'HMPRO' ลุ้นกำไร Q2/69 ฟื้นหลัง Easy Receipt กดดันลดลง
#ทันหุ้น – บล.ทิสโก้ ส่องหุ้น บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO จากการประชุมนักวิเคราะห์สะท้อนแนวโน้มเชิงบวก คงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากผลกระทบจากโครงการ Easy Receipt เริ่มจางลง และข้อมูลเดือนเมษายนยืนยันการฟื้นตัวของอุปสงค์ โดย SSSG เดือนเมษายนของ HomePro พลิกเป็นประมาณ +2% และ Mega Home ประมาณ +5% ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าในฤดูร้อน การสต็อกสินค้าของผู้รับเหมาก่อนการปรับขึ้นราคาจากภาษี และฐานต่ำใน Q2/68 ผู้บริหารยอมรับความเสี่ยงด้านลบต่อเป้าหมาย SSSG เดิมของ HomePro ในปี FY69 ที่ +1-2% จากผลประกอบการ Q1 ที่อ่อนตัว และความไม่แน่นอนของอุปสงค์จากประเด็นภาษี แม้ยังไม่มีการปรับประมาณการอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าโครงสร้างความเสี่ยงผลตอบแทนยังเอียงไปด้านบวก จากการฟื้นตัวของกำไรในช่วง 2H69
การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) เดือนเมษายนกลับมาเป็นบวก พร้อมสัญญาณเร่งตัวของรายได้
SSSG เดือนเมษายนของ HomePro ที่ประมาณ +2% และ Mega Home ที่ประมาณ +5% ถือเป็นการพลิกฟื้นจากระดับต่ำใน Q1/69 โดยมีปัจจัยหนุนจากฐานต่ำใน Q2/68 (-8.8%) ความต้องการตามฤดูกาล และการสต็อกสินค้าล่วงหน้าของผู้รับเหมาก่อนการปรับราคาสินค้าในกลุ่มสีเคมีภัณฑ์ และพลาสติก อย่างไรก็ตามผู้บริหารระบุว่าการวางบิลในเดือนเมษายนสูงกว่าการรับรู้รายได้ สะท้อนว่าโมเมนตัมใน Q2/69 อาจแข็งแกร่งกว่าที่ตัวเลข SSSG แสดง ทั้งนี้ ฐานต่ำยังต่อเนื่องไปถึง Q3/68 (-5.7%) ซึ่งสนับสนุนการฟื่นตัวต่อเนื่องในช่วง 2H69
รูปแบบ Hybrid เป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวในปี FY69 โดยมีแผนเปิดสาขาใหม่ 3 แห่งใน Q2/69 ที่รัชนาธิวาส ชัยภูมิ และแพร่ และอีก 6 แห่งในช่วง 2H69 ขณะที่จำนวนสาขา Mega Home แบบเดี่ยวจะลดลงจาก 21 เหลือ 18 แห่งภายในสิ้นปี จากการปรับเป็นรูปแบบ Hybrid ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็นประมาณ 136 แห่ง นอกจากนี้ HomePro สาขาสมุย-เฉวงเปิดดำเนินการใน Q2/69 ช่วยเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งรายได้ค่าเช่ามีแนวโน้มแข็งแกร่ง พื้นที่ขายสุทธิคาดเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% เป็นราว 1.21 ล้านตารางเมตร ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ในช่วง 2H69
สรุปผลประกอบการใน Q1/69 : กลุ่มสินค้าแบรนด์ส่วนตัวและสาขาต่างจังหวัดยังคงแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการ Q1/69 ได้รับผลกระทบเต็มจาก Easy Receipt โดย HomePro มี SSSG ที่ -12.7% และกำไรสุทธิลดลงประมาณ 18% YoY เหลือ 1.4 พันล้านบาท จากรายได้รวม 17.15 พันล้านบาท กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากฐานลูกค้าที่มีภาระภาษีสูง ขณะที่ต่างจังหวัดมีความยืดหยุ่นดีกว่า อัตราส่วนสินค้า Private Brand เพิ่มขึ้นเป็น 22.0% สำหรับ HomePro และ 22.8% สำหรับ Mega Home จาก 20.4% และ 20.8% ใน Q1/68 ตามลำดับ จากการเพิ่มพื้นที่วางสินค้าและการปรับราคาในบางรายการจำนวนวันสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเป็น 117 วัน จาก 112 วันใน FY68 จากการสต็อกล่วงหน้าก่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มคลายตัวใน Q2/69
คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมติดตามความเสี่ยงสำคัญ โดยให้มูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 10.00 บาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจาก SSSG เดือนเมษายนที่กลับมาเป็นบวก การเร่งตัวของการวางบิล และผลกระทบจาก Easy Receipt ที่ลดลง ซึ่งจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของกำไรตั้งแต่ Q2/69 ต่อเนื่องถึง 2H69 อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นอาจเผชิญแรงกดดันตั้งแต่ Q3/69 เมื่อสินค้าคงคลังก่อนภาษีหมดลงและต้นทุนใหม่ที่สูงขึ่นเริ่มสะท้อนเต็มที่ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้จะปรับดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรายได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี โครงการซื้อหุ้นคืนระยะที่ 2 วงเงินสูงสุด 2.96 พันล้านบาท ซึ่งดำเนินถึงเดือนสิงหาคม 2569 อาจกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นเล็กน้อย แต่จะช่วยลดแรงกดดันเชิงโครงสร้างเมื่อโครงการเสร็จสิ้น