เทคโนโลยี “Cerebral Revascularization” ผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมอง ทางรอดผู้ป่วยสโตรก
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความพิการถาวรและการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในผู้สูงวัยเท่านั้น เพราะยังมีภาวะผิดปกติของหลอดเลือดสมองบางชนิดที่สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น โรค Moyamoya ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันลงอย่างช้า ๆ โดยมักเกิดบริเวณฐานสมอง ส่งผลให้สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดเรื้อรัง หรือเกิดอาการหลอดเลือดสมองเฉียบพลันอย่างไม่คาดคิด
10 ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สาเหตุการพิการและเสียชีวิต
หมอแนะวิธีเช็กสุขภาพง่าย ๆ จาก “สีและลักษณะอุจจาระ” สัญญาณสุขภาพ
ในกรณีที่การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ไม่สามารถควบคุมอาการหรือป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “Cerebral Revascularization” จะเข้ามีความสำคัญในการรักษา
Cerebral Revascularization คืออะไร และทำไมต้องผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมอง?
Cerebral Revascularization คือการผ่าตัดสร้างทางไหลเวียนเลือดใหม่ให้กับสมอง (Revascularization Surgery) เพื่อป้องกันภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดในสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
- เพิ่มการไหลเวียนของเลือด (Flow Augmentation) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเรื้อรัง เช่น โรค Moyamoya ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยมักเกิดในหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณฐานสมอง เช่น Internal Carotid
- Artery (ICA) ซึ่งจะค่อย ๆ ตีบแคบลงอย่างช้า ๆ ทำให้สมองสร้างหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก (Collateral Vessels) ขึ้นมาเพื่อทดแทน แม้หลอดเลือดฝอยเหล่านี้จะช่วยชดเชยการไหลเวียนเลือดที่ลดลง แต่ยังคงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรงชั่วคราว อัมพาต ชัก ปวดศีรษะเรื้อรัง ความจำเสื่อม หรือมีปัญหาด้านการรับรู้ได้
รักษาการไหลเวียนของเลือด (Flow Preservation)
ใช้ในกรณีป้องกันไม่ให้หลอดเลือดสมองเสียหายหรือแตก เช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดโป่งพองชนิด Dissecting Aneurysm ซึ่งเกิดจากการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดชั้นใน หรือ Fusiform Aneurysm ที่เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดในลักษณะกระจายรอบผนังหลอดเลือด หรือในกรณีที่ต้องผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ซึ่งอยู่ใกล้หรือเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดจะช่วยป้องกันการเสียหายของหลอดเลือดในระหว่างหรือหลังการผ่าตัด
โรคและภาวะที่อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง
การผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง (Cerebral Revascularization) มักทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรัง หรือมีโรคหลอดเลือดสมองที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เช่น
โรคหลอดเลือดสมอง Moyamoya โรคนี้เกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณฐานสมองตีบลงเรื่อย ๆ ทำให้สมองสร้างหลอดเลือดฝอยขึ้นมาทดแทน การผ่าตัดจะช่วยสร้างทางเบี่ยงหลอดเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
- ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรังชนิดซับซ้อน กรณีที่หลอดเลือดสมองตีบตันอย่างรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีรักษามาตรฐาน เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือการขยายหลอดเลือดผ่านสายสวน ผู้ป่วยยังมีอาการจากภาวะขาดเลือดอย่างต่อเนื่อง การผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดสมองจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
- ภาวะหลอดเลือดผิดปกติบางชนิดที่ทำให้สมองขาดเลือด เช่น หลอดเลือดสมองผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเรื้อรังในระยะยาว
