ซีอีโอ Capital Group แนะ Gen Z เลิกลงทุนแบบงานอดิเรก หันโฟกัสระยะยาว
ซีอีโอ Capital Group แนะ Gen Z เลิกลงทุนแบบงานอดิเรก แต่ควรเริ่มสร้างพอร์ตบนพื้นฐานเศรษฐกิจจริง มองยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่ง
วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 12.41 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ไมค์ กิตลิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Capital Group แสดงความเห็นว่า นักลงทุนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ซึ่งจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกต่อต้านการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับอานิสงส์จากสงคราม ควรหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แทนการลงทุนแบบตามความสนใจส่วนตัว หรือที่เขาเรียกว่า hobby investing**
ระหว่างการตอบคำถามในงาน CNBC Converge Live ที่สิงคโปร์ กิตลินกล่าวว่า แนวคิดการลงทุนของคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างคำถามจากผู้เข้าร่วมงานรายหนึ่ง ซึ่งเล่าว่าลูกวัยรุ่นของตนคัดค้านแผนการปรับพอร์ตจากทองคำไปสู่น้ำมัน เพราะมองว่าเป็นการทำกำไรจากสงคราม และจากการสำรวจไม่เป็นทางการในโรงเรียน พบว่าเกือบ 80% ของนักเรียน Gen Z มีมุมมองในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม กิตลินชี้ว่าไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือน้ำมัน ล้วนไม่ใช่สินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการวางแผนการลงทุนในระยะยาวถึง 75 ปี พร้อมเตือนว่าการพยายามจับจังหวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นยากมากแม้แต่มืออาชีพ นับประสาอะไรกับนักลงทุนอายุน้อย
เขาแนะนำให้เริ่มต้นจากการสร้างพอร์ตจำลอง (paper portfolio) เพื่อเรียนรู้การลงทุน ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของบริษัท (due diligence) โดยสามารถใช้เครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์ และเน้นปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ มากกว่าการแกว่งตัวระยะสั้นของตลาด
“สิ่งสำคัญคือทำให้พวกเขาสนใจตลาดโดยรวม ทั้งหุ้น พันธบัตร สภาพเศรษฐกิจมหภาค และสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก”
คำแนะนำดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มที่นักลงทุนรุ่นใหม่มีความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้น โดยรายงาน Global Retail Investor Outlook ของ World Economic Forum ระบุว่า ความเชื่อมั่นของ Gen Z ต่อสถาบันการเงินลดลงในช่วงสองปีที่ผ่านมา และเกือบ 20% ของผู้ที่ยังไม่ลงทุนให้เหตุผลว่าไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินจึงเลือกอยู่ห่างจากตลาด
นอกจากนี้ยังเริ่มปรากฏกลุ่มนักลงทุนที่ยึดแนวคิด financial nihilism หรือการปฏิเสธเป้าหมายการสร้างความมั่งคั่งแบบดั้งเดิม แม้จะยังเป็นกลุ่มเล็ก แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ระบุว่า หากมีความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มมากขึ้น ก็มีแนวโน้มจะกลับมาลงทุน
ในอีกด้านหนึ่ง กิตลินยังชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดของตลาดการเงินโลก แม้สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านจะยืดเยื้อมานานเกือบสองเดือน โดยดัชนีหุ้นโลกอย่าง MSCI World Index ฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือระดับก่อนเกิดสงคราม หลังจากเคยปรับตัวลงกว่า 3.29% และล่าสุดเพิ่มขึ้นราว 2% จากระดับปิดวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง
“ตลาดมีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะนักลงทุนมองไปข้างหน้า 3-5 ปี สนใจผลประกอบการและศักยภาพการเติบโตของบริษัทมากกว่าเหตุการณ์ระยะสั้น” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องมองทะลุความผันผวนเพื่อโฟกัสระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีนี้กลับเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นถึง 50% ขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้น 30% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ปรับขึ้นเพียง 3%
อย่างไรก็ตาม กิตลินเตือนว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ ระดับราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดการเงินต้องปรับตัวตามในที่สุด
อ้างอิง : cnbc.com