โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เทคโนโลยี “Cerebral Revascularization” ผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมอง ทางรอดผู้ป่วยสโตรก

PPTV HD 36

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 08.08 น. • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมอง “Cerebral Revascularization” ช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง ลดเสี่ยงสโตรก ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดตีบเรื้อรัง ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความพิการถาวรและการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในผู้สูงวัยเท่านั้น เพราะยังมีภาวะผิดปกติของหลอดเลือดสมองบางชนิดที่สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น โรค Moyamoya ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันลงอย่างช้า ๆ โดยมักเกิดบริเวณฐานสมอง ส่งผลให้สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดเรื้อรัง หรือเกิดอาการหลอดเลือดสมองเฉียบพลันอย่างไม่คาดคิด

10 ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สาเหตุการพิการและเสียชีวิต

หมอแนะวิธีเช็กสุขภาพง่าย ๆ จาก “สีและลักษณะอุจจาระ” สัญญาณสุขภาพ

ในกรณีที่การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ไม่สามารถควบคุมอาการหรือป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “Cerebral Revascularization” จะเข้ามีความสำคัญในการรักษา

Cerebral Revascularization คืออะไร และทำไมต้องผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมอง?

Cerebral Revascularization คือการผ่าตัดสร้างทางไหลเวียนเลือดใหม่ให้กับสมอง (Revascularization Surgery) เพื่อป้องกันภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดในสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่

  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือด (Flow Augmentation) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเรื้อรัง เช่น โรค Moyamoya ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยมักเกิดในหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณฐานสมอง เช่น Internal Carotid
  • Artery (ICA) ซึ่งจะค่อย ๆ ตีบแคบลงอย่างช้า ๆ ทำให้สมองสร้างหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก (Collateral Vessels) ขึ้นมาเพื่อทดแทน แม้หลอดเลือดฝอยเหล่านี้จะช่วยชดเชยการไหลเวียนเลือดที่ลดลง แต่ยังคงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรงชั่วคราว อัมพาต ชัก ปวดศีรษะเรื้อรัง ความจำเสื่อม หรือมีปัญหาด้านการรับรู้ได้

รักษาการไหลเวียนของเลือด (Flow Preservation)

ใช้ในกรณีป้องกันไม่ให้หลอดเลือดสมองเสียหายหรือแตก เช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดโป่งพองชนิด Dissecting Aneurysm ซึ่งเกิดจากการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดชั้นใน หรือ Fusiform Aneurysm ที่เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดในลักษณะกระจายรอบผนังหลอดเลือด หรือในกรณีที่ต้องผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ซึ่งอยู่ใกล้หรือเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดจะช่วยป้องกันการเสียหายของหลอดเลือดในระหว่างหรือหลังการผ่าตัด

โรคและภาวะที่อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง

  • การผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง (Cerebral Revascularization) มักทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรัง หรือมีโรคหลอดเลือดสมองที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง Moyamoya โรคนี้เกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณฐานสมองตีบลงเรื่อย ๆ ทำให้สมองสร้างหลอดเลือดฝอยขึ้นมาทดแทน การผ่าตัดจะช่วยสร้างทางเบี่ยงหลอดเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น

    • ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรังชนิดซับซ้อน กรณีที่หลอดเลือดสมองตีบตันอย่างรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีรักษามาตรฐาน เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือการขยายหลอดเลือดผ่านสายสวน ผู้ป่วยยังมีอาการจากภาวะขาดเลือดอย่างต่อเนื่อง การผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดสมองจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
    • ภาวะหลอดเลือดผิดปกติบางชนิดที่ทำให้สมองขาดเลือด เช่น หลอดเลือดสมองผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเรื้อรังในระยะยาว

ทั้งนี้ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมองจะแตกต่างจากการรักษา ‘ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน’ (Acute Ischemic Stroke) ซึ่งมักรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือการทำหัตถการผ่านสายสวน เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันอย่างเร่งด่วน ในขณะที่การผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมองเป็นการรักษาที่เน้นการสร้างทางเบี่ยง (Bypass) หรือกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่