ทั้งนี้ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมองจะแตกต่างจากการรักษา ‘ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน’ (Acute Ischemic Stroke) ซึ่งมักรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือการทำหัตถการผ่านสายสวน เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันอย่างเร่งด่วน ในขณะที่การผ่าตัดต่อเส้นเลือดสมองเป็นการรักษาที่เน้นการสร้างทางเบี่ยง (Bypass) หรือกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่
เทคโนโลยีและกระบวนการรักษาด้วย Cerebral Revascularization
การผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมองมีอยู่ 3 วิธีหลัก โดยการเลือกวิธีที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของโรค ขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือด สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมถึงอาการทางระบบประสาทที่ปรากฏ ดังนี้
- การผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยตรง (Direct Bypass Surgery) เป็นการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดจากภายนอกกะโหลกเข้าสู่หลอดเลือดสมองโดยตรง เช่น การผ่าตัด STA-MCA Bypass ซึ่งช่วยให้เลือดจากหลอดเลือดที่เชื่อมใหม่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดขนาดใหญ่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ และผู้ที่ต้องการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองอย่างเร่งด่วน เช่น มีอาการแขนขาอ่อนแรง ชัก หรือพูดผิดปกติจากภาวะสมองขาดเลือด
- การผ่าตัดต่อเส้นเลือดแบบอ้อม (Indirect Bypass) วิธีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ โดยศัลยแพทย์จะทำการเปิดกะโหลกศีรษะและนำเนื้อเยื่อที่มีเส้นเลือดฝอย เช่น จากเยื่อหุ้มสมอง (dura) กล้ามเนื้อขมับ (temporalis muscle) หรือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (periosteum) ไปวางบนพื้นผิวสมองส่วนที่ขาดเลือด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของหลอดเลือดใหม่เข้าไปในเนื้อสมอง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เทคนิคนี้มักเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเด็ก หรือผู้ที่มีหลอดเลือดสมองขนาดเล็กที่ไม่เหมาะกับการเชื่อมต่อเส้นเลือดโดยตรง
- การผสมผสานทั้งสองวิธี การผ่าตัดแบบผสมผสาน เป็นการทำทั้งการต่อเส้นเลือดโดยตรง และการวางเนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือด เพื่อกระตุ้นการงอกของหลอดเลือดใหม่ร่วมกันในผู้ป่วยรายเดียว วิธีนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการต่อเส้นเลือดตรงช่วยให้เลือดไหลทันที ส่วนการผ่าตัดแบบอ้อมช่วยเสริมการสร้างหลอดเลือดใหม่ในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดหลายระดับหรือมีปัจจัยเสี่ยงซับซ้อน
การฟื้นตัวและการดูแลหลังผ่าตัดหลอดเลือดสมอง
หลังการผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- พักฟื้นในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ประมาณ 1-3 วัน เพื่อเฝ้าระวังสัญญาณชีพและระบบประสาทอย่างใกล้ชิด
- พักฟื้นในหอผู้ป่วยทั่วไปอีกประมาณ 5-7 วัน จนกว่าอาการจะคงที่และพร้อมกลับบ้าน
- ในช่วงพักรักษาตัว แพทย์จะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และอาจมีการตรวจ MRI หรือ MRA ซ้ำ เพื่อประเมินผลการผ่าตัด
เมื่อกลับบ้าน ควรงดกิจกรรมหนักหรือออกแรงมาก อย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้หลอดเลือดที่เชื่อมต่อใหม่มีเวลาสมานตัว และให้ระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังผ่าตัด ถือเป็น ‘Golden Period’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองมีความสามารถในการฟื้นฟูสูงที่สุด จึงควรปฏิบัติดังนี้
- ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และการทรงตัว
- ฝึกพูดหรือทำกิจกรรมบำบัด ในกรณีที่มีความผิดปกติด้านการสื่อสาร ความจำ หรือความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และทีมดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหรือการเกิดโรคซ้ำในอนาคต
การผ่าตัดต่อเส้นเลือด (Cerebral Revascularization) เป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเรื้อรัง ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมศัลยแพทย์ระบบประสาทที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมให้การดูแลตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนการรักษา การผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสมองที่เสียหาย ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน