โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ttb analytics ชี้ B20–E20 อาจเป็นคำตอบใหม่ความมั่นคงพลังงานไทย

The Better

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 08.09 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 07.13 น. • THE BETTER
ttb analytics วิเคราะห์สถานการณ์พลังงานโลกจากความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยต้องเร่งบทบาทพลังงานชีวภาพทั้งไบโอดีเซลและเอทานอลโดยคาดช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้หลายหมื่นล้าน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของโลก หลังมีการปิดล้อม ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเกิดความผันผวนอย่างหนัก

ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และแม้ในปัจจุบันราคาจะเริ่มทรงตัว แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย

ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไทยยังมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงถึง 48% ของพลังงานนำเข้าทั้งหมด ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินรวมถึงแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่ง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศแบ่งเป็นดีเซล 48% และแก๊สโซฮอล์ 23% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องทยอยยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมัน และปล่อยให้ราคาขายปลีกลอยตัวตามกลไกตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของราคาน้ำมันได้สร้างแรงกดดันต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ค่าเดินทาง รวมถึงต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

วิกฤตพลังงานดันบทบาท “พลังงานชีวภาพ” เพิ่มขึ้น

ttb analytics วิเคราะห์ว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาต้นทุนระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลและเอทานอล เข้ามามีบทบาทในโครงสร้างพลังงานของประเทศมากขึ้น เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล

ในปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซลเฉลี่ยในรูปแบบ B5 และมีการใช้เอทานอลผสมในแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วนเฉลี่ย 10.9% โดยไบโอดีเซลมีสัดส่วนการใช้เฉลี่ย 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนเอทานอลอยู่ที่ 3.4 ล้านลิตรต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงานชีวภาพในอดีตยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากราคาพลังงานชีวภาพยังสูงกว่าพลังงานฟอสซิล ทำให้การขยายตัวของสัดส่วนการใช้งานไม่สูงมากนัก

แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้พลังงานทดแทนเริ่มมีความคุ้มค่ามากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ไบโอดีเซล: ดัน B20 เพิ่มสัดส่วน ลดดีเซลนำเข้าได้สูงสุด 6.6 ล้านลิตรต่อวัน

ttb analytics ระบุว่า ไบโอดีเซลของไทยมีความยืดหยุ่นสูงต่อการกำหนดนโยบายภาครัฐ ผ่านการปรับสัดส่วนผสมในน้ำมันดีเซลตามสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันและราคาตลาด

ปี 2569 ภาครัฐมีการปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจาก B5 เป็น B7 ในบางช่วงเวลา พร้อมทั้งเข้มงวดการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ โดยกำหนดให้การส่งออกต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง เพื่อเพิ่มปริมาณวัตถุดิบสำหรับการผลิตพลังงานในประเทศ

ผลจากการบริหารจัดการดังกล่าว ทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น 1.9–2.0 ล้านตัน จากเดิม 0.9–1.0 ล้านตัน

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังผลักดันการใช้ดีเซล B20 อย่างจริงจัง โดยขยายสถานีบริการที่มีหัวจ่าย B20 เพิ่มขึ้น พร้อมกำหนดให้ราคามีส่วนต่างต่ำกว่า B7 อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจูงใจการใช้งานในภาคขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถกระบะ รวมถึงการรองรับรถยนต์เครื่องยนต์เก่าที่สามารถปรับมาใช้ B20 ได้

ภายใต้สมมติฐานการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกทั้งหมด และการผลักดัน B20 อย่างต่อเนื่อง ttb analytics ประเมินว่า ในปี 2569 อัตราการผสมไบโอดีเซลในภาพรวมจะเพิ่มจาก 6.5% เป็นสูงสุด 14.6% ส่งผลให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 10.2 ล้านลิตรต่อวัน

