“ชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทย” เตรียมรับมือวิกฤต ราคาปุ๋ย พุ่ง ขณะฤดูเพาะปลูกเริ่มต้น
"ชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทย" เตรียมรับมือวิกฤต ราคาปุ๋ย พุ่ง ขณะฤดูเพาะปลูกเริ่มต้น ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ดันต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงกำลังสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านอาหารของโลก
ราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนสำคัญสำหรับการปลูกข้าว ปรับตัวขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากพุ่งขึ้นแล้วถึง 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลของ World Bank ระบุว่า ราคายูเรียในตลาดโลกแตะระดับ 857 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนเมษายน สูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมในรอบ 4 ปีที่ 726 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และมากกว่าระดับเดียวกันของปีก่อนถึงกว่า 2 เท่า
ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย มีสัดส่วนราว 30-35% ของการส่งออกปุ๋ยยูเรียโลก โดยโรงงานผลิตหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน ขณะที่การขนส่งหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ขณะที่ประเทศในเอเชียกำลังเผชิญแรงกระแทกด้านต้นทุนโดยตรง เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลก ขณะที่การปลูกข้าวต้องพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมาก เพราะช่วยเร่งการเติบโตของใบและลำต้น
ดาวิต เมคอนเนน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานและปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากที่สุด และหากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อเนื่องเกินเดือนมิถุนายน หลายประเทศอาจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตร นอกจากนี้ การผลิตกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยฟอสเฟต ก็พึ่งพาประเทศอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน
ธนาคารโลกคาดว่า ราคาปุ๋ยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 31% ในปี 2569 โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่อาจเพิ่มขึ้นถึงราว 60%
โดยต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอาหารได้ง่าย เกษตรกรจำนวนมากจึงมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงตามไปด้วย
แม้ธนาคารโลกยังคาดว่าราคาอาหารโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเพียง 2% แต่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นในระดัจำกัดนี้เกิดจากปริมาณธัญพืชโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงก่อนเกิดวิกฤต
ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการเพาะปลูกข้าว โดยข้าวเมล็ดยาว เช่น ข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องการอากาศร้อนและความชื้นสูง คิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าข้าวโลก เกษตรกรในอินเดีย, เวียดนาม และไทย ส่วนใหญ่จะเริ่มหว่านข้าวหรือปักดำระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ผลกระทบต่อเกษตรกรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปุ๋ย เพราะราคาสินค้าเกษตรอื่น ๆ และค่าขนส่งที่พุ่งสูง ยังอาจดันต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 50-80%
แม็กซิโม โตเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่า การปรับตัวกำลังเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่แคว้นปัญจาบของอินเดียไปจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง โดย Vietnam ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก เริ่มลดกำลังการผลิตจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ Thailand และ Bangladesh ก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน
อินเดีย ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตข้าวประมาณ 150 ล้านตันต่อปีตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ แต่ก็ยังเปราะบางจากการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า โดยราว 40% ของปุ๋ยนำเข้าของอินเดียมาจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย
ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดสามารถทดแทนบทบาทของอินเดียในการป้อนข้าวสู่ตลาดโลกได้ แม้แต่จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 และ 3 ของโลก ก็ยังต้องนำเข้าข้าวบางส่วน
ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกหลักอื่น ๆ อย่างเวียดนาม, ไทย และปากีสถาน สามารถส่งออกได้เพียงปีละ 5-8 ล้านตันเท่านั้น
หลายประเทศที่บริโภคข้าวสูง เช่น ฟิลิปปินส์ และประเทศในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวอย่างมาก และยิ่งช่องแคบฮอร์มุซปิดต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสี่ยงของวิกฤตอาหารโลกก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น
อ้างอิง : asia.nikkei.com