เทคโนโลยีและกระบวนการรักษาด้วย Cerebral Revascularization

การผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมองมีอยู่ 3 วิธีหลัก โดยการเลือกวิธีที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของโรค ขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือด สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมถึงอาการทางระบบประสาทที่ปรากฏ ดังนี้

  • การผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยตรง (Direct Bypass Surgery) เป็นการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดจากภายนอกกะโหลกเข้าสู่หลอดเลือดสมองโดยตรง เช่น การผ่าตัด STA-MCA Bypass ซึ่งช่วยให้เลือดจากหลอดเลือดที่เชื่อมใหม่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดขนาดใหญ่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ และผู้ที่ต้องการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองอย่างเร่งด่วน เช่น มีอาการแขนขาอ่อนแรง ชัก หรือพูดผิดปกติจากภาวะสมองขาดเลือด
  • การผ่าตัดต่อเส้นเลือดแบบอ้อม (Indirect Bypass) วิธีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ โดยศัลยแพทย์จะทำการเปิดกะโหลกศีรษะและนำเนื้อเยื่อที่มีเส้นเลือดฝอย เช่น จากเยื่อหุ้มสมอง (dura) กล้ามเนื้อขมับ (temporalis muscle) หรือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (periosteum) ไปวางบนพื้นผิวสมองส่วนที่ขาดเลือด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของหลอดเลือดใหม่เข้าไปในเนื้อสมอง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เทคนิคนี้มักเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเด็ก หรือผู้ที่มีหลอดเลือดสมองขนาดเล็กที่ไม่เหมาะกับการเชื่อมต่อเส้นเลือดโดยตรง
  • การผสมผสานทั้งสองวิธี การผ่าตัดแบบผสมผสาน เป็นการทำทั้งการต่อเส้นเลือดโดยตรง และการวางเนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือด เพื่อกระตุ้นการงอกของหลอดเลือดใหม่ร่วมกันในผู้ป่วยรายเดียว วิธีนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการต่อเส้นเลือดตรงช่วยให้เลือดไหลทันที ส่วนการผ่าตัดแบบอ้อมช่วยเสริมการสร้างหลอดเลือดใหม่ในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดหลายระดับหรือมีปัจจัยเสี่ยงซับซ้อน

การฟื้นตัวและการดูแลหลังผ่าตัดหลอดเลือดสมอง

หลังการผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • พักฟื้นในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ประมาณ 1-3 วัน เพื่อเฝ้าระวังสัญญาณชีพและระบบประสาทอย่างใกล้ชิด
  • พักฟื้นในหอผู้ป่วยทั่วไปอีกประมาณ 5-7 วัน จนกว่าอาการจะคงที่และพร้อมกลับบ้าน
  • ในช่วงพักรักษาตัว แพทย์จะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และอาจมีการตรวจ MRI หรือ MRA ซ้ำ เพื่อประเมินผลการผ่าตัด

เมื่อกลับบ้าน ควรงดกิจกรรมหนักหรือออกแรงมาก อย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้หลอดเลือดที่เชื่อมต่อใหม่มีเวลาสมานตัว และให้ระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังผ่าตัด ถือเป็น ‘Golden Period’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองมีความสามารถในการฟื้นฟูสูงที่สุด จึงควรปฏิบัติดังนี้

  • ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และการทรงตัว
  • ฝึกพูดหรือทำกิจกรรมบำบัด ในกรณีที่มีความผิดปกติด้านการสื่อสาร ความจำ หรือความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และทีมดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหรือการเกิดโรคซ้ำในอนาคต

การผ่าตัดต่อเส้นเลือด (Cerebral Revascularization) เป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรัง ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมศัลยแพทย์ระบบประสาทที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมให้การดูแลตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนการรักษา การผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสมองที่เสียหาย ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...