โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทย” เตรียมรับมือวิกฤต ราคาปุ๋ย พุ่ง ขณะฤดูเพาะปลูกเริ่มต้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 07.11 น.

"ชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทย" เตรียมรับมือวิกฤต ราคาปุ๋ย พุ่ง ขณะฤดูเพาะปลูกเริ่มต้น ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ดันต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงกำลังสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านอาหารของโลก

ราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนสำคัญสำหรับการปลูกข้าว ปรับตัวขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากพุ่งขึ้นแล้วถึง 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลาง

ข้อมูลของ World Bank ระบุว่า ราคายูเรียในตลาดโลกแตะระดับ 857 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนเมษายน สูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมในรอบ 4 ปีที่ 726 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และมากกว่าระดับเดียวกันของปีก่อนถึงกว่า 2 เท่า

ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย มีสัดส่วนราว 30-35% ของการส่งออกปุ๋ยยูเรียโลก โดยโรงงานผลิตหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน ขณะที่การขนส่งหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ขณะที่ประเทศในเอเชียกำลังเผชิญแรงกระแทกด้านต้นทุนโดยตรง เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลก ขณะที่การปลูกข้าวต้องพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมาก เพราะช่วยเร่งการเติบโตของใบและลำต้น

ดาวิต เมคอนเนน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานและปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากที่สุด และหากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อเนื่องเกินเดือนมิถุนายน หลายประเทศอาจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตร นอกจากนี้ การผลิตกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยฟอสเฟต ก็พึ่งพาประเทศอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน

ธนาคารโลกคาดว่า ราคาปุ๋ยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 31% ในปี 2569 โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่อาจเพิ่มขึ้นถึงราว 60%

โดยต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอาหารได้ง่าย เกษตรกรจำนวนมากจึงมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงตามไปด้วย

แม้ธนาคารโลกยังคาดว่าราคาอาหารโลกในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเพียง 2% แต่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นในระดัจำกัดนี้เกิดจากปริมาณธัญพืชโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงก่อนเกิดวิกฤต

ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการเพาะปลูกข้าว โดยข้าวเมล็ดยาว เช่น ข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องการอากาศร้อนและความชื้นสูง คิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าข้าวโลก เกษตรกรในอินเดีย, เวียดนาม และไทย ส่วนใหญ่จะเริ่มหว่านข้าวหรือปักดำระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ผลกระทบต่อเกษตรกรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปุ๋ย เพราะราคาสินค้าเกษตรอื่น ๆ และค่าขนส่งที่พุ่งสูง ยังอาจดันต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 50-80%

แม็กซิโม โตเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่า การปรับตัวกำลังเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่แคว้นปัญจาบของอินเดียไปจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง โดย Vietnam ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก เริ่มลดกำลังการผลิตจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ Thailand และ Bangladesh ก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน

อินเดีย ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตข้าวประมาณ 150 ล้านตันต่อปีตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ แต่ก็ยังเปราะบางจากการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า โดยราว 40% ของปุ๋ยนำเข้าของอินเดียมาจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย

ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดสามารถทดแทนบทบาทของอินเดียในการป้อนข้าวสู่ตลาดโลกได้ แม้แต่จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 และ 3 ของโลก ก็ยังต้องนำเข้าข้าวบางส่วน

ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกหลักอื่น ๆ อย่างเวียดนาม, ไทย และปากีสถาน สามารถส่งออกได้เพียงปีละ 5-8 ล้านตันเท่านั้น

หลายประเทศที่บริโภคข้าวสูง เช่น ฟิลิปปินส์ และประเทศในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวอย่างมาก และยิ่งช่องแคบฮอร์มุซปิดต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสี่ยงของวิกฤตอาหารโลกก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...