ผลลัพธ์ดังกล่าวจะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ได้สูงสุดเฉลี่ย 6.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ttb analytics ระบุว่า แม้ B20 จะถูกวางบทบาทเป็นน้ำมันทางเลือกหลัก แต่การขยายการใช้งานในเชิงปฏิบัติยังต้องอาศัยการผลักดันหลายด้าน ทั้งการเพิ่มจำนวนรถที่รองรับ B20 การปรับปรุงเครื่องยนต์ในรถขนส่งเก่า และการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันให้มีต้นทุนที่เหมาะสม

เอทานอล: ใช้กลไก “ราคา” กระตุ้น E20 ลดใช้น้ำมันเบนซินได้ 0.6 ล้านลิตรต่อวัน

ด้านเอทานอล ttb analytics ระบุว่า มีข้อจำกัดด้านมาตรฐานเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ ทำให้ไม่สามารถปรับสัดส่วนการผสมได้ยืดหยุ่นเท่าไบโอดีเซล โดยมีสูตรผสมหลักคือ E10, E20 และ E85

อย่างไรก็ตาม รถยนต์เบนซินเกือบทั้งหมดในปัจจุบันสามารถรองรับ E20 ได้แล้ว ทำให้แนวนโยบายหลักจึงมุ่งไปที่การใช้มาตรการด้านราคาและภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริโภค

ในปี 2568 ความต้องการใช้เอทานอลอยู่ที่เฉลี่ย 3.4 ล้านลิตรต่อวัน โดยถูกใช้ในแก๊สโซฮอล์ E10 เป็นสัดส่วน 71% และส่วนที่เหลือเป็น E20 เป็นหลัก

สำหรับแนวโน้มปี 2569 คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.0 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะในกลุ่ม E20 ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง จากมาตรการรัฐที่อุดหนุนส่วนต่างราคาให้แก๊สโซฮอล์ E20 มีราคาต่ำกว่า E10 ถึง 5–7 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่ต่างกันเพียง 2–3 บาท

ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้สัดส่วนการใช้งานเอทานอลในภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.8% และสามารถลดการใช้น้ำมันแก๊สโซลีนได้เฉลี่ย 0.6 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.5 พันล้านบาทต่อปี

ในด้านอุปทานวัตถุดิบ ttb analytics ระบุว่า ประเทศไทยยังมีความพร้อม โดยเฉพาะกากน้ำตาลที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล เนื่องจากต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพการแปรรูปสูง ขณะที่มันสำปะหลังถูกใช้ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า เพราะมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นเป็นหลัก เช่น แป้งและอาหารสัตว์

สรุปภาพรวม: พลังงานชีวภาพคือจุดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทย

ttb analytics สรุปว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมในระยะสั้นได้อีก

ดังนั้น ไบโอดีเซลและเอทานอลจึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะพลังงานทดแทน โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตทั้งสองประเภท แต่มีความแตกต่างด้านโครงสร้างตลาดและข้อจำกัดเชิงนโยบาย

ไบโอดีเซลมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับสัดส่วนตามนโยบายรัฐเพื่อบริหารสมดุลตลาดปาล์มน้ำมันได้ ขณะที่เอทานอลมีข้อจำกัดด้านเครื่องยนต์และมาตรฐานเชื้อเพลิง จึงต้องอาศัยมาตรการด้านราคาและภาษีจากภาครัฐเป็นหลัก

ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ttb analytics

ttb analytics เสนอแนวทางสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบพลังงานไทย ได้แก่

  • คงสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการผลิตต้นน้ำ แม้ในช่วงราคาน้ำมันโลกปรับลด
  • เร่งวิจัยและพัฒนาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น พันธุ์พืช การผลิต และเทคโนโลยีการหมัก
  • ผลักดันให้ B20 และ E20 เป็นมาตรฐานเชื้อเพลิงของรถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงรถขนส่งเก่าให้รองรับการใช้งาน
  • วางแผนระยะยาวร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อสร้างสมดุลทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

ttb analytics ระบุว่า หากดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดการนำเข้าน้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศ เพิ่มรายได้เกษตรกร และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...