“หางแร่” ไม่ได้ไร้ค่า! อัคราจับมือ 3 มหาลัย ปั้นเป็นอิฐ-ซีเมนต์ สร้างเงินเข้าชุมชน
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ , และ จัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยต้นแบบ 3 โครงการ ที่มุ่งเปลี่ยน “หางแร่” จากกระบวนการผลิตทองคำและเงิน ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” สำหรับภาคก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของอัครา ที่สนับสนุนการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน พร้อมย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบ ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA (Environmental Health Impact Assessment)
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยความร่วมมือกับทั้ง 3 มหาวิทยาลัยครั้งนี้ ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้ามอย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
สำหรับผลงานวิจัยจากทั้ง 3 สถาบัน มีรายละเอียดดังนี้
โดย ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เริ่มต้นจากการศึกษาความปลอดภัยของบ่อกักเก็บหางแร่ ซึ่งผลการประเมินยืนยันถึงเสถียรภาพที่มั่นคงและไม่มีความเสี่ยงด้านการรั่วไหล สอดคล้องตามมาตรฐาน EHIA
จากนั้นจึงต่อยอดสู่การพัฒนา “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เปลือกไข่ และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุพลังงานต่ำที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเผา มีคุณสมบัติเด่นทั้งทนความเค็มและสามารถซ่อมแซมตัวเองได้
ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว และถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงอยู่ระหว่างขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทาน โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป
ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาพบว่า หางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิต มีขนาดอนุภาคเหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม ที่มีส่วนผสมของหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางดังกล่าวยังสอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่มีความทนทานต่อแรงดันสูง และสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ผลการวิจัยพบว่า การเติมหางแร่เพียง 3% ขององค์ประกอบทั้งหมด สามารถเพิ่มความแข็งแรง ลดความพรุน และยืดอายุการใช้งานของซีเมนต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างศึกษาการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสใหม่จากนวัตกรรมหางแร่ในอนาคต
นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้องค์กรเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน
ทั้งนี้ อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันวัสดุให้ผ่านการรับรองและได้รับการยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
โครงการนำร่องดังกล่าวยังถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นว่า การต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง และสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืนในอนาคต