ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ มักมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์
  • การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ การเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่เริ่มแรก มีความสำคัญต่อผลการรักษา โดย
  • ทั่วไปแพทย์สามารถทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น แม้ว่าในบางครั้งโรคมะเร็งอาจจะไม่หายขาด
  • การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยระหว่างการรักษา เช่น การหยุดสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ
  • การกินยาสม่ำเสมอ และการมาตรวจติดตามการรักษาตามนัด

การป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปอด

1.หยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่

2.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง เช่น ที่ๆ มีฝุ่นควันมาก หรือการทำงานในเหมืองแร่โดยไม่ใช้เครื่องมือป้องกันตนเอง

3.หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกที่ใช้รังสีต่ำ (Low-dose CT Scan) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด

4.ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

ขอบคุณที่มา : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปอด โรคพบบ่อยในคนไทย สถิติปี’65 ทั่วโลกป่วย 2.4 ล้านคน